
ยูโร 2020 คึกคัก
สปอร์ต คม วีกเอนด์ : ยูโร 2020 คึกคัก
ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 หรือยูโร 2020 จะเป็นศึกยูโรที่แตกต่างจากครั้งก่อนๆ เมื่อสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่า ภายใต้การนำของ มิเชล พลาตินี อยากจะให้สมาชิกทั่วทวีปเป็นเจ้าภาพร่วมกัน นั่นหมายความว่าจะไม่มีชาติเจ้าภาพแบบเป็นตัวเป็นตน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าภาพเดี่ยวหรือเจ้าภาพร่วม 2 ชาติ แต่อย่างไรเสีย ยูฟ่าก็กำหนดแล้วว่าจะให้สิทธิ์ 13 เมืองในยุโรปเป็นตัวแทน และก่อนหน้าการตัดสิน 1 ปี มีสมาชิกถึง 32 ชาติให้ความสนใจ และพร้อมเสนอตัว
เอาเป็นว่าไม่ต้องมองที่ไหนไกล เอาแค่เกาะอังกฤษที่ได้ชื่อว่าเป็นสหราชอาณาจักร รวมทั้งเกาะไอร์แลนด์ ก็พร้อมจะเสนอตัวกันถึง 4 ชาติเข้าไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ, สกอตแลนด์, เวลส์ และสาธารณรัฐไอร์แลนด์ พร้อมจะเสนอตัวกันหมด
แน่นอนว่า อังกฤษ จะเสนอกรุงลอนดอนเป็นเมืองตัวแทน หลังจากประสบความสำเร็จมาแล้วในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก ขณะที่ชาติอื่นๆ ก็ไม่มีมีอะไรพลิกโผ สกอตแลนด์ เลือกกลาสโกว์, เวลส์ เลือกคาร์ดิฟฟ์ และไอร์แลนด์ เลือกดับลิน
นอกจากพวกสหราชอาณาจักรแล้ว ชาติอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงทางลูกหนัง ต่างก็ร่วมวงเช่นเดียวกันทั้ง ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ฮอลแลนด์ และสเปน การที่จะสนามเจ้าภาพจะไปกระจุกตัวแถวเกาะอังกฤษคงเป็นเรื่องยากเหมือนกัน โดยการสมัครเพื่อเสนอตัวนั้นจะมีเส้นตายจนถึงวันที่ 25 เมษายนปีหน้า ก่อนจะมีการคัดเลือกในช่วงเดือนกันยายนปีหน้า
สมาคมฟุตบอลอังกฤษวางไม้ตายเอาไว้ว่าจะขอจัดแบบแพ็กคู่ ทั้งนัดชิงชนะเลิศ และรองรองชนะเลิศ 2 นัด ความพร้อมถือว่ามีเต็มที่ สนามเวมบลีย์ พร้อมรองรับงานนี้ แต่หากไม่ได้จริงๆ อังกฤษก็พร้อมจะรับกับแพ็กเกจมาตรฐาน ที่จะจัดรอบแรก 3 นัด และรอบสองอีก 1 นัด ซึ่งสกอตแลนด์จะเสนอตัวอย่างหลังเป็นหลัก
ขณะที่ มิเชล พลาตินี ประธานยูฟ่า เคยเปรยๆ ไว้ว่าจะสนับสนุนให้อิสตันบูลของตุรกี เป็นเจ้าภาพในนัดชิงชนะเลิศ หากว่า อิสตัรบูล ชวดการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก 2020 ซึ่งตอนนี้ก็เป็นที่รู้กันแล้วว่าโอลิมปิก 2020 เป็นโตเกียวของญี่ปุ่น ที่เอาไปครอบครอง แต่เมื่อมาหลายชาติให้ความสนใจ พลาตินีก็ชื่นชมที่การแข่งขันในปี 2020 เป็นที่คึกคักอย่างมาก และสมศักดิ์ศรีการฉลองครบ 60 ปีของยูฟ่าในปีดังกล่าว
"เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นความสนใจอย่างมากในการเสนอตัวมากกว่าครึ่งของสมาชิกที่อยากเป็นเจ้าภาพเกมยูโร 2020 การแข่งขันรอบสุดท้ายจะเป็นการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ของฟุตบอลในทวีปยุโรป และการฉลองครบ 60 ปี จะเป็นสิ่งพิเศษจริงๆ สำหรับแฟนฟุตบอล" พลาตินี กล่าว
สำหรับศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปตั้งแต่ปี 2016 ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ การแข่งขันในรอบสุดท้ายจะมีการเพิ่มทีมจาก 16 ทีม มาเป็น 24 ทีม และจะยังใช้จำนวนนี้ต่อไปถึงยูโร 2020 ซึ่งรูปแบบของการคัดเลือกเจ้าภาพนั้น วางกรอบเอาไว้ที่แพ็กเกจมาตรฐาน 12 เมืองจะจัดรอบแรก 3 นัด และรอบ 16 ทีมสุดท้าย หรือรอบ 8 ทีมสุดท้ายอีก 1 นัด ขณะที่แพ็กเกจรอบสุดท้ายที่สมาคมฟุตบอลอังกฤษอยากได้นั้นจะมีเพียงแค่ 1 เมืองที่ได้รับเลือก ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพในรอบรองชนะเลิศและนัดชิงชนะเลิศ
อเลกซ์ ฮอร์น เลขาธิการทั่วไปของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ เผยเรื่องนี้ว่า "มันเป็นเป็นเรื่องสุดยอดที่อังกฤษจะได้เล่นต่อหน้าแฟนบอลที่นี่ในลอนดอน ช่วงสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์ยูโร แต่ก็มีหลายประเทศที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพเช่นกัน และเราคาดว่าจะมีการต่อสู้ในกระบวนการเสนอตัวอย่างสูง"
ขณะที่โฆษกของสมาคมฟุตบอลสกอตแลนด์ ที่จะเลือกแฮมป์เดน ปาร์ค เป็นเจ้าภาพเผยว่า "เรามีความเหมาะสมอย่างยิ่งในแง่ของความจุสนามและตัวสนาม"
ส่วนสมาคมฟุตบอลเวลส์บอกว่า "สมาคมฟุตบอลเวลส์สนใจอย่างยิ่งกับการเสนอตัว และจะทุ่มเทอย่างเต็มที่ด้วยกีฬาของพวกเรา การเมือง และหุ้นส่วนทางธุรกิจมีความเป็นไปได้ว่าจะยื่นเสนอตัวอย่างเป็นทางการเมื่อยูฟ่าให้รายละเอียดอย่างเต็มที่ออกมา"
ในส่วนของชาติอื่นๆ แล้ว มีเพียงไม่กี่ชาติเท่านั้นที่จะไม่ให้ความสนใจเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ เพราะแม้แต่ชาติอย่าง ฟินแลนด์, สวีเดน, อาร์เมเนีย, อาร์เซอร์ไบจาน, มาซิโดเนีย, บัลแกเรีย, กรีซ, เซอร์เบีย, อิสราเอล และเบลารุส ก็อยากร่วมจัดด้วยกันทั้งนั้น
ส่วนชาติที่มีความชัดเจนว่าไม่ต้องการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพที่เห็นชัดๆ จากสมาชิก 54 ชาติประกอบไปด้วย, ออสเตรีย, นอร์เวย์, สโลวีเนีย, สโลวะเกีย, เอสโตเนีย, ลัตเวีย และลิทัวเนีย โดยชาติเหล่านี้ไม่ใช่ว่าไม่อยาก แต่มาตรฐานอาจจะไม่ถึงขั้นที่ยูฟ่าตั้งเอาไว้
มาตรฐานเจ้าภาพในครั้งนี้คือต้องมีสนามความจุ 7 หมื่นที่นั่ง สำหรับนัดชิงชนะเลิศ และรอบรองชนะเลิศ, 6 หมื่นที่นั่ง สำหรับรอบ 8 ทีมสุดท้าย, 5 หมื่นที่นั่ง สำหรับรอบแรกและรอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่อาจจะมียกเว้นให้สองเมืองที่มีความจุสนามเพียงแค่ 3 หมื่นที่นั่ง
สรุปแล้วศึกในปี 2020 ครั้งนี้ เหมือนกับว่าจะเลือกเจ้าภาพจริงๆ เพียง 1 ชาติ คือจัดรอบรองชนะเลิศกับนัดชิงชนะเลิศ ส่วนที่เหลือเป็นไอเดียที่จะกระจายการแข่งขันไปทั่วทวีปยุโรป
----------------------
รายชื่อประเทศและเมืองที่พร้อมเสนอตัวร่วมจัดยูโร 2020
อาร์เมเนีย (เยเรวาน), อาเซอร์ไบจาน (บาคู), เบลารุส (มินส์ค), เบลเยียม (บรัสเซลส์), บัลแกเรีย (โซเฟีย), โครเอเชีย (ซาเกร็บ), สาธารณรัฐ เช็ก (ปราก), เดนมาร์ก (โคเปนเฮเกน), อังกฤษ (ลอนดอน), ฟินแลนด์ (เฮลซิงกิ), ฝรั่งเศส (ลียง), มาซิโดเนีย (สคอปเย), เยอรมนี (มิวนิค), กรีซ (เอเธนส์), ฮังการี (บูดาเปสต์), อิสราเอล (เยรูซาเล็ม), อิตาลี (โรม หรือ มิลาน), คาซัคสถาน (อัสตานา), ฮอลแลนด์ (อัมสเตอร์ดัม), โปแลนด์ (วอร์ซอ หรือ ชอร์ซอฟ), โปรตุเกส (ลิสบอน หรือ ปอร์โต), สาธารณรัฐ ไอร์แลนด์ (ดับลิน), โรมาเนีย (บูคาเรสต์), รัสเซีย (เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก), สกอตแลนด์ (กลาสโกว์), เซอร์เบีย (เบลเกรด), สเปน (มาดริด หรือ บาร์เซโลนา หรือ บิลเบา หรือ บาเลนเซีย), สวีเดน (โซลนา), สวิตเซอร์แลนด์ (บาเซิล), ตุรกี (อิสตันบูล), ยูเครน (เคียฟ หรือ โดเนตส์) และเวลส์ (คาร์ดิฟฟ์)
----------------------
ประวัติศาสตร์ศึกยูโร
- เริ่มต้นครั้งแรกในปี 1960 มี 17 ทีมเข้าร่วม และมี 4 ทีมในรอบสุดท้าย สหภาพโซเวียต ครองแชมป์
- รูปแบบรอบสุดท้าย 4 ทีม ใช้มาจนถึงปี 1976
- รอบสุดท้ายเพิ่มเป็น 8 ทีมในปี 1980
- ในปี 1996 เพิ่มทีมรอบสุดท้ายเป็น 16 ทีมที่อังกฤษ
- รอบสุดท้ายปี 2000 เป็นครั้งแรกที่มีเจ้าภาพ 2 ชาติคือ ฮอลแลนด์ และเบลเยียม
- รอบสุดท้ายปี 2016 ที่ฝรั่งเศส จะเพิ่มทีมเป็น 24 ทีม
- ทีมแชมป์จะได้ถ้วยอองรี เดอลูเนย์ ที่ตั้งชื่อเป็นเกียรติให้เลขาธิการยูฟ่าคนแรก และเป็นคนเสนอแนวคิดของการแข่งขัน
----------------------



