ข่าว

'วันที่อยู่อาศัยโลก'จัดเวทีทั่วประเทศเร่งแก้ปัญหาคนจน

'วันที่อยู่อาศัยโลก'จัดเวทีทั่วประเทศเร่งแก้ปัญหาคนจน

03 ต.ค. 2556

'วันที่อยู่อาศัยโลก'จัดเวทีทั่วประเทศเร่งแก้ปัญหาคนจน พม.ปิ๊งไอเดียทำMOUพศ.ขอย้ายชุมชนริมคลองอาศัยวัด

              3ต.ค.2556 นางสาวกนิษฐา ปรีชาพีชคุปต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เปิดเผยว่า  เนื่องในโอกาสวันที่อยู่อาศัยโลก เครือข่ายที่ดินแนวใหม่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองแห่งชาติ (คทช.)  ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลแซร์ออ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) ขบวนองค์กรชุมชน 4 ภาค ภาคกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดงาน “มหกรรมแผนที่ทำมือในการจัดการที่ดินแนวใหม่” ณ วัดแซร์ออ ต.แซร์ออ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เพื่อร่วมแลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็น สรุปปัญหา กำหนดแนวทาง และนำเสนอพื้นที่รูปธรรมการขับเคลื่อนการจัดการที่ดินแนวใหม่ ที่ใช้เครื่องมือสำคัญคือการจัดทำแผนที่ทำมือ ผังชีวิตชุมชน กองทุนที่ดินระดับตำบล เพื่อนำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาที่มาจากการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น ที่สามารถแก้ปัญหาที่ดินทั้งที่เป็นกรณีพื้นที่ทับซ้อน การขาดแคลนที่ดิน หรือที่ดินหลุดมือ  ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตในมิติอื่นๆ มีบทบาทการหนุนเสริมท้องถิ่น ท้องที่ หน่วยงานที่ดิน และภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง

              ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า เป้าหมายภายใน 5 ปี ประชาชนซึ่งมีปัญหาที่ดินทำกิน 10 ล้านคนจะลุกขึ้นมาแก้ปัญหาของตัวเอง นอกจากนี้ตลอดช่วงเดือนตุลาคมนี้จะจัดกิจกรรมเนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก ปี 2556 ในหัวข้อ “พลังชุมชน ระดมกองทุน รักษ์ดิน รักษาบ้าน ก้าวทันอาเซียน” ระหว่างวันที่ 1–29 ตุลาคม 2556 เพื่อให้สังคมไทยตระหนักถึงสภาพปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนและแนวทางการแก้ไขปัญหา และร่วมกิจกรรมวันที่อยู่อาศัยโลกในฐานะที่ไทยเป็นประเทศสมาชิกสหประชาชาติ

 

พม.ปิ๊งไอเดียทำMOUพศ.ขอย้ายชุมชนริมคลองอาศัยวัด

              ที่ห้องประชุมชั้น 8 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ร่วมกับเครือข่ายสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) และเครือข่ายที่ดินแนวใหม่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองแห่งชาติ (คทช.) จัดงานแถลงข่าว การจัดงานวันที่อยู่อาศัยโลก “World Habitat day 2013” ภายใต้แนวคิด พลังชุมชน ระดมกองทุน รักษ์ดิน รักษาบ้าน ก้าวทันอาเซียน โดยมีนางปวีณา หงสกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในงานแถลงข่าว
              
              โดยนางปวีณา กล่าวว่า ทุกวันจันทร์สัปดาห์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี องค์กรสหประชาชาติหรือ ยูเอ็น ถือเป็นวันที่อยู่อาศัยโลก เพื่อรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของการจัดหาที่อยู่อาศัยและการจัดการชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 7 ตุลาคม โดยมีสาระสำคัญในการร่วมรณรงค์ปีนี้คือ Urban mobility หรือการจัดการเคลื่อนย้ายของผู้คน การขนส่งของเมืองต่างๆ ซึ่งในส่วนของประเทศไทย โดย พม.มีหน้าที่รับผิดชอบการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนเมืองและชนบทอยู่แล้ว จึงจัดให้มีการประชุมเครือข่ายองค์กรชุมชนร่วมกับหน่วยงานภาคีต่างๆ ทั่วประเทศรวม 14 เวที ตลอดเดือนตุลาคม เพื่อสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนด้านที่ดินทำกอนของประชาชน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้บทเรียนการทำงานเรื่องที่อยู่อาศัย และจะมีเวทีเสวนาระดับชาติอีกครั้งปลายเดือนตุลาคม
            
              “เรื่องที่อยู่อาศัยถือเป็นปัจจัย 4 ที่สำคัญของมนุษย์ ที่ผ่านมาทาง พม.ได้จัดทำโครงการบ้านมั่นคงมาตั้งแต่ปี 2546 ดำเนินการใน 285 เมืองทั่วประเทศใน 1,660 ชุมชน มีครัวเรือนเข้าร่วมกว่า 88,472 ครัวเรือน ในปี 2547 มีการจดทะเบียนคนจนแล้วกว่า 3.9 ล้านราย ซึ่ง พม.เองก็ได้เริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินมาอย่างต่อเนื่องแล้ว กว่า 666 ตำบล หรือ 8 แสนครัวเรือน มีการจัดทำแผนผังชุมชนเพื่อลดความเหลื่อล้ำของประชาชน ตอนนี้ก็ได้ให้การเคหะฯรวมถึงองค์กรต่างๆ เร่งสำรวจแล้วว่ามีพื้นที่จุดใดที่จะพัฒนาเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยได้บ้าง นอกจากนี้จะนำบ้านเอื้ออาทรที่ยังเหลือว่างอยู่ออกมาให้ประชาชนได้อยู่อาศัยกัน” นางปวีณากล่าว
            
