ข่าว

'ต่อ-ปิยะพงศ์'แบกเลนส์ส่องโลกใต้น้ำ

'ต่อ-ปิยะพงศ์'แบกเลนส์ส่องโลกใต้น้ำ

05 ต.ค. 2556

ขอเวลานอก : 'ต่อ-ปิยะพงศ์' แบกเลนส์ส่องโลกใต้น้ำ : เรื่อง วันวิสา โรจน์แสงรัตน์/ ภาพ อนันต์ จันทรสูตร์

 

                      "อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ แต่ละครั้งก่อนดำดิ่งลงสู่ทะเลหรือมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาสแล้ว ก็ต้องเรียนรู้ว่าจะไปพบกับสัตว์ประเภทไหน ขนาดเท่าไหร่ เพื่อความพร้อมในการเตรียมเลนส์"

 

                      แต่ละช่วงของชีวิตมีเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านเข้ามามากมาย ยิ่งหากมีโอกาสได้เดินทางไปยังสถานที่แปลกใหม่ด้วยแล้ว การบันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่ายคงสามารถเก็บงำเรื่องราวดีๆ เหล่านั้นให้คงอยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน เช่นเดียวกับ ผู้จัดการธุรกิจทไวนิงส์ ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก บริษัท เอบี ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจ (ประเทศไทย) จำกัด วัย 36 ปี "ต่อ" ปิยะพงศ์ จิตต์จำนงค์ ที่มักพกพากล้องถ่ายรูปคู่ใจไปด้วยแทบทุกที่ และมักหยิบขึ้นมากดชัตเตอร์เก็บภาพสวยๆ กลับมาใส่อัลบั้มไว้เป็นที่ระลึกเสมอ และเมื่อวันหนึ่งเขาหันมาสนใจการดำน้ำอย่างจริงจังเมื่อราว 8 ปีก่อน การถ่ายภาพใต้น้ำ จึงกลายเป็นกิจกรรมที่เขาไม่ยอมพลาดเด็ดขาด

                      ในวันสบายๆ พอจะปลีกตัวจากงานประจำได้ ลูกชายคนกลางของ ผศ.ทพ.ประมุข-ทพญ.เพ็ญทิพย์ จิตต์จำนงค์ อาจารย์ประจำคณะทันตแพทยศาสตร์ ม.มหิดล และผอ.กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข นัดแนะกับเราให้ไปเจอกันที่ร้านทไวนิงส์ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อนั่งเม้าท์ถึงกิจกรรมสุดโปรด โดยเจ้าตัวไม่ลืมหอบ 2 กระเป๋าใบใหญ่ภายในบรรจุอุปกรณ์สำหรับถ่ายภาพใต้น้ำล้วนๆ มาโชว์พร้อมกับเล่าถึงงานประจำและความเป็นไปเป็นมาของการถ่ายภาพใต้น้ำ

                      "ผมเรียนจบปริญญาโทบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มาจากมหาวิทยาลัยฟินด์เลย์ ประเทศอเมริกา แต่ก่อนจะมาทำงานที่นี่ก็ทำที่อื่นๆ มาหลายที่ ก่อนจะย้ายมาเริ่มงานกับทไวนิงส์เมื่อปี 2553 ปกติงานจะค่อนข้างยุ่งมาก วันหยุดไม่ค่อยมีเท่าไหร่ เพราะความรับผิดชอบจะค่อนข้างมาก อาทิ การดูแลภาพรวมด้านการดำเนินธุรกิจ รวมถึงพัฒนาแผนการสื่อสารการตลาดแบบ 360 องศา การวางกลยุทธ์การบริหารจัดการช่องทางติดต่อลูกค้าทั้งในประเทศไทย และประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงการแก้ปัญหาการตลาดด้วย แต่เมื่อมีวันหยุดเมื่อไหร่ผมจะนัดแก๊งเพื่อนๆ สนิทไปดำน้ำทันที มันเป็นกิจกรรมที่ผมชอบมาก อย่างในเมืองไทยตั้งใจไว้ว่าจะไปกันทุกปี ส่วนต่างประเทศก็ต้องแล้วแต่โอกาส" ผู้จัดการหนุ่มเล่าอย่างอารมณ์ดี

