
'วราเทพ'มั่นใจหลังแจงศาลรธน.
"วราเทพ" มั่นใจหลังแจงศาลรธน.ปมงบปี57ยันกมธ.ไม่ได้ตัดงบองค์กรอิสระแค่ปรับลดระบุรอศาลวินิจฉัยเหตุรธน.กำหนดย้ำ ต่างกับแก้รธน.ที่มาส.ว.ชี้ไม่กระทบการบริหารงานรัฐ
วันที่ 2 ต.ค.56 เมื่อเวลา 12.00 น. นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 เปิดเผยภายหลังเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่า การชี้แจงเป็นไปตามที่ได้ส่งเอกสารถึงศาลรัฐธรรมนูญและเป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญเหมือนทุกปีที่ผ่านมาไม่มีความแตกต่าง ซึ่งตนไม่ทราบว่าหน่วยงานอื่นๆนั้น ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าอย่างไรหรือประเด็นใดบ้าง เพราะศาลเรียกเข้าชี้แจงทีละหน่วยงาน ซึ่งประเด็นในการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตนได้ชี้ให้ศาลเห็นถึงการเข้าใจผิดและคลาดเคลื่อนในคำร้อง ที่ผู้ร้องระบุในทำนองว่ามีการไปตัดลดงบประมาณขององค์กรอิสระ แต่ทั้งนี้ได้ยืนยันว่าการพิจารณาของกมธ.ไม่ได้เป็นการตัดงบ แต่เป็นเพียงการพิจารณาปรับลด ซึ่งทั้ง 3 หน่วยงาน ประกอบด้วยศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และป.ป.ช. ทางกมธ.ได้มีการรับลดงบประมาณน้อยมาก เช่น กรณีของศาลยุติธรรม ทางกมธ.ปรับลดเพียง 10 ล้านบาทเศษในส่วนของที่ดินและสิ่งก่อสร้างจากวงเงินทั้งหมด 1 พันกว่าล้านบาท ในส่วนของป.ป.ช.ก็ได้มีการปรับลดงบประมาณด้านการสัมมนาประชาสัมพันธ์เพียง 4 ล้านบาทเศษจาก 1 พันกว่าล้านบาท ส่วนของศาลปกครองก็ไม่ได้มีการปรับลดงบประมาณแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นการตัดงบประมาณตามที่ปรากฏเป็นข่าวเลย
นายวราเทพ กล่าวอีกว่า การพิจารณาของกมธ.เป็นการพิจารณาเหมือนกันทุกๆปี ซึ่งมีทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลร่วมกันพิจารณาตามข้อเสนอของสำนักงบประมาณและกมธ.ที่พิจารณาร่วมกันว่าการปรับลดงบประมาณครั้งนี้เป็นเพราะเหตุใด ส่วนประเด็นที่มีการแปรญัตติเพิ่มเติมและไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณนั้นและมีการไปจัดสรรให้หน่วยงานอื่นเพิ่มเติมนั้น ยืนยันว่าบางหน่วยงานก็ไม่ได้รับงบประมาณเช่นกัน เพราะเราต้องดูเหตุผลและความจำเป็นและการใช้จ่ายงบประมาณของแต่ละหน่วยงานด้วย
"ในชั้นของการแปรญัตติเพิ่มนั้นไม่ได้เปิดโอกาสให้หน่วยงานใดมาชี้แจง เป็นการพิจารณาจากข้อมูลเอกสารที่ทางหน่วยงานและองค์กรอิสระเสนอมาเหมือนเช่นทุกปี แต่ทั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้ชี้แจงในชั้นกมธ.ชุดใหญ่ เพื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้ว พร้อมกับเชิญเจ้าหน้าที่จากศาลปกครอง ศาลยุติธรรมและป.ป.ช.มาชี้แจงแล้ว และยังได้ไปชี้แจงในชั้นอนุกรรมการฯทั้ง 3 คณะแล้ว ดังนั้นการที่คำร้องระบุว่าไม่เปิดโอกาสให้มาชี้แจงนั้นเป็นการพูดในข้อเท็จจริงหลังจากการพิจารณาในชั้นอนุกรรมการเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นที่น่าสังเกตุว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้เพราะหากว่างบประมาณของทั้ง3หน่วยงานไม่เพียงพอ ทำไมจึงไม่มีการโต้แย้งตั้งแต่ต้น ขอย้ำว่ากมธ.ได้จัดสรรงบประมาณตามหลักการภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญทุกประการ"นายวราเทพ กล่าว
นายวราเทพ กล่าวว่า ดังนั้นคงต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าต้องชะลอการทูลเกล้าฯ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าเหตุใดรัฐบาลจึงไม่ชะลอการทูลเกล้าฯประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของส.ว.เรื่องนี้คงต้องไปอ่านรัฐธรรมนูญ หากเขียนอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามนั้น เพราะกรณีงบประมาณปี 57 เป็นร่างพ.ร.บ.ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดว่าหากร่างพ.ร.บ.ฉบับใดมีปัญหาและมีผู้มาร้องมาต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ชะลอการทูลเกล้าฯ แต่ในทางกลับกันรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใด หากมีผู้มาร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ชะลอการทูลเกล้าฯ จึงจำเป็นต้องอ่านรัฐธรรมนูญให้เข้าใจ เพราะอำนาจนิติบัญญัติได้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทำอย่างไรบ้าง
