ข่าว

สหรัฐฯช็อก!งบ57ไม่ผ่านลอยแพจนท.8แสน

สหรัฐฯช็อก!งบ57ไม่ผ่านลอยแพจนท.8แสน

01 ต.ค. 2556

ทำเนียบขาวออกคำสั่งปิดหน่วยงานราชการลอยแพจนท.กว่า 8 แสนราย หลังร่างงบปี57 ไม่ผ่านสภาทันเส้นตาย สภาสูงเบรก 'โอบามาแคร์' โพลล์ชี้ชาวอเมริกันไม่พอใจก.ม.สุขภาพปธน.

              สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เมื่อวันอังคาร (1 ต.ค.) ว่า นางซิลเวีย แมทธิวส์ เบอร์เวลล์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและงบประมาณทำเนียบขาว ออกคำสั่งเมื่อเวลา 23.50 น.วันจันทร์ (30 ก.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ไปยังหน่วยงานราชการกลางบางส่วน ให้ดำเนินแผนการปิดทำการเนื่องจากปัจจัยไม่เกื้อหนุนต่อการทำงานต่อไป เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถนำร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ผ่านสภาผู้แทนราษฎรได้ทันกำหนดเส้นตายเที่ยงคืนวันจันทร์ (30 ก.ย.) ซึ่งทำให้รัฐบาลขาดงบประมาณรายจ่ายสำหรับหน่วยงานราชการ ตั้งแต่สำนักงานดูแลพิพิธภัณฑ์ไปจนถึงหน่วยงานบางส่วนขององค์การบริหารการบินและอวกาศ (นาซา)

              นับเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี ที่สหรัฐต้องปิดหน่วยงานราชการส่วนกลางบางส่วน และลอยแพข้าราชการราว 8 แสนคน ที่จะไม่มีงานทำและไม่ได้รับเงินเดือน ซึ่งนางเบอร์เวลล์ได้เสนอทางออกให้สภาคองเกรสผ่านงบประมาณสำหรับหน่วยงานราชการชั่วคราว ระหว่างที่มีการพิจารณาร่างงบประมาณในสภาคองเกรส เพื่อรักษาตำแหน่งและการบริการประชาชนในช่วงที่เกิดสุญญากาศของงบประมาณ

              สำหรับหน่วยงานราชการที่ต้องปิดทำการ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียนทั้ง 19 แห่งในกรุงวอชิงตัน สวนสัตว์แห่งชาติ และหน่วยงานดูแลอุทยานแห่งชาติ หน่วยงานหลายส่วนของนาซา เว้นแต่เจ้าหน้าที่ควบคุมปฏิบัติการในอวกาศที่ยังคงเดินหน้าสนับสนุนภารกิจของนักบินอวกาศในสถานีอวกาศนานาชาติต่อไป

              นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานด้านแรงงาน การจัดการที่พักอาศัย และการพัฒนาพื้นที่เขตเมือง หน่วยงานด้านสุขภาพ และกิจการมนุษย์ การศึกษา และพาณิชย์ ส่วนใหญ่ได้รับคำสั่งให้อยู่กับบ้าน ขณะที่เจ้าหน้าที่ด้านการป้องกันสิ่งแวดล้อมและตลาดหุ้นยังคงมีบางส่วนมาทำงานอยู่ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว 1,265 คน จาก 1,701 คน ก็ได้รับผลกระทบจากการขาดงบประมาณในครั้งนี้ด้วย

              ทั้งนี้ เมื่อเกือบ 18 ปีที่แล้ว เคยเกิดเหตุการณ์หน่วยงานราชการกลางขาดงบประมาณ เจ้าหน้าที่ฝึกงานในทำเนียบขาวก็ยังคงอาสาเข้ามาทำงานแทนเจ้าหน้าที่ที่ถูกลอยแพ รวมทั้ง น.ส.โมนิก ลูวินสกี้ เจ้าหน้าที่ฝึกงานของทำเนียบขาวที่มีความสัมพันธ์กับอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ในช่วงปี 2538-2539 และความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ถูกเปิดเผยในปีถัดมา

              ส่วนหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากการขาดงบประมาณในครั้งนี้ ได้แก่ หน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศ และบริการพื้นฐาน โดยทหารที่ประจำการในกองทัพยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชายแดน แต่เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะได้รับเช็คเงินเดือนล่าช้ากว่ากำหนด ส่วนสถานทูตและสถานกงสุลสหรัฐอเมริกาประจำประเทศต่างๆ ทั่วโลกยังคงเปิดทำการต่อไป เช่นเดียวกับสำนักงานโครงการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐก็ยังคงทำงานเช่นเดิม