                      และด้วยความที่ชอบการถ่ายภาพมากๆ เริ่มเล่นกล้องและศึกษาการถ่ายภาพตั้งแต่สมัยที่เรียนอยู่อเมริกา พอกลับมาเมืองไทยก็ถ่ายภาพมาตลอด เรียกว่าฝีมือดีใกล้เคียงช่างภาพมืออาชีพเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้หนุ่มต่อยอมรับว่าไม่เคยได้เงินจากการถ่ายภาพสักครั้ง ในทางตรงกันข้ามกลับต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์มาเพิ่มเติมอยู่เสมอ แต่การถ่ายภาพก็ยังคงเป็นกิจกรรมที่เขาไม่เคยละทิ้ง อย่างเมื่อหันมาสนุกสนานกับการดำน้ำ ได้สัมผัสความสวยงามของโลกใต้น้ำด้วยตาตัวเองแล้ว ก็อยากที่จะเก็บภาพประทับใจเหล่านั้นไว้ดูนานๆ เขาจึงหันกลับมาที่การถ่ายภาพ เพื่อศึกษาเรียนรู้เรื่องการถ่ายภาพใต้น้ำอย่างจริงจัง

                      "ผมอยากดำน้ำมานานแล้ว ตอนนั้นพอมีเพื่อนชวนก็ลองทำทันที ดำลงไปข้างล่างเห็นโลกใต้น้ำมันสวยงามน่าสนใจ และน่าค้นหามาก มีสัตว์แปลกๆ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนซึ่งมันมักจะพลางตัวอยู่ ครั้งแรกที่เห็นตื่นเต้นมากอยากจะถ่ายภาพมาอวดคนอื่น แต่ตอนนั้นยังไม่ได้เอากล้องลงไป คิดแค่ว่าต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน แต่พอดำมาสักระยะ จำนวนไดรฟ์เพิ่มขึ้นประสบการณ์ก็มากขึ้น จึงเริ่มหันมาคิดและศึกษาเรื่องการถ่ายภาพใต้น้ำจริงจังขึ้น พร้อมกับจัดเตรียมเฮ้าส์ซิ่ง (อุปกรณ์ป้องกันกล้อง) เพื่อเอากล้องคอมแพ็กติดตัวลงไป แต่พอมาดูภาพที่ได้สีสันกลับไม่สวยงาม ต่อมาเลยเปลี่ยนมาใช้กล้องตัวใหญ่" ช่างภาพใต้น้ำเล่า ขณะสาธิตการประกอบเฮ้าส์ซิ่ง

                      แต่ทั้งนี้ถึงจะศึกษาวิธีการถ่ายภาพมาเป็นอย่างดีแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องนำกล้องลงไปถ่ายในโลกใต้น้ำ ปัญหาก็ยังมีให้เห็นโดยเฉพาะเรื่องของน้ำหนักที่ถึงแม้จะเบาลงกว่าเมื่ออยู่บนน้ำราวครึ่งต่อครึ่ง ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็สารภาพว่าเป็นภาระไม่น้อย เพราะต้องดูแลรักษาอย่างดี เพื่อไม่ให้อุปกรณ์ชำรุดเสียหาย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่นักดำน้ำต้องเผชิญ อาทิ เรื่องของกระแสน้ำ ซึ่งนักดำน้ำทุกคนต้องเรียนรู้และฝึกฝนเรื่องการควบคุมการลอยตัวให้น้ำ แต่กระนั้นทุกคนก็ยังยินดีที่จะแบกภาระอันหนักอึ้งติดตัวลงไป เพื่อให้ได้ภาพที่สวยงามกลับมาเก็บไว้เป็นที่ระลึกนั่นเอง

