ข่าว

คุก5ปี!'สาวมือโพสต์'หมิ่นเบื้องสูง

คุก5ปี!'สาวมือโพสต์'หมิ่นเบื้องสูง

02 ต.ค. 2556

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำคุก 5 ปี'นพวรรณ ตั้งอุดมสุข'โพสต์ข้อความเว็บหมิ่นเบื้องสูงลงเว็บประชาไท

                    2 ต.ค.56 เมื่อเวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.1257/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.นพวรรณ ตั้งอุดมสุข เป็นจำเลย ในความผิดฐาน ดูหมิ่น หมิ่นประมาท พระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือรัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 กรณีเมื่อวันที่ 15 ต.ค.51 มีการโพสต์ข้อความลงในเว็บไซต์ประชาไท ด้วยข้อความที่ทำให้เสื่อมเสียต่อสมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยจำเลยให้การปฏิเสธ ตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งคดีดังกล่าวศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 ม.ค.54 ให้ยกฟ้องจำเลย เนื่องจากเห็นว่า พยานหลักฐานที่เป็น หมายเลข IP ADDRESS ที่ใช้โพสต์ข้อความและเบอร์โทรศัพท์ สำหรับใช้ต่ออินเตอร์เน็ต ไม่อาจชี้ชัดได้ว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลย

                   ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยโพสต์ข้อความดังกล่าวจริงหรือไม่ แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว แต่โจทก์ก็มีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) และ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (ปอท.)เบิกความยืนยันว่า จากการตรวจสอบหมายเลข IP ADDRESS ของผู้ที่โพสต์ข้อความบนเว็บไซต์ประชาไท และการตรวจสอบกับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต พบว่าหมายเลข IP ADDRESS ตรงกับ เครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คของจำเลย นอกจากนี้ตรวจสอบการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตของจำเลย พบว่า วัน-เวลา ตรงกับการกระทำผิดในคดีนี้ ซึ่งผู้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตจะต้องมีรหัสผ่าน และใช้หมายเลขโทรศัพท์ ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และเมื่อตรวจสอบพบว่าข้อมูลการใช้อินเตอร์เน็ตดังกล่าว ตรงกับจำเลยที่สมัครสมาชิกไว้ตั้งแต่ปี 2550 และได้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตเรื่อยมา

                   อีกทั้ง เจ้าหน้าที่ ได้ตรวจสอบผู้ใช้งานใน วัน-เวลา ขณะเกิดเหตุ พบว่า มีผู้ใช้งานเพียงคนเดียว ซึ่ง หมายเลข IP ADDRESS ของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะไม่ซ้ำกันและมีเพียงหมายเลขเดียวเท่านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ จะสามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ได้ ดังนั้น หมายเลข IP ADDRESS จึงเป็นพยานหลักฐานสำคัญ ที่ทำให้ทราบ ชื่อผู้ใช้ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ ที่ตรงกับข้อมูลของจำเลย แม้ว่าข้อความที่โพสต์ลงบนเว็บไซต์ประชาไทจะโดนลบไปแล้ว แต่ข้อความที่โพสต์ดังกล่าวยังถูกเก็บอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต จำเลยจึงไม่อาจปฏิเสธได้ ซึ่งพยานโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ปฏิบัติงานตามหน้าที่ ตรงไปตรงมา ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งจำเลย อีกทั้งความผิด ตาม ม. 112 เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ และความระมัดระวังในการตรวจสอบ จนทราบว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว จึงจะดำเนินคดีตามกฎหมาย

                   ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ถูกบุคคลอื่นปลอมแปลงหมายเลข IP ADDRESS นั้น เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า การปลอมแปลง และการเจาะเข้าระบบคอมพิวเตอร์ โดยใช้หมายเลข IP ADDRESS ของจำเลยทำได้ยาก เพราะหมายเลข IP ADDRESS ในเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องไม่สามารถปลอมแปลงได้ และในการโพสต์ข้อความจำเป็นต้องใช้ชื่อและรหัสผ่านด้วย ซึ่งหากรหัสผ่านไม่ตรงกับข้อมูลของจำเลย ก็ไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ พยานหลักฐานจึงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวด้วยตนเอง

                   อีกทั้ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ระบุว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพรักของประชาชน และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยยังบัญญัติให้ปวงชนชาวไทยต้องมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงสืบไป ผู้ใดจะมาล่วงละเมิดไม่ได้ การกระทำของจำเลยเป็นการใส่ความ ทำให้สถาบันเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง เห็นควรให้ลงโทษจำเลยสถานหนักเพื่อไม่ให้บุคคลอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย

                   จึงพิพากษากลับ ว่าจำเลยกระทำผิด ม. 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฯ ม.14 ซึ่งการกระทำเป็นกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษ ตาม ม. 112 ซึ่งเป็นบทหนักสุด ให้จำคุก 5 ปี และให้ยึดเอกสารข้อความการกระทำผิด