              ในช่วง 2 ชั่วโมงก่อนเส้นตายเที่ยงคืนวันจันทร์ (30 ก.ย.) วุฒิสภาซึ่งพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก ได้ลงมติคัดค้านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว ที่เสนอโดยสภาผู้แทนราษฎรที่รีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ซึ่งผูกโยงงบประมาณชั่วคราวฉบับฉุกเฉินกับกฎหมายปฏิรูประบบสาธารณสุข (Affordable Care Act ) ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา หรือ "โอบามา แคร์" ออกไปอีก 1 ปี ด้วยคะแนนเสียง 54 ต่อ 46 โดยให้ยืดเวลาบังคับใช้กฎหมายโอบามาแคร์ ออกไปอีก 1 ปี นอกจากนี้รีพับลิกันยังต้องการให้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาในกฎหมายที่เกี่ยวกับสุขภาพ ขณะที่ประธานาธิบดีโอบามายืนกรานว่าจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้และจะใช้สิทธิ์วีโต้

              ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโอบามาและพรรคเดโมแครต ต้องการให้สภาคองเกรสผ่านร่างงบประมาณโดยไม่มีแรงกดดันหรืออคติทางการเมือง ขณะที่พรรครีพับลิกันพยายามยับยั้งแผนโอบามาแคร์ที่จะเป็นกฎหมายที่เป็นสัญลักษณ์ของประธานาธิบดีโอบามา

              สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น/โออาร์ซี อินเตอร์เนชั่นแนล รายงานผลการสำรวจความเห็นของชาวอเมริกัน ที่ระบุว่า ชาวอเมริกัน 6 ใน 10 คนเห็นว่าการปิดหน่วยงานราชการเป็นเรื่องสำคัญกว่าการเปลี่ยนแปลงแผนโอบามาแคร์ โดยให้เหตุผลว่าการปิดหน่วยงานราชการแม้จะเป็นการชั่วคราวเพียงไม่กี่วัน ถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายสำหรับประเทศ

              ชาวอเมริกันอย่าง แพม เทย์เลอร์ ผู้ช่วยผู้บริหารบริษัทเอกชนในเมืองฮุสตัน ให้ความเห็นว่า ไม่อยากจะเห็นแผนโอบามาแคร์ แต่จะรู้สึกแย่กว่ามากหากรัฐบาลสั่งปิดพื้นที่เทพีเสรีภาพ สัญลักษณ์สำคัญของประเทศ เนื่องจากไม่มีเจ้าหน้าที่มาดูแล

              นอกจากนั้นผลสำรวจของซีเอ็นเอ็นยังระบุด้วยว่ามีผู้เห็นด้วยกับแผนโอบามาแคร์น้อยลงกว่าเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยผลการสำรวจล่าสุดพบว่าชาวอเมริกัน 57% ไม่ต้องการเห็นแผนโอบามาแคร์ แต่ 6 ใน 10 คน ระบุว่าการหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยราชการเป็นเรื่องสำคัญกว่าการเปลี่ยนแปลงแผนโอบามาแคร์ และ 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสำรวจให้ความเห็นว่าสภาคองเกรสต้องแสดงฝีมือด้วยการตัดงบประมาณและถือเป็นเรื่องสำคัญของสภา

              แม้ว่าส่วนใหญ่ชาวอเมริกันจะปฏิเสธแผนโอบามาแคร์ แต่ชาวอเมริกันอีก 46% จะกล่าวโทษพรรครีพับลิกัน หากหน่วยงานราชการกลางต้องปิดทำการ ส่วนอีก 36% จะกล่าวโทษประธานาธิบดีโอบามา ซึ่งเป็นผลที่สอดคล้องกับการสำรวจของสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส นิวส์/นิวยอร์กไทม์ส ที่เปิดเผยออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

              นายปีเตอร์ แบนเวอร์ เจ้าหน้าที่ทรัพยากรมนุษย์สำนักงานเทศบาลนครนิวยอร์ก ผู้ที่ลงทะเบียนสนับสนุนพรรครีพับลิกัน ให้ความเห็นว่า นักการเมืองเข้าไปในสภาและใช้ประชาชนและเศรษฐกิจเป็นเครื่องเล่น ประชาชนที่มีสติดีไม่ต้องการที่จะเห็นการเล่นการเมืองของนักการเมือง ซึ่งนั่นไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะปิดหน่วยงานราชการ แต่ถ้าแผนโอบามาแคร์เป็นเหตุผลที่ดี ตนก็จะสนับสนุน แต่ปัญหาสำคัญในตอนนี้ก็คือการปิดทำการของหน่วยงานราชการที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน เล่นเกมกับประชาชน และเงินเดือนของประชาชน

              ด้านนายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ภาวะการตกเหวทางการคลังของสหรัฐ จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นและตลาดการเงินทั่วโลก รวมทั้งไทยในระยะสั้น โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่กลุ่มนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติอาศัยจังหวะนี้เก็งกำไร ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเงินทุน ส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน แต่ในส่วนภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงไม่ได้รับผลกระทบ และการประชุม กนง. ช่วงที่ผ่านมาได้ประเมินเหตุการณ์ไว้แล้ว ดังนั้นการพิจารณาของ กนง.ในครั้งต่อไป ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณมาแล้วว่าอาจจะต้องทบทวนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ใหม่

              นายธรรมรัตน์ กิตติสิริพัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี กล่าวว่า หากการหยุดงานไม่ยาวนานกว่าที่เคยหยุดในอดีต 21 วัน ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐ ส่วนผลกระทบต่อค่าเงินบาทนั้น ในระยะสั้นจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย และไม่น่ากังวลนัก

              ขณะที่ นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ธนาคารเกียรตินาคิน เห็นว่า หากปัญหาดังกล่าวยังไม่สามารถแก้ไขได้และกินเวลายาวนานออกไปเกิน 1 เดือนจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก แต่เชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐน่าจะรีบหาทางออก

              แหล่งข่าวจาก ธปท.เปิดเผยว่า ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมองว่าเร็วเกินไปที่จะประเมินสถานการณ์ว่าจะเป็นเช่นไรและจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในรูปแบบใด ต้องดูไปอีกระยะหนึ่ง


คมชัดลึกจัดถกสหรัฐฯShutdown


              ขณะที่รายการ"คม ชัด ลึก" จัดเสวนาตอน "สหรัฐฯ Shutdown" ดร.ชัยชนะ อิงคะวัต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า เหตุการณ์ ชัตดาวน์ในครั้งนี้ไม่น่าตกใจ และเชื่อว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างนี้คงไม่นานเท่าใด  เพราะมีหลายปัจจัยคือ ขณะนี้เศรษฐกิจของอเมริกาไม่ดี หากพรรครีพับลิกันยังดึงดันไว้จะเสียคะแนนในภายภาคหน้า และสิ่งที่เกิดขึ้นคนอเมริกันรู้กันดีว่า เรื่องนี้เป็นการเล่นการเมืองของ 2 พรรค แต่การเล่นในสถานการณ์ที่อเมริกาเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นมันส่งผลอันตรายมาก ดังนั้น รีพับลิกันคงไม่กล้าเดินเกมไปมากกว่านี้ 

              ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผอ.ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะชัตดาวน์ทำให้รัฐบาลสหรัฐไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ ดังนั้นถ้าชัตดาวน์ยาวเกินไปจะเกิดวิกฤติแน่ เพราะมันจะลามไปหมดในทุกองค์กรของสหรัฐ ดังนั้น ในส่วนของวงการการเงินคิดว่า สถานการณ์เช่นนี้ไม่น่าจะเกิน 2-3 วัน เพราะมั่งใจว่าพรรครีพับลิกันไม่กล้าที่จะเอาคะแนนเสียงมาเสี่ยงกับคนอเมริกันทั่วประเทศ ซึ่งเชื่อว่าทั้งสองพรรคจะต้องจับเข่าคุยกันเร็วที่สุด

              นายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ ประธานคณะกรรมการความยั่งยืนทางธุรกิจ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองของ 2 พรรคที่มีผลต่อเศรษฐกิจ หาก ชัตดาวน์ลากยาวจะมีผลกระทบต่อประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะช่วงกลางเดือนเป็นช่วงเวลาที่สหรัฐต้องผลิตธนบัตร ดังนั้น หากสถานการณ์ชัตดาวน์นานไปจะทำให้สหรัฐอเมริกาถูกลดเครดิตถึงติดลบ ซึ่งตรงนี้กระทบไปทั่วโลกแน่ เนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลกต้องพึ่งเงินของอเมริกา โดยเฉพาะในส่วนของประเทศไทย การส่งออกจะกระทบแน่นอน หากนานไป ชัตดาวน์จะไม่กระทบแค่ข้าราชการอเมริกัน 8 แสนคน แต่มันกระทบไปเป็นวงกว้าง ดังนั้น ไม่ควรเอาการเมืองมาเล่นในลักษณะนี้ เชื่อว่ารีพับลิกันคงไม่ดึงดันแน่นอน