"เมื่อกระบวนการฝ่ายนิติบัญญัติได้ดำเนินการครบถ้วนแล้วก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ฝ่ายบริหารในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ต้องนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขึ้นทูลเกล้าฯตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ไม่สามารถปฏิบัติเป็นอื่นได้"นายวราเทพ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ จะมีผลกระทบต่อการใช้งบประมาณของรัฐบาลหรือไม่ นายวราเทพ กล่าวว่า เราได้ดำเนินการตามวิธีที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้คือการใช้งบประมาณปี 56 ไปพลางก่อน ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยสำนักงบประมาณก็ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติให้หน่วยงานราชการดำเนินการใช้จ่ายงบประมาณได้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยใช้ไม่เกินร้อยละ 50 ของงบประมาณปี 56 เฉพาะค่าดำเนินการและเงินเดือนค่าใช้จ่ายบุคลากร ส่วนการดำเนินการตามโครงการใหม่ยังไม่สามารถใช้ได้คงต้องรอจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลการพิจารณา ซึ่งความล่าช้าในการใช้งบประมาณ ปี 57 ยังไม่ถือเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของรัฐ เพราะถ้าหากไม่มีประเด็นปัญหาก็สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อประกาศใช้ได้ทันที อย่างไรก็ตาม ตนมีความมั่นใจในการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้
ด้านนายสรรเสริญ พลเจียก รองเลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผย ว่า วันนี้เข้าชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมกรณีการตัดงบประมาณการดำเนินงานของ ปปช. โดยมีสองประเด็นหลักที่ศาลซักถามว่างบในส่วนของปปช.จัดสรรให้เพียงพอหรือไม่ และประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งหลังชี้แจงศาลไม่ได้เรียกเอกสารหรือนัดชี้แจงเพิ่มเติม ส่วนตัวคิดว่ากระบวนการเสร็จสิ้นแล้ว จากนี้ก็เป็นดุลยพินิจของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัย
ขณะที่ตัวแทนศาลยุติธรรม ปฎิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลังการชี้แจงเสร็จสิ้น เนื่องจากเห็นว่ามีข้อมูลที่เป็นความลับ ไม่ควรที่จะเปิดเผย
'วราเทพ'แจงศาลรธน.ปมพรบ.งบ57
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มีประชุมของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยเป็นการนัดให้ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 สภาผู้แทนราษฎร และผู้แทน สำนักงบประมาณ สำนักงานศาลปกครอง สำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าชี้แจงข้อมูล ตามคำร้องของประธานรัฐสภาที่ส่งความเห็นของ ส.ว.และ ส.ส. รวม 112 คน ที่ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคหนึ่ง (1) ว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณร่ายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 มาตรา 27 ในส่วนของสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานศาลปกครอง มาตรา 28 ในส่วนของสำนักงาน ป.ป.ช. ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 168 วรรคแปด วรรคเก้า หรือไม่
ซึ่งช่วงเช้าที่ผ่านมา นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 และข้าราชการ ผู้แทนสำนักงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าห้องประชุมเพื่อชี้แจงข้อมูลต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังมีวาระเรื่องที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา กับคณะ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพมหานคร กับคณะ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของส.ว. เข้าข่ายเป็นการเป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ และมีคำขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวสั่งนายกรัฐมนตรีให้ระงับการนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวขึ้นทูลเกล้า ซึ่งต้องรอดูว่าศาลฯจะมีคำสั่งรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่
ทั้งนี้ ที่ประชุมตุลาการ ยังได้มีการพิจารณาคำร้อง จำนวน 4 คำร้อง ที่ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ที่มีการตัดสิทธิประชาชนไม่ให้ยื่นคำร้องโดยตรงศาลรัฐธรรมนูญ แต่ให้ยื่นที่อัยการสูงสุด ว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่



