ข่าว

มติเอกฉันท์!รธน.ชี้'งบฯ57'ไม่ขัดรธน.

มติเอกฉันท์!รธน.ชี้'งบฯ57'ไม่ขัดรธน.

04 ต.ค. 2556

ศาลชี้'พ.ร.บ.งบฯ 57'ไม่ขัด รธน.ด้าน'ไพบูลย์'เชื่อคำสั่งศาลเป็นบรรทัดฐาน ไม่ได้คาดคั้นรบ.ต้องรับผิดชอบทางการเมือง

                4 ต.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 10.00 น.ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดแถลงด้วยวาจาและลงมติในคำร้องที่ประธานรัฐสภา ส่งความเห็นของ ส.ส. และ ส.ว. รวม 112 คน ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยว่า ร่าง-พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 มาตรา 27 ในส่วนของสำนักงานศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลปกครอง และมาตรา 28  ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ขัดหรือแย้ง หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 168 วรรคแปดและวรรคเก้าหรือไม่

               โดยคำร้องดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดในวันเดียวกัน ซึ่งผลของคำวินิจฉัยอาจจะออกมาได้ 2 แนวทาง คือ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณนั้น มีข้อความขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ ให้ข้อความที่ขัดหรือแย้งนั้นเป็นอันตกไป ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 154 วรรคสี่ โดยส่งคืนให้สภาผู้แทนราษฎรนำกลับไปแก้ไขในมาตรา หรือข้อความที่ขัดรัฐธรรมนูญตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ดำเนินการตามมาตรา 150 ต่อไป แต่หากศาลวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็ให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการตามมาตรา 150 ต่อไป

               ล่าสุด นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าคณะโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า ที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ 8 เสียงว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณร่ายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2557 มาตรา 27 ในส่วนของสำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักงานศาลปกครอง มาตรา 28 ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ประธานรัฐสภาส่งความเห็นของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา กับคณะรวม 50 คน และคำร้องของนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กับคณะรวม 62 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 154 วรรคหนึ่ง (1 )นั้น ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 168  วรรคแปด วรรคเก้า เนื่องจากเห็นว่า มาตรา 168 วรรคเก้า บัญญัติเพียงว่าการพิจารณางบประมาณรายจ่ายของรัฐสภา ศาล และองค์กรอิสระตามวรรคแปด หากองค์กรนั้นเห็นว่างบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรให้นั้นไม่เพียงพอ ให้สามารถเสนอคำขอแปรญัตติต่อคณะกรรมาธิการได้โดยตรง

                ทั้งนี้ เพื่อให้คณะกรรมาธิการซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติได้พิจารณาอย่างรอบคอบว่า การที่ฝ่ายบริหารได้ปรับลดงบประมาณขององค์กรดังกล่าวเป็นการแทรกแซงความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่และเพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ของศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และกรรมการป.ป.ช.หรือไม่ โดยมิได้มีบทบังคับเด็ดขาดให้คณะกรรมาธิการต้องเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความเห็นในการแปรญัตติแต่อย่างใด ซึ่งสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานศาลปกครอง และสำนักงานป.ป.ช.มีโอกาสชี้แจงแสดงเหตุผลการขอเพิ่มงบประมาณ ต่อคณะอนุกรรมาธิการฯซึ่งตั้งโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญ และคณะกรรมาธิการวิสามัญฯได้รับรายงานของคณะอนุกรรมาธิการฯและได้รับทราบถึงเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าวประกอบการพิจารณาแล้ว จึงไม่ปรากฏเหตุที่จะเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด แต่เนื่องจากบทบัญญัติมาตรา 168 วรรคแปดมีวัตถุประสงค์ให้คณะกรรมาธิการฯ ให้ความเป็นธรรมแก่หน่วยงานดังกล่าวจึงควรที่จะ ให้หน่วยงานดังกล่าวได้แสดงเหตุผลและความจำเป็นต่อคณะกรรมาธิการได้โดยตรง

