
'มอยส์'พอใจเจ๊าแบ่งแต้มชัคเตอร์
'เดวิด มอยส์' กุนซือ 'ปีศาจแดง' พอใจได้หนึ่งแต้ม เพราะสามารถบุกไปเสมอ ชัคเตอร์ โดเนตส์ 1-1 ศึกยูฟ่า ชปล.รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 2 เมื่อคืนวันที่ 2 ต.ค.
ตามที่ "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ทำได้เพียงบุกไปเสมอ ชัคเตอร์ โดเนตส์ แชมป์ยูเครน 1-1 ที่ดอนบาสส์ อารีนา ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 2 ของกลุ่ม เอ เมื่อคืนวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยทีมเยือนได้ประตูขึ้นนำไปก่อนจาก แดนนี เวลเบ็ค ตั้งแต่นาที 18 ก่อนที่เจ้าถิ่นจะไล่ทวงคืนได้จาก ไทสัน นาที 76 ทว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงรั้งตำแหน่งจ่าฝูงกลุ่มนี้ต่อไป แข่ง 2 นัด มี 4 แต้ม เท่ากับ ชัคเตอร์ แต่มีผลต่างในเรื่องของการยิงประตูได้มากกว่า ส่วนอีกคู่หนึ่ง "ห้างขายยา" เลเวอร์คูเซน สามารถเก็บชัยนัดแรกได้สำเร็จ หลังเปิดถิ่นไบอารีนา เฉือนชนะ รีล โซเซียดัด 2-1 โดยเจ้าถิ่นได้ทั้ง 2 ประตูจาก ไซมอน โรลเฟส นาที 45 และเยนส์ เฮเกเลอร์ นาที 90 ส่วนทีมเยือนได้ประตูจาก คาร์ลอส เวลา ที่วิ่งไปยิงตามซ้ำลูกจุดโทษในนาที 52
หลังจบเกม เดวิด มอยส์ กุนซือ "ปีศาจแดง" ยังคงรู้สึกพอใจผลการแข่งขันที่เกิดขึ้น เพราะไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอะไรนัก แม้ลูกทีมจะทำผลงานได้ไม่ค่อยน่าประทับใจ แต่ก็ยังสามารถบุกไปแบ่งแต้มจากทีมแกร่งอย่าง ชัคเตอร์ ได้สำเร็จ
"มันเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังเหมือนกัน เพราะเราไม่สามารถเก็บชัยชนะจากเกมนี้ แม้จะเป็นฝ่ายได้เปรียบจากการที่ได้ประตูขึ้นนำไปก่อน แต่ ชัคเตอร์ ยังคงเป็นทีมที่แข็งแกร่งเสมอ ผมจึงคิดว่า ผลการแข่งขันที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายสำหรับเรา" มอยส์ กล่าว
ขณะที่ กลุ่ม ดี "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี ทีมดังแห่งเมืองผู้ดี พลาดท่าพ่ายคาถิ่นอิติฮัด สเตเดี้ยม แบบยับเยิน หลังเปิดบ้านแพ้ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค แชมป์เก่าจากเยอรมนี 1-3 โดยทีมเยือนได้ประตูขึ้นนำไปก่อนถึง 3-0 จาก ฟรองค์ ริเบรี นาที 7, โธมัส มุลเลอร์ นาที 56 และ อาร์เบน ร็อบเบน นาที 59 ส่วนเจ้าถิ่นตีไข่แตกได้จาก อัลบาโร เนเกรโด นาที 79 ก่อนที่ทีมเยือนจะเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนในช่วงท้ายเกม เนื่องจาก เฌอโรม บัวเต็ง ถูกใบแดงไล่ออกจากสนามในนาที 86 ส่งผลให้ บาเยิร์น มิวนิค ยังคงรั้งตำแหน่งจ่าฝูงกลุ่มนี้ เพราะเก็บชัยได้ 2 เกมรวด มี 6 คะแนนเต็ม ส่วนอีกคู่หนึ่ง ซีเอสเคเอ มอสโก แชมป์รัสเซีย สามารถประเดิมชัยได้แล้ว หลังลงเล่นในเปตรอฟสกี สเตเดี้ยม เฉือนชนะ วิกตอเรีย เปลเซน แชมป์สาธารณรัฐเช็ก 3-2 โดยเจ้าถิ่นได้ทั้ง 3 ลูกจาก โซรัน โทซิซ นาที 22, ไคซึเกะ ฮอนดะ นาที 29 และราดิม เรซนิก กองหลังคู่แข่งทำเข้าประตูตัวเองในนาที 78 ขณะที่ทีมเยือนได้ทั้ง 2 เม็ดจาก ฟรานติเชก ราจโตเรล นาที 19 และ มาเร็ค บากอส นาที 90
