ข่าว

โบโค ฮารามกับขบวนการชารีอะห์ในไนจีเรีย

โบโค ฮารามกับขบวนการชารีอะห์ในไนจีเรีย

04 ต.ค. 2556

โบโค ฮารามกับขบวนการชารีอะห์ในไนจีเรีย : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุธ อารีย์

               การเมืองไนจีเรียนั้น ศาสนา ชาติพันธุ์ และความรู้สึกภูมิภาคนิยม ปะปนคลุกเคล้ากันอยู่อย่างยากที่จะแยกออกจากกันได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลักษณะความแตกต่างของประชากรและพื้นที่อยู่อาศัย คนเกือบทั้งหมดของชนเผ่าฮัวซา (Hausa) ในไนจีเรียนั้นนับถือศาสนาอิสลาม มีถิ่นที่อยู่ทางภาคเหนือของประเทศ ส่วนคนเกือบทั้งหมดของชนเผ่าอิกโบส (Igbos) เป็นคริสเตียนที่อาศัยอยู่ทางภาคตะวันออก อีกทั้งยังมีคนของชนเผ่าโยรูบา (Yoruba) ที่ครึ่งหนึ่งเป็นคริสเตียน อีกครึ่งหนึ่งเป็นมุสลิม อาศัยอยู่ทางภาคตะวันตกของประเทศ

               ด้วยเหตุนี้ การเมืองของไนจีเรียนับตั้งแต่ประเทศได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1960 จึงเป็นการเมืองแห่งการเผชิญหน้ามาตลอดระหว่างกลุ่มศาสนา (คริสเตียนกับมุสลิม) กลุ่มชนเผ่า (หลักๆ คือ ฮัวซา อิกโบส และโยรูบา) และระหว่างคนในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ

               กลุ่มติดอาวุธมุสลิมที่รู้จักกันในนาม โบโค ฮาราม เป็นขบวนการที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นเยาวชนจากเผ่าฮัวซาทางภาคเหนือของประเทศ ซึ่งแตกออกมาจากขบวนการเรียกร้องให้ใช้กฎหมายชารีอะห์ (Shari’a Movement) ในช่วงทศวรรษที่ 1990

               ปัจจุบัน กว่าครึ่งหนึ่งของรัฐต่างๆ ในไนจีเรียที่มีอยู่ 36 รัฐ เลือกที่จะใช้การปกครองและกฎหมายอิสลาม โดยเฉพาะรัฐที่อยู่ทางภาคเหนือของประเทศ

               ข้อแตกต่างระหว่างขบวนการชารีอะห์และกลุ่มโบโค ฮาราม คือความแตกต่างด้านอุดมการณ์ เพราะขณะที่ขบวนการชารีอะห์พยายามฟื้นความภาคภูมิใจของตนเองด้วยการปกครองและมีกฎหมายอิสลามใช้ในพื้นที่ หวังเพียงให้มุสลิมหันกลับมายึดมั่นศรัทธาในศาสนาอิสลามอย่างถูกต้อง แต่กลุ่มโบโค ฮาราม กลับพัฒนาแนวคิดที่ต่อต้านชาวคริสเตียนและอารยธรรมตะวันตกที่มีอิทธิพลอย่างแพร่หลายในประเทศ

               ขณะที่ขบวนการชารีอะห์มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ใช้กฎหมายอิสลามอย่างสันติ มีความอดทนอดกลั้นต่อกลุ่มคนศาสนาและชาติพันธุ์อื่น แต่กลุ่มโบโค ฮาราม ใช้ความรุนแรงและวิธีก่อการร้าย โดยเป้าหมายของการโจมตีส่วนใหญ่คือ โบสถ์คริสต์ สถาบันต่างๆ ที่บังคับใช้กฎหมาย ร้านเหล้ารวมถึงแหล่งอบายมุข หน่วยงานรัฐบาลกลางและท้องถิ่น ตลอดรวมถึงสถาบันทางการทหารและสถาบันการศึกษา ซึ่งทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายวัฒนธรรมตะวันตก

               แง่มุมอีกด้านหนึ่งที่เป็นเชิงบวกของขบวนการชารีอะห์คือการกระตุ้นให้เกิดการศึกษาอิสลามอย่างเป็นระบบ และมีความรู้ความเข้าใจด้านศาสตร์ทางเทววิทยาอย่างลึกซึ้ง ซึ่งนอกจากจะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เยาวชนและบุคคลทั่วไปถูกใช้เป็นเครื่องมือจากการเผยแพร่หลักศาสนาที่บิดเบือนแล้ว ยังทำให้ชาวคริสเตียนให้ความสนใจใฝ่รู้ว่าเนื้อหาที่แท้จริงของกฎหมายอิสลามคืออะไร มีการประยุกต์ใช้อย่างไร

               แตกต่างกับจุดยืนด้านลบของกลุ่มโบโค ฮาราม ที่ประณามต่อต้านการศึกษาแบบตะวันตกและความทันสมัยทั้งหมดโดยไม่แยกแยะ

               ขบวนการชารีอะห์ในไนจีเรียนั้น ปฏิเสธการตีความแก้ไขหลักการศาสนา กลุ่มคนเหล่านี้บางทีก็เป็นสมาชิกของรัฐบาล เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการทหาร เป็นครูบาอาจารย์ เป็นนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ และเป็นปัญญาชน แต่คนเหล่านี้ไม่ใช่ “ผู้ก่อการมุสลิม” (Militant Islamist) ความจริงพวกเขาเป็นฝ่ายที่ต้องการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและหลักการศาสนาให้คงไว้ดังเดิม

               ทัศนะส่วนใหญ่ของพวกเขาคือ ในขณะที่อิสลามจะต้องปรับเข้าหาสภาวะความเป็นสมัยใหม่ แต่ความเป็นสมัยใหม่เช่นกันที่จะต้องปรับเข้าหาอิสลาม เป้าหมายสำคัญคือ การสร้างศีลธรรมสากลควบคู่กับระเบียบโลกที่มีความก้าวหน้าทางวัตถุ

               เรียกได้ว่าขบวนการการเคลื่อนไหวอิสลามในไนจีเรียนั้น สะท้อนภาพกลุ่มแนวคิดอันหลากหลายในโลกมุสลิมได้เป็นอย่างดีเมื่อต้องเผชิญกับความทันสมัยในโลกปัจจุบัน