ข่าว

'บรรหาร'นั่งฮ.ตรวจเขื่อนป่าสักฯ

'บรรหาร'นั่งฮ.ตรวจเขื่อนป่าสักฯ

04 ต.ค. 2556

'บรรหาร' นั่งฮ.ตรวจเขื่อนป่าสักฯ กำชับจนท.ติดตามสถานการณ์น้ำใกล้ชิด 'ปภ.' เตือน 13 จว.รับมือฝนตกหนัก 4-8 ต.ค. ขณะที่ 'วังทอง' ยังอ่วมแนวกั้นน้ำแตกเพิ่ม

 

                           4 ต.ค. 56  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสถานการณ์น้ำที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี รวมถึงตรวจสอบความแข็งแรง โดยเฮลิคอปเตอร์

                           ทั้งนี้ก่อนการบินสำรวจ เจ้าหน้าที่ได้บรรยายสรุปข้อมูลที่สำคัญ ว่าวันที่ 4 ต.ค. 56 ปริมาณน้ำในเขื่อนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว จำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำ จาก 600 ลบ.ม./วินาที เป็น 700 ลบ.ม./วินาที ไปจนถึงวันที่ 7 ต.ค. เพื่อให้มีพื้นที่รองรับน้ำเหนือที่จะมาเติม จากนั้นถึงจะลดระดับการระบายน้ำลง ซึ่งนายบรรหาร กำชับกับเจ้าหน้าที่ว่า หากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะเพิ่มการระบายน้ำมากกว่า 700 ลบ.ม./วินาที ต้องรายงานตนก่อน พร้อมกับควบคุม และติดตามการระบายน้ำอย่างใกล้ชิด

                           จากนั้นนายบรรหาร ให้สัมภาษณ์ว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีความแข็งแรง ไม่พังอย่างแน่นอน ส่วนกรณีที่จะมีการเพิ่มการระบายน้ำเป็น 700 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่ วันที่ 4-7 ต.ค.นี้ ไม่เป็นปัญหา เพราะถือว่าเป็นปริมาณที่น้อยกว่าการระบายน้ำเมื่อปี 2553 แต่อาจส่งผลกระทบพื้นที่ใต้เขื่อน ที่คาดว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น 60 เซนติเมตร แต่หากไม่ระบาย หรืออั้นน้ำเหนือเขื่อนไว้ ตนเป็นห่วงว่าอาจเกิดผลกระทบเหมือนมหาอุทกภัย ปี 2554

                           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับภารกิจของนายบรรหาร นั้นได้เฮลิคอปเตอร์สำรวจการไหลของน้ำ และปริมาณน้ำ จากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เรื่อยลงมา ตามเส้นทาง จังหวัดสระบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่าน้ำริมตลิ่งยังไม่มาก โดยได้แวะลงตรวจสภาพและการระบายน้ำของเขื่อนพระรามหก ซึ่งเป็นจุดรับน้ำที่อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย ทั้งนี้นายบรรหาร กำชับกับเจ้าหน้าที่ว่า ที่เขื่อนพระรามหก ห้ามปล่อยน้ำเกิน 800 ลบ.ม./วินาที และต้องดูแลประชาชนที่เดือดร้อนอย่างเต็มที่ พร้อมให้ความมั่นใจกับประชาชนว่า ตนจะติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อย่างใกล้ชิด บริหารจัดการน้ำให้กระทบ และเสียหายน้อยที่สุด

 

 

'ปภ.' เตือน 13 จังหวัดระวังภัยจากภาวะฝนตกหนัก 4-8 ต.ค.นี้

 

                           นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาวะอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ช่วงวันที่ 4 - 8 ตุลาคม 2556 ร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออกและภาคใต้ตอนบนมีฝนเพิ่มมากขึ้น และฝนตกหนักบางพื้นที่ รวมถึงคลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง จึงขอแจ้งเตือนให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัย บริเวณที่ราบลุ่มริมแม่น้ำ ที่ลาดเชิงเขาใน 13 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ระนอง พังงา ภูเก็ต ชุมพรและสุราษฎร์ธานี ระมัดระวังอันตรายจากภาวะฝนตกหนัก ติดตามการแจ้งเตือนภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด รวมถึงหมั่นสังเกตสัญญาณความผิดปกติทางธรรมชาติ จะได้อพยพหนีภัยได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ได้ประสาน 13 จังหวัด และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 2 สุพรรณบุรี เขต 4 ประจวบคีรีขันธ์ เขต 11 สุราษฎร์ธานี เขต 17 จันทบุรี และเขต 18 ภูเก็ต เตรียมความพร้อมรับมือฝนตกหนัก โดยจัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

'พิษณุโลก' วังทองยังอ่วมแนวกั้นน้ำแตกเพิ่ม

 

                           ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วม จ.พิษณุโลก ยังคงได้รับผลกระทบหนักใน 2 อำเภอ ได้แก่ พื้นที่ ต.เนินกุ่ม อ.บางกระทุ่ม ที่คันกั้นน้ำแตกหลายจุด และที่ ต.วังพิกุล อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ที่พนังกั้นแม่น้ำวังทองบริเวณบ้านทางลัด ม.5 ต.วังพิกุล อ.วังทอง แตกเป็นทางกว้าง 20 เมตร ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา และยังไม่สามารถดำเนินการซ่อมได้ ล่าสุดวันนี้ (4 ต.ค.) บริเวณถนนบ้านทางลัด ใกล้กับจุดที่ชาวบ้านทางลัดตั้งเต้นท์อาศัยอยู่บนนถนนชั่วคราว ห่างจากจุดที่พนังกั้นน้ำแตกประมาณ 100 เมตร ความแรงของน้ำ ได้กัดเซาะถนนนจนขาดเป็นทางกว้าง 10 เมตร น้ำจากแม่น้ำวังทองได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่นาอย่างรวดเร็ว

                           ทั้งนี้ ได้มีการระดมกำลังทหารจากกองพลพัฒนาที่ 3 ค่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ นำกำลังพล เรือท้องแบน พร้อมเครื่องจักร มาช่วยเหลือชาวบ้านซ่อมพนังกั้นน้ำที่บ้านทางลัด ม.5 ต.วังพิกุล โดยวันนี้ มีการระดมชาวบ้านจากตำบลวังพิกุล ตำบลแม่ระกา อำเภอวังทอง และตำบลท่าตาล อำเภอบางกระทุ่ม มาช่วยกันซ่อมพนังกั้นน้ำเป็นการเร่งด่วน เนื่องจากหากไม่สามารถดำเนินการชะลอน้ำได้ จะส่งผลกระทบกับนาข้าวที่กำลังรอการเก็บเกี่ยวจำนวนหลายพันไร่

                           ขณะที่การซ่อมแซมนั้น ได้ระดมกำลังไปซ่อมพนังกั้นน้ำริมแม่น้ำวังทอง ที่แตกเป็นทางกว้างบริเวณ 20 เมตรก่อน ส่วนจุดที่ถนนขาดยังไม่ดำเนินการซ่อม เนื่องจากหากชะลอจุดริมแม่น้ำได้ น้ำที่ไหลผ่านถนนก็จะลดลง โดยมีการลำเลียงต้นยูคาลิปตัส กระสอบทราย และเครื่องจัก ไปยังจุดริมน้ำ แต่การดำเนินการค่อนข้างลำบาท เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำวังทองยังทรงสูง และบริเวณที่พังน้ำก็ไหลเชี่ยวและแรงมาก

                           นายประเสริฐ  อ่อนกระโทก อยู่บ้านเลขที่ 186/2 ม.2 ต.แม่ระกา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก กล่าวว่า วันนี้ผู้ใหญ่บ้านได้ประกาศเสียงตามสายขอแรงชาวบ้านจากตำบลแม่ระกา มาช่วยเหลือซ่อมแซมพนังกั้นน้ำวังทองบริเวณบ้านทางลัด เนื่องจากหากไม่สามารถดำเนินการได้ จะส่งผลกระทบกับนาข้าวหลายพันไร่ในเขตตำบลแม่ระกา เฉพาะของตนนั้น ปลูกข้าวไว้ 47 ไร่ กำลังออกรวงเต็มที่ กำหนดเก็บเกี่ยวได้ในวันที่ 10 ตุลาคมนี้ หากปล่อยไว้อย่างนี้ น้ำไหลท่วมถึงนาข้าวตนที่ตำบลแม่ระกาแน่นอน

 

 

กรมชลเร่งตรวจความพร้อมประตูระบายน้ำ

 

                           ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายอภิชาติ วัฒนาอุดมชัย วิศวกรไฟฟ้าสำนักงานเครื่องกล กรมชลประทาน ว่า ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับคำสั่งให้ทำการลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของระบบเครื่องสูบน้ำ ที่บริเวณประตูระบายน้ำสำคัญตลอดแนวลุ่มน้ำบางปะกง เพื่อเตรียมการรองรับการระบายน้ำตามเส้นทางเดินน้ำทิ้งของกรมชลประทาน

                           ขณะนี้ประตูระบายน้ำสำคัญ ทั้งประตูระบายน้ำปากคลองแสนแสบ ที่ตำบลบางขนาก อ.บางน้ำเปรี้ยว และประตูระบายน้ำท่าถั่ว ปากคลองประเวศบุรีรมย์ เขต อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ที่จะรับน้ำมาจากทางภาคกลางและภาคเหนือ โดยเฉพาะเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ผ่านมาทางคลองระพีพัฒน์ ก่อนจะระบายลงสู่แม่น้ำบางปะกง และปากอ่าวทะเลผ่านทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระองค์ไชยานุชิต นั้น มีความพร้อมที่จะรองรับการระบายมวลตามระบบการระบายน้ำของกรมชลประทานสู่แม่น้ำบางปะกงแล้ว

                           ซึ่งความสำคัญของประตูระบายน้ำทั้งสองแห่งนี้ ถือได้ว่าเป็นประตูระบายน้ำหลักด้านฝั่งตะวันออก เนื่องจากหลังเกิดภาวะน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมานั้น ทางกรมชลประทานได้ทำการขยายขีดความสามารถในการระบายน้ำของสถานีสูบน้ำทั้งสองแห่งนี้ จากเดิมที่มีขีดความสามารถในการระบายน้ำได้เพียงแห่งละ 12 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เป็นสถานีสูบน้ำที่มีความสามารถในการระบายน้ำขนาด 42 ลบ.ม.ต่อวินาที แต่ในการเดินเครื่องจริงนั้นสามารถทำการสูบระบายน้ำได้ จำนวน 36 ลบ.ม.ต่อวินาที เนื่องจากจะต้องมีการสลับกันหยุดพักเครื่อง เครื่องละ 2 ชม.ต่อวัน

                           ขณะเดียวกันที่สถานีสูบน้ำแห่งนี้ยังมีเครื่องสูบน้ำขนาด 3 คิวต่อวินาที ที่ถูกนำมาติดตั้งเพื่อช่วยในการระบายน้ำแบบชั่วคราวตั้งแต่เมื่อ ปี 2554 อีกจำนวน 4  เครื่อง จึงทำให้อัตราการระบายน้ำสูงสุดอยู่ที่ 54 ลบ.ม.ต่อวินาที และมีอัตราการเดินเครื่องได้สูงสุดที่ 45 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงเชื่อว่าระบบการสูบระบายน้ำของกรมชลประทานในปีนี้ด้านฝั่งตะวันออกจะสามารถทำการระบายน้ำได้อย่างรวดเร็วกว่าในปีก่อนๆ ที่ผ่านมา หากมีน้ำไหลล้นเข้ามาจนเต็มลำคลอง

                           แต่ปัญหาสำคัญที่ผ่านมา และเป็นอุปสรรค ต่อการระบายน้ำยังคงมีอยู่ เนื่องจากพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา นั้นเป็นที่สูงขอบกระทะ จึงทำให้น้ำไหลมาได้ช้า และไม่ทันต่ออัตราการสูบระบายออก หากมีการเดินเครื่องสูบน้ำทั้งหมดพร้อมกันตลอด 24 ชม. ที่อัตราการสูบระบายปกติสูงสุดที่ 45 ลบ.ม./วินาที ก็จะทำให้น้ำในคลองแสนแสบในบริเวณนี้แห้งขอดลงได้ในทันที นายอภิชาติ กล่าว

                           ขณะที่ นายอนันต์ บุตรนรังษี เจ้าหน้าที่ประจำสถานีสูบน้ำบางขนาก กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทำการเดินเครื่องเพื่อทำการพร่องระบายน้ำออกจากปากคลองแสนแสบที่สถานีสูบน้ำบางขนากตลอด 24 ชม. จนน้ำพร่องหมดแล้ว เพื่อรอรับน้ำจากทางภาคกลาง โดยขณะนี้ที่สถานีสูบน้ำมีชุดเครื่องสูบน้ำซึ่งเป็นอาคารถาวร จำนวน 2 ชุด ซึ่งประกอบด้วยอาคารเครื่องสูบน้ำชุดแรก ขนาด 3 ลบ.ม.ต่อวินาที จำนวน 6 เครื่อง ที่ถูกนำมาติดตั้งทดแทนเครื่องสูบน้ำเดิมชุดเก่า ขนาด 3 ลบ.ม./วินาที จำนวน 4 เครื่อง ไว้แล้วตั้งแต่ปี 2555

                           ในปีนี้ (2556) ได้มีการนำชุดเครื่องสูบน้ำแบบถาวร ขนาด 6 ลบ.ม./วินาที จำนวน 4 เครื่อง มาทำการติดตั้งจนแล้วเสร็จและพร้อมใช้งานได้แล้วในขณะนี้อีกหนึ่งชุด นอกจากนี้สถานียังมีเครื่องสูบน้ำแบบชั่วคราว ขนาด 3 ลบ.ม./วินาที อีก 4 เครื่อง ที่ถูกนำมาติดตั้งไว้ช่วยระบายน้ำตั้งแต่เมื่อปี 2554 อีก 1 ชุด รวมกำลังขีดความสามารถของการระบายน้ำสูงสุดทั้งหมด 54 ลบ.ม./วินาที และอัตราเดินเครื่อง 45 ลบ.ม./วินาที