              ดร.เพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล ที่ปรึกษา รมว.พม.กล่าวว่า ขณะนี้ พม.มีแนวคิดที่จะแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนริมคลองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยก่อนหน้านี้ พม.เคยประสานขอที่ดินวัดต่างๆภายใต้สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อจัดให้เป็นที่อยู่อาศัยของคนจนเมือง และประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนไม่มีที่อยู่อาศัยและชุมชนที่อยู่ริมคลองต่างๆ ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่รุกล้ำลำน้ำหรือขวางทางระบายน้ำ และชุมชนที่เดือนร้อนทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้รับการตอบรับจากผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาฯแล้ว  โดยให้ พม.ไปสำรวจความเดือนร้อนของประชาชนทั้งประเทศว่ามีชุมชนใดมีปัญหาที่อยู่อาศัยให้ส่งเรื่องไปยังสำนักพุทธศาสนาฯได้ทันที เพื่อดูว่าพื้นที่ที่ พม.สำรวจมามีวัดใดบางที่ยังคงเหลือพื้นที่ว่างเปล่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็จะขอสร้างที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนได้บ้าง
            
              “ในพื้นที่ชุมชนที่มีปัญหารุกล้ำคลองระบายน้ำในกรุงเทพมหานครที่สำรวจมี 99 ชุมชนที่ต้องเร่งดำเนินการก็จะเร่งจัดทำเอกสารให้ทางสำนักพุทธศาสนาฯเพื่อทำบันทึกข้อตกลงรวมกันในการขอใช้พื้นที่ของวัดที่ยังเป็นที่ว่างซึ่งไม่ได้อยู่ในบริเวณวัด ที่เป็นที่ที่ได้รับบริจาคจากประชาชน ก็นำมาสร้างที่อยู่อาศัยให้อย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ไขความเดือนร้อนให้คนจน และไม่ต้องไปมีปัญหากับทางกรุงเทพมหานคร”ดร.เพชรวรรต กล่าว
            
              ด้านนายละอองดาว ลีลาน้ำเที่ยง ตัวแทนเครือข่าวที่ดินแนวใหม่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองแห่งชาติ (คทช.) กล่าวว่า ปัญหาความเดือนร้อนของประชาชนรากญาติยังมีอยู่มากโดยเฉพาะปัญหาที่ดินทำกินจากที่ดินทั้งหมด ที่เป็นคนจนจริงๆทั้งประเทศ 90% มีที่ดินทำกินแค่ 13 ล้านไร่ ยังไม่สอดคล้องกับการพัฒนาแหล่งที่อยู่อาศัยและยังมีเรื่องของความเหลื่อมล้ำในสังคม เช่นกลุ่มที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ กรณีที่ดินที่ถูกประกาศจากเขตทับซ้อนต่างๆทำให้ประชาชนไม่มีความมั่นคงในด้านที่อยู่อาศัย และปัญหาที่ดินจะหลุดมือจากภาวการณ์ทำการเกษตรที่ตกต่ำ บางครอบครัวไม่มีที่ดินทำกิน ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านและชุมชนจะพึ่งตนเองก่อนเพื่อที่จะแก้ปัญหาของตัวเองโดยการตั้งกองทุนที่ดินและที่อยู่อาศัยเพื่อแก้ปัญหาในระดับพื้นที่
            
              น.ส.กุหลาย กลิ่นหอม ผู้แทนเครือข่ายสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) กล่าวว่า ขณะนี้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยยังไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก แต่เครือข่ายประชาชนจะพึ่งตนเองก่อน โดยขณะนี้ได้มีการตั้งกองทุนอาเซียนคนจนเมือง โดยเก็บเงินของสมาชิกคนละ 35 บาท ต่อวันเพื่อนำเข้ากองทุนดังกล่าว ปัจจุบันมีเงินในกองทุนกว่า 300,000 บาท ซึ่งจะนำมาช่วยเหลือสมาชิกที่มีปัญหาที่อยู่อาศัย ซึ่งไม่เฉพาะกับคนไทย กองทุนนี้ยังคลองคลุมประเทศเพื่อบ้านในแถบเอเชียด้วย
            
              “การแก้ปัญหาชาวบ้านไม่ได้ต้องการจะพึ่งพารัฐบาลฝ่ายเดียว เพราะที่ผ่านมาเครือข่ายต่างๆก็พัฒนาองค์ความรู้เพื่อที่จะแก้ปัญหาเองในระดับชุมชน โดยได้มีการตั้งกองทุนด้านต่างๆ ที่ชาวบ้านที่เดือนร้อนสามารถนำไปใช้และแก้ปัญหาในระดับล่างได้ แต่ถ้าภาครัฐบาลต้องการจะเสริมความเข้มแข็งของกองทุนให้เติบโตมากกว่านี้ก็สามารถสนับสนุนกองทุนต่างๆที่ประชาชนได้ตั้งขึ้นเพื่อดูแลแก้ปัญหาของชุมชน” น.ส.กุหลาบกล่าว