หลังจบเกม มานูเอล เปเยกรินี กุนซือ "เรือใบสีฟ้า" เอ่ยปากยอมรับว่า ลูกทีมของเขาโชว์ฟอร์มได้อย่างย่ำแย่ หลังเล่นพลาดกันเองเกือบตลอดทั้งเกม แต่ยังมองโลกในแง่ดีว่า ผลการแข่งขันที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเหมือนบทเรียนให้เขาได้ใช้ในการปรับปรุงทีมกันต่อไป
"พวกเราทำผลงานได้ย่ำแย่กันเอง ซึ่งสวนทางกับ บาเยิร์น ที่โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมมาก เราเล่นผิดพลาดเกือบตลอดทั้งเกม แต่ผมถือว่าก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน เพราะผลการแข่งขันนัดนี้ทำให้เราได้รู้ว่า ทีมของเราอยู่ในระดับไหน และหลังจากนี้พวกเราคงต้องพยายามแก้ไขจุดบกพร่องที่เกิดขึ้นอีกหลายอย่าง" เปเยกรินี กล่าว
ด้าน กลุ่ม บี "ราชันชุดขาว" รีล มาดริด ยักษ์ใหญ่แห่งสเปน คว้าชัยได้เป็นนัดที่ 2 หลังเปิดรังซานติอาโก เบอร์นาบิว ไล่ต้อนชนะ โคเปนเฮเกน 4-0 โดยได้ทั้ง 4 ประตูจาก คริสเตียโน โรนัลโด ซัดเบิ้ลคนเดียว 2 ลูก นาที 21, 65 และ อังเคล ดิ มาเรีย จัดการเหมาอีก 2 เม็ด นาที 71, 90 ส่วนอีกคู่หนึ่ง "ม้าลาย" ยูเวนตุส แชมป์กัลโช ซีรีส์ เอ อิตาลี ยังคงสะกดคำว่าชนะไม่เป็น หลังพลาดท่าโดน กาลาตาซาราย แชมป์ตุรกี บุกมาไล่ตีเสมอในรังยูเวนตุส สเตเดี้ยม 2-2 โดยทีมเยือนได้ประตูขึ้นนำไปก่อนจาก ดิดิเยร์ ดร็อกบา นาที 36 แต่เจ้าถิ่นสามารถยิงแซง 2 ลูกรวดจาก อาร์ตูโร วิดาล จุดโทษ นาที 78 และ ฟาบิโอ กวายาเรลลา นาที 87 แต่ทีมเยือนที่เพิ่งให้ "มันโช" โรแบร์โต มันชินี สวมบทเป็นกุนซือนัดแรก ไล่ตามทวงคืนได้จาก อูมุต บูลุต นาที 88
ส่วน กลุ่ม ซี "เปแอสเช" ปารีส แซงต์ แชร์กแมง แชมป์ลีก เอิง ฝรั่งเศส เก็บชัยเป็นนัดที่ 2 ได้เหมือนกัน หลังเปิดถิ่นปาร์ค เดส แปรงซ์ ไล่ต้อนชนะ "เหยี่ยวลิสบอน" เบนฟิกา แชมป์โปรตุเกส 3-0 โดยเจ้าบ้านได้ทั้ง 3 ประตูจาก มาร์ควินฮอส นาที 25 และ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ซัดเบิ้ลเหมาคนเดียว 2 ลูก นาที 5, 30 ส่วนอีกคู่หนึ่ง โอลิมเปียกอส แชมป์กรีซ บุกไปไล่ต้อนชนะ อันเดอร์เลทช์ แชมป์เบลเยียม ได้ถึงถิ่นคอนสแตน ฟานเดน สต็อก สเตเดี้ยม 3-0 โดยได้ทั้ง 3 ประตูจากการซัดแฮตทริกของคอนสแตนตินอส มิโทรกลู ที่จัดการเหมาคนเดียวทั้งหมดในนาที 17, 56 และ 72
---------------------------
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : EPA)