                ผู้สื่อข่าวถามว่า การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีครั้งต่อไป กรรมาธิการฯ จะต้องให้ผู้แทนขององค์กรอิสระเข้าชี้แจงความจำเป็นในการของบประมาณขององค์กรตนเองใช่หรือไม่ และหากไม่ปฏิบัติตามจะถือว่าขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายพิมล กล่าวว่า เป็นเพียงคำแนะนำเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยดังกล่าวรัฐบาลก็สามารถนำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ขึ้นทูลเกล้าฯได้ต่อไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

                นอกจากนี้ นายพิมล ยังกล่าวด้วยว่าขณะนี้คำร้องที่ประธานรัฐสภาส่งความเห็นของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน และพวกรวม 143 คน และนายไพบูลย์ พร้อมพวกรวม 68 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคหนึ่ง ว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว.ขัดหรือแย้งต่อหลักการและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ส่งมาถึงสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 3 ต.ค. แต่ไม่ได้นำเข้าที่ประชุมคณะตุลาการวันนี้ อาจจะมีการพิจาณาในการประชุมครั้งต่อไป

                

 

"ไพบูลย์" เชื่อคำสั่งศาลเป็นบรรทัดฐาน ไม่ได้คาดคั้นรบ.ต้องรับผิดชอบทางการเมือง

               
                 นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา หนึ่งในกลุ่ม 40 ส.ว. ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ทางสปริงนิวส์ ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดงบฯ 57 ว่า สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอของบฯ 2.6 หมื่นล้าน แต่ถูกปรับลด 1.1 หมื่นล้าน ซึ่งไม่เพียงพอจึงขอเพิ่ม 3 พันล้าน แต่กมธ.ไม่ให้เลยและยังตัดงบฯของศาลอีก 10 ล้าน ส่วนของ ป.ป.ช. ของบ 2,067 ล้าน ถูกตัดเหลือ 1,324 ล้าน ซึ่งไม่เพียงพอ เพราะป.ป.ช.จะต้องไปทำ ป.ป.ช.จังหวัด จึงขอคืน 204 ล้าน แต่ปรากฏว่าในชั้นกมธ.ถูกตัดลงไปอีก 4 ล้าน สำนักงานศาลปกครองขอไป 2,937 ล้าน ครม.ปรับลดเหลือ 2,046 ล้าน ซึ่งไม่พอเพราะจะต้องไปตั้งศาลจังหวัดอุดรธานี ทั้งนี้ในส่วนของตนเข้าใจว่า ครม.และฝ่ายบริหารมีหน้าที่หาเงินและต้องคำนึงถึงงบฯ แต่เหตุผลที่ผ่านมา ครม.ก็มักจะจัดสรรงบให้เฉพาะหน่วยงานสังกัดตนเอง ส่วนศาลและองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล เรื่องงบฯจึงเป็นเครื่องมือในการบีบศาลหรือองค์กรอิสระ ตนจึงเสนอว่าโดยหลักการแล้ว จะต้องมีการพูดคุยกันจนกระทั่งศาล องค์กรอิสระ และรัฐ เห็นว่าเพียงพอแล้ว

                "แต่ในกรณีปี 57 ไม่มีการเจรจากัน ในเมื่อเสนอมาแสดงว่าไม่เพียงพออยู่แล้ว ควรจะเจรจากัน แต่กลับปรับลด ความไม่เพียงพอจึงหยุดอยู่ที่คำขอของเขา" นายไพบูลย์ กล่าว

                ส่วนที่โฆษกศาล ระบุว่า เสียหายเฉพาะส่วน ไม่ใช่เสียหายทั้งหมดนั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า หากเสียหายเฉพาะ ม.27 , ม.28 ก็สามารถส่งไปสภาและลงมติแก้ไขได้ ส่วนหากผลการตัดสินออกระบุว่า งบฯที่ได้รับจัดสรรไม่เพียงพอ รัฐบาลต้องรับผิดชอบทางการเมืองอย่างไรนั้่น นายไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่จำเป็น เมื่อศาลวินิจฉัยก็เป็นบรรทัดฐานแล้ว