                      อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ แต่ละครั้งก่อนดำดิ่งลงสู่ทะเลหรือมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาสแล้ว ก็ต้องเรียนรู้ว่าจะไปพบกับสัตว์ประเภทไหน ขนาดเท่าไหร่ เพื่อความพร้อมในการเตรียมเลนส์ เพราะหากผิดพลาดในขั้นตอนนี้ก็ไม่สามารถเก็บภาพสวยๆ ได้เช่นกัน แต่จะทำได้เพียงมองดูสัตว์ตัวนั้นว่ายน้ำผ่านไปอย่างน่าเสียดาย

                      "ก่อนจะลงดำน้ำแต่ละครั้งต้องตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ที่ต้องนำลงไปทุกชิ้น อย่างแบตกล้องต้องชาร์จให้เต็ม เมมโมรี่การ์ดต้องไม่ลืมใส่ และต้องประกอบเฮ้าส์ซิ่งเตรียมไว้ให้พร้อมเพราะต้องใช้เวลานานราว 2 ชั่วโมงทีเดียว เมื่อประกอบเสร็จก็ต้องทดลองด้วยการนำไปแช่ในน้ำจืดก่อนว่ามีรอยรั่วหรือไม่ หากเกิดปัญหาในขั้นตอนนี้ยังพอแก้ไขทัน แต่หากเกิดขึ้นในน้ำทะเล โอกาสที่อุปกรณ์จะพังมีสูง อีกอย่างที่ต้องเตรียมความพร้อมก็คือเลนส์ คนที่พาเราดำน้ำเขาจะทำความเข้าใจกับก่อนว่าจะลงไปเจออะไรบ้าง พวกเราจะได้เตรียมเลนส์ไปถูกกับขนาดของสัตว์นั้นๆ อย่างถ้าจะไปเจอปลาตัวเล็กๆ ก็ต้องเป็นเลนส์มาร์โค หรือถ้ารู้ว่าจะไปเจอสัตว์น้ำขนาดใหญ่ อันนี้ก็ต้องเตรียมเลนส์วาย จุดนี้ถ้าเราไม่ได้คุยกันก่อน แล้วเตรียมเลนส์ไปผิดประเภท มันจะถ่ายรูปไม่ได้ ก็ได้แต่มองมันว่ายผ่านไปมาเท่านั้น" มือรัวชัตเตอร์ปันประสบการณ์

                      ทั้งนี้ "ต่อ" ปิยพงศ์ ย้ำว่าตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา พบกับความประทับใจใต้ท้องทะเลมามากมาย และช่วงเดือนธันวาคมนี้ ก็ได้นัดแนะกับก๊วนแก๊งไปดูมังกรคอมโบ ที่อินโดนีเซีย ซึ่งเขาและเพื่อนๆ ก็รับปากว่าจะเก็นภาพสวยๆ มาฝากอีกเช่นเคย

                      "การได้ไปดำน้ำมันถือเป็นการพักผ่อนที่ดีสำหรับผม มันทำให้เราได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ช่วงเวลานั้นเราเหมือนได้ไปอยู่ในโลกอีกใบ ซึ่งเราต้องมีสมาธิจดจ่ออยู่ตลอดเวลา มันเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราต้องตัดสินใจอะไรบ้างอย่างภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่ปกติ เราต้องมีสติอยู่เสมอ ก็คงไม่ต่างจากเวลาทำงานที่เราต้องจดจ่อและมีสติอยู่กับมันและทำอย่างเต็มที่ และเมื่อถึงเวลาพักผ่อนเราก็เต็มที่เช่นกัน มันก็เหมือนกับเราได้รีเฟรชตัวเองให้พร้อมกลับมาลุยงานอีกครั้ง" นักบริหารหนุ่มผู้หลงใหลโลกใต้น้ำ กล่าวทิ้งท้าย