
'ปาตีเมาะ'สมาร์ทเลดี้แดนใต้ตัวจริง
ผลึกความคิดสมาร์ทเลดี้แดนใต้ 'ปาตีเมาะ เปาะอิแตดาโอะ' : สมชาย สามารถรายงาน
สังคมไทยในปัจุบันนี้ สตรีกำลังได้รับการยอมรับให้ขึ้นมายืนอยู่แถวหน้ามากขึ้น
ทว่า สตรีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ กลับประสบปัญหาและอุปสรรคที่ผิดแผกจากพื้นที่อื่น โดยเฉพาะปัญหาการไม่ยอมรับจากชุมชน การถูกกดทับจาก "อัตลักษณ์" ทั้งทางด้านวัฒนธรรมและศาสนา
แต่สำหรับ "ปาตีเมาะ เปาะอิแตดาโอะ" วัย 33 ปี ในฐานะผู้ก่อตั้งสมาคมผู้หญิงเพื่อสันติภาพสามจังหวัดชายแดนใต้ กลับเป็นหนึ่งในผู้ฉีกกรอบเดินหน้าสร้างบทบาทให้สตรีในพื้นที่ จนเป็นที่ยอมรับของสังคมได้อย่างไม่ยากเย็น หลังมุ่งเน้นขับเคลื่อนการช่วยเหลือ และให้กำลังใจสตรีด้วยกันมาร่วมทศวรรษ
โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก "ไฟใต้" โดยตรง
ปาตีเมาะ บอกที่มาที่ไปว่า เดิมทีก็แค่อยากให้กำลังใจตัวเองและครอบครัว ในฐานะผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ แต่ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะได้พัฒนาสตรีให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำท้องถิ่น ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาแล้วถึง 81 คน จากจำนวนสมาชิก 871 คน
"เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับสตรีมุสลิมในพื้นที่นี้ เพราะต้องฝ่ากระแสความเชื่อ และการกดทับทางด้านวัฒนธรรมที่ไม่เปิดโอกาสให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำเทียบเคียงผู้ชาย แต่วันนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ศักยภาพสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้ และมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อยกระดับและพัฒนาศักยภาพการเป็นผู้นำให้แก่สตรี" แกนนำองค์กรสตรีรายนี้ระบุ
ปาตีเมาะยังสะท้อนว่า จากความเชื่อและหลักคำสอนทางศาสนาที่บัญญัติว่า สตรีไม่สามารถเป็นผู้นำได้ ความหมายคือ ผู้นำในการละหมาด ผู้นำในการเป็นผู้บริหารระดับประเทศ แต่ไม่ได้พูดถึงการเป็นตัวแทนของประชาชน ทำให้ทุกพื้นที่ไม่ยอมรับศักยภาพ ทั้งๆ ที่มีความสามารถ
ส่วนใหญ่แล้วคนจะคิดว่าพื้นที่ไหนที่เลือกสตรีเข้ามาเป็นผู้นำ ถือว่าพื้นที่นั้นบาปทั้งชุมชน คนในชุมชนที่อยู่ภายใต้การปกครองก็บาปทั้งชุมชน ก็เลยทำให้คนมีความเชื่อแล้วไม่กล้าที่จะเลือกเป็นตัวแทน
ทั้งนี้ หากมองว่าอำนาจการตัดสินใจ หรือการปกครองอะไรก็ตาม การแก้ปัญหาอะไรก็ตามเป็นหน้าที่ของผู้ชาย สตรีมีบทบาทแค่ในบ้าน ไม่มีปาก ไม่มีเสียง ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีที่ยืน ทั้งที่พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาจริงๆ คือ สตรี ซึ่งจะต่างกับสตรีในภาคอื่นๆ ที่ผู้ชายเป็นเสาหลักของครอบครัว แต่ที่นี่ 80% สตรีคือ เสาหลักของครอบครัว ต้องหารายได้เลี้ยงดูสามี ลูก แบกรับภาระทุกอย่าง เมื่อมีอะไรมากระทบ ก็ไม่มีโอกาสที่จะไปนำเสนอปัญหา เพื่อร่วมเสนอแนวทางแก้ไข จึงต้องลุกขึ้นมาส่งเสียงว่า ได้รับผลกระทบอย่างไร แล้วอยากมีพื้นที่เพื่ออะไร
คนแกร่งใจหัวใจกล้ารายนี้อธิบายว่า แรกเริ่มในการเข้ามามีบทบาทในสังคมนั้น จะใช้กลยุทธ์อธิบายให้คนในพื้นที่เข้าใจ แม้จะถูกต่อต้านจากผู้นำต่างๆ ว่าเป็นการปลุกระดมให้สตรีปีกกล้าขาแข็งทัดเทียมผู้ชาย แต่มักจะไม่ตอบโต้ เพียงแต่หันมาใช้วิธีปรึกษาจุฬาราชมนตรี และผู้รู้ทางศาสนาที่เป็นสายกลางจริงๆ ซึ่งเขาก็ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า สามารถทำได้
“เวลาลงพื้นที่ไหน มักจะมีแรงเสียดทานสูงมาก ก็เชิญผู้นำศาสนาไปด้วย คนพื้นที่จะเชื่อผู้นำศาสนา เป็นผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดอย่างมาก แต่วงที่สำคัญที่สุดคือ ร้านน้ำชา เพราะเป็นวงเสวนาของผู้ชายที่มีประเด็นทางการเมือง ประเด็นต่างๆ ซึ่งผู้ชายสามารถนั่งได้ทั้งวัน เมื่อได้พูดคุยกัน เขาก็เริ่มมองเห็นศักยภาพ จากนั้นผู้นำชุมชนก็จะพาเราเข้าไปสู่วงร้านน้ำชา ซึ่งจะมีผู้ชายทั้งหมด โดยวัฒนธรรมแล้วร้านน้ำชานั้น ผู้หญิงกับผู้ชายจะถูกแบ่งโซน ร้านน้ำชาเป็นโซนของผู้ชาย ถ้าเมื่อไหร่มีสตรีไปนั่งเป็นเรื่องแปลก ยอมรับไม่ได้"
จากจุดนี้ถือว่าจุดเริ่มต้นที่ดี ปาตีเมาะบอกว่า เริ่มสร้างความสัมพันธ์ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ทุกคนเริ่มรู้จัก ครั้งที่ 3 เริ่มเปิดประเด็น ครั้งที่ 4 ก็เชิญชวน ครั้งที่ 5 เริ่มให้เขารู้ว่าเรามีความสามารถ ครั้งที่ 6 พอมีพื้นที่ก็พยายามผลักดันให้เข้ามานั่งในเวที ทั้งเวทีประชาคมหมู่บ้าน หรือเวทีอะไรก็ตาม ครั้งแรกอาจจะไม่กล้าส่งเสียง แต่พอมาถึงครั้งต่อๆ ไป เราต้องหนุนเสริมให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในเวทีการเมืองหลากระดับ
ผลลัพธ์ดังกล่าว แกนนำสตรีรายนี้ยังชี้ให้เห็นว่า จากจำนวน 81 คน ของสตรีที่ผลักดันให้เข้ามามีบทบาททางการเมือง เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ชายก็ค