
ยังไม่ลืม'เณรคำ''รีสอร์ท'และ'เฟอร์รารี่'
ยังไม่ลืม'เณรคำ''รีสอร์ท'และ'เฟอร์รารี่' : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
มีท่านผู้อ่านสอบถามเข้ามาถึงความคืบหน้าของคดี “ดัง” เป็นข่าวอื้อฉาวหลายคดีว่า มีความคืบหน้าไปอย่างไรบ้าง ทำให้ต้องสอบทานและค้นหาข้อมูลเพื่อจะได้นำเสนอด้วยความถูกต้องไม่คลาดเคลื่อน ดังเคยเรียนผ่านทางคอลัมน์ว่ามีเพื่อนฝูงชาวต่างประเทศจำนวนหนึ่งแสดงความเห็นว่า “หลายเรื่องราวในสังคมไทยมีความน่าสนใจ” ปัญหาอยู่ตรงที่ไม่มีสื่อเหมือนในต่างประเทศที่เขาทำงานแบบ “เกาะติดและทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนอย่างถึงแก่น” ทำให้คดีสำคัญหลายคดี ขนาดคนเป็น “คอข่าว” ให้ความสนใจเฝ้าติดตามเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง บางครั้งยังหลงลืมมาทราบอีกทีอาจเป็นช่วงที่คดีมีการตัดสินพิพากษาขึ้นมาถึงได้นึกขึ้นได้อีก หรือบางคดีเมื่อมีการนำเสนอข่าวอย่างครึกโครมในช่วงแรกๆ เมื่อเวลาผ่านไปกลับไม่มีการติดตามเสนอข่าวใดๆ ให้ประชาชนได้รับทราบก็มี จึงเป็นเหตุผลอันสมควรที่ผมจะได้นำเรื่องราวที่ “อยู่ในความสนใจของสมาชิกส่วนใหญ่ในสังคม” มาพูดคุยหารือกันว่าแต่ละเรื่องแต่ละประเด็นมีความคืบหน้าไปอย่างไรกันบ้าง
นับแต่คดีแรกที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่พุทธศาสนิกชนและได้สะท้อนให้เห็นถึง “เหลือบริ้นไร” ที่เกาะกินใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ ทราบข่าวล่าสุดตรงที่ “ดีเอสไอ” หรือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เปิดเผยผ่านสื่อมวลชนว่า อดีตพระเณรคำได้พักพิงอยู่แถบประเทศเพื่อนบ้าน คือ ที่ ส.ป.ป.ลาว โดยมีการส่งทนายความ และคนใกล้ชิดติดต่อขอมอบตัวและเลื่อนไปเลื่อนมาอยู่หลายครั้ง กระทั่งวันนี้ ข่าวคราวของ “เณรคำ” ได้หายไปจากทุกสำนักข่าวอย่างน่าผิดสังเกต จะบอกว่าไปสนใจเรื่อง “น้ำท่วม” หรือ “โจรใต้” ก็คงจะกระไร เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ถึงจะนำเสนอก็น่าจะมีพื้นที่ข่าวให้แก่เรื่องราวของเณรคำบ้าง
เฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่ควรให้ข่าวและเคยเป็นข่าวบ่อยๆ ระยะหลังก็เห็นว่าหายหน้าหายตาไป คงเข้าใจว่าผมหมายถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในดีเอสไออย่างท่านอธิบดี ธาริต เพ็งดิษฐ์ ซึ่งเป็นคนอารมณ์ดี รักเสียงเพลง คลิปยูทูบเลียนแบบ “กังนัมสไตล์” ก็เคยทำ แต่ช่วงหลังอาจเป็นเพราะกำลังสืบสวนคดีสำคัญอย่างขะมักเขม้นทำให้ไม่ค่อยได้เห็นการแถลงข่าวหรือรายงานให้คนส่วนใหญ่ได้รับทราบกันว่าเรื่องของเณรคำและอีกหลายๆ เรื่องเดินหน้ากันไปถึงไหนแล้ว
รวมถึงเรื่องการ “รุกที่ดินป่าสงวน เพื่อสร้างรีสอร์ททั้งหรูและไม่หรู” หลังจากที่ นายดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยาน สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้เข้ามาเป็น “กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี” มีความหวังของประชาชนจำนวนมากอยากเห็นการทำงานเชิงรุกเหมือนครั้งที่ นายดำรงค์ พิเดช อยู่ในตำแหน่ง แต่เมื่อนายดำรงค์ หรือ “เอี้ยง” ที่นักข่าวชอบเรียกขานกัน ได้เข้ามากำกับดูแลและน่าจะ “สานต่อ“ งานในอดีตได้ ก็กลับเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ค่อยเป็นข่าวหรือมีเรื่องราวการทำงานให้ได้ยินหลังเข้ารับตำแหน่ง
สิ่งที่น่าห่วงใย นอกจากรายงานจากคณะกรรมาธิการของทางรัฐสภาร่วมกับกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ชี้ชัดว่า ปัจจุบันที่ดินทั้งประเทศรวมกว่าหนึ่งในสามส่วนอยู่ในมือของนักลงทุนชาวต่างชาติ ซึ่งอาศัยกลไกของกฎหมายในการทำ “นิติกรรมอำพราง” สมคบคิดกับคนไทยที่เห็นแก่ได้จำนวนหนึ่ง ยังไม่รวมกับพวกที่เข้าไปตัดไม้ทำลายป่า และกอบโกยเอาทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ประโยชน์อย่างไม่คำนึงถึงคนรุ่นต่อๆ ไป
เพิ่มเติมในกรณีอื้อฉาวคงจำกันได้ถึงคดีรถเฟอร์รารี่ลากเอาดาบตำรวจไปไกลหลายสิบเมตร มีนายตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งในทางบวกและลบหลายคน บางคนถูกให้ออกจากราชการเพราะจับ “แพะ” มาบูชายัญ ขณะที่บางคนทำความดี “กู้หน้า กู้ศักดิ์ศรีผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” โดยอาศัย “สื่อมวลชน” ช่วยกระพือข่าวทำให้ “การขอกันทำได้ยากกว่าคดีที่มีคนรู้เห็นเฉพาะคู่ความ” งานนี้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อยู่ในใจตำรวจหลายคน แต่กระทั่งมีข่าวการ “ออกหมายจับ” ผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถเฟอร์รารี่คันดังกล่าว เพราะมีการเลื่อนนัดกับทางอัยการและคดีในส่วนการขับรถเร็ว “ขาดอายุความ” เนื่องด้วยไม่สามารถนำตัวจำเลยมาฟ้องศาลได้ในกำหนดเวลา
เรื่องราวต่างๆ เป็นปรากฏการณ์สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาบางประการหรืออาจจะหลายๆ ประการในกระบวนการยุติธรรมที่ในฐานะ “สื่อ” จำเป็นต้องติดตามและทวงถาม



