ข่าว

'ปู'ยิ้มแย้ม!เปรยรอฟังศาลชี้ขาดงบฯ57

'ปู'ยิ้มแย้ม!เปรยรอฟังศาลชี้ขาดงบฯ57

04 ต.ค. 2556

'ยิ่งลักษณ์'เปรยรอฟังศาลรธน. ชี้ขาด'พ.ร.บ.งบ 57' พร้อมแสดงวิสัยทัศน์งาน 50 ปี อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย ยันน้ำท่วมที่'อยุธยา'ยังปกติ

               4 ต.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ร่วมงานงาน 50 ปี อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย ได้พยายามที่จะเลี่ยงให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อแต่ก็ถูกผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญแถลงด้วยวาจาและลงมติในคำร้องที่ประธานรัฐสภาส่งความเห็นของ ส.ส.และส.ว.รวม 112 คน ให้พิจารณาวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ. มาตรา 27 ในส่วนของสำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักงานศาลปกครอง และมาตรา 28 ในส่วนสำนักงาน ป.ป.ช.ขัดหรือแย้ง หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 168 วรรค 8 วรรค 9 หรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวในขณะที่เดินเลี่ยงกลุ่มผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆ ว่า "ต้องรอดูคำวินิจฉัยก่อน"

                และเมื่อถูกถามถึงสถานการณ์น้ำท่วมสูงขึ้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงสั้นๆในขณะที่เดินไปขึ้นรถว่า "ยังเป็นปกติค่ะ"

 

แสดงวิสัยทัศน์งาน50ปีอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย

                

               น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “วิสัยทัศน์ 2020 กับโอกาสอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง” ในงาน 50 ปี อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย ซึ่งจัดโดยกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยและกลุ่มอุตสาหกรรม (คลัสเตอร์) สุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย

               นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า เครื่องสำอางมีบทบาทในการสร้างรายได้ สร้างงาน และช่วยเสริมเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมี 97% ของผู้ประกอบการที่เป็นรากฐานของไทย ซึ่งรัฐบาลได้มีการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอุตสาหกรรมอื่นๆ แล้ว อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องตนเห็นด้วยที่จะเร่งรัดร่างพระราชบัญญัติเครื่องสำอางเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันและเติบโตในตลาดโลก เป็นการขยายโอกาสการค้าในต่างประเทศ และยังจะเป็นช่องทางในการช่วยกันเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ และรัฐบาลส่งเสริมให้มีการจดสิทธิบัตรเพื่อคุ้มครองภูมิปัญญาไทยเพื่อรักษาสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างมา รวมถึงเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่งรัฐบาลมองเรื่องห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำเพื่อให้อุตสาหกรรมมีความแข็งแรง

               นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ควรสนับสนุนให้มีการวิจัยเพื่อต่อยอดไปสู่การพาณิชย์ กำหนดมาตรฐานสู่ระดับสากล โดยมีอุปกรณ์การวิจัยตรวจวัดให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสอดรับกับตลาดใหญ่ที่รออยู่ในเวทีโลกเพื่อก้าวสู่ความเป็นมาตรฐาน ที่อุตสาหกรรมเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึง โดยจะบริหารเป็นวันสต็อปเซอร์วิสมากขึ้น และจะมีการยกระดับพืชสมุนไพร พืชเกษตร อาทิ ข้าว ยางพารา เนื่องจากคลัสเตอร์นี้ได้ที่ใช้สินค้าเกษตรจำนวนมาก จะต้องร่วมกันยกระดับให้มีการแปรรูป เก็บรักษาให้สมบูรณ์ขึ้น

               นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการสนับสนุนแบรนด์สินค้าไทยด้วยว่า เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศเพื่อเชื่อมโยงในแต่ละคลัสเตอร์ที่ต้องมีการทำเวิร์คชอปและวางแนวคิดร่วมกันในการวางโพสิชั่นในเวทีโลกอย่างไรเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เพราะไทยเป็นประเทศลำดับต้นๆ ที่ได้รับความประทับใจในบริการในการเป็นเมดิคัลฮับ ตรงนั้นคือโอกาสของผู้ประกอบการ ในการที่จะนำวัฒนธรรมไทยมาผูกกับภาพยนตร์และมิวสิควิดีโอที่จะบูรณาการแบรนด์ของไทยให้เผยแพร่ในประเทศและต่างประเทศใน

               “ด้านของตลาดนั้นจะเปิดทั้งตลาดเก่าที่มีอยู่แล้วแต่ต้องเสริมให้แข็งแรงเพราะเศรษฐกิจผันผวนจึงต้องเปิดตลาดใหม่ด้วยเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงให้ผู้ประกอบการมีช่องทางใหม่ จึงมอบหมายกระทรวงพาณิชย์ทำงานมากขึ้นในการเพิ่มการแสดงสินค้า เช่น เรื่อของงานเพื่อสุขภาพและความงามที่มีมากขึ้น เพื่อให้แต่ละคลัสเตอร์เผยแพร่ต่อประชาชนมากขึ้น นอกจากนี้ยังเห็นประโยชน์จากอีคอมเมิร์ชที่จะร่วมกับภาครัฐในการเป็นจุดเริ่มต้นของการประชาสัมพันธ์และอยากเห็นกลไกการซื้อ-ขายทางอินเตอร์เน็ต ที่จะเป็นการให้ผู้ขายและผู้ซื้อรู้จักกันในอนาคตด้วย”นายกรัฐมนตรี กล่าว

               ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องบรรจุภัณฑ์ควรเป็นการเพิ่มมูลค่าเพิ่ม ที่มีการส่งเสริมการออกแบบ และจากการที่พูดคุยกับประธานสภาอุตสาหกรรมว่าเราน่าจะทำแพคเกจจิ้งที่มีรูปลักษณ์ที่สวยงามและใช้ฝีมือคนไทย เพื่อสร้างความน่าเชื่อและมูลค่าเพิ่ม และในส่วนของสินค้าโอท็อปและวิสาหกิจชุมชนนั้นรัฐบาลมีกองทุนต่างๆ อาทิ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กองทุนหมู่บ้าน เอสเอ็มแอล ที่จะร่วมกับเอกชนในการพัฒนาสร้างความแข็งแรง เสริมผู้ประกอบการให้แข็งแรงขึ้น โดยภาครัฐพร้อมให้กองทุนเป็นส่วนเสริมต่อในต้นน้ำ เพราะถ้าเราใจโจทย์ผู้ประกอบการก็จะเข้าใจตั้งแต่ระดับชุมชนให้ได้คุณภาพละต้นทุนถูกลง และขณะนี้มีการขยายตัวของชุมชนชั้นกลางของคนที่มีรายได้อำนาจซื้อมากขึ้นหันมาให้ความดูแลกับสุขภาพ และโครงสร้างประชากรประเทศไทยในอนาคตจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่มีความห่วงใยสุขภาพมากขึ้น ดังนั้น ทำอย่างไรจะทำให้เกิดโอกาสและขยายผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการใช้เครื่องสำอางในผู้ชายก็ใช้ไม่น้อยกว่าสตรีจะตอบโจทย์อย่างไร

               และในตอนท้ายนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการจบการปาฐกถาว่า ตนเชื่อมันว่าทุกก้าวของพวกเรา คือทุกก้าวของความหวัง และความมุ่งมั่น และการสร้างอนาคตประเทศไทย จึงขอให้ร่วมกันก้าวไปสู่ความสำเร็จด้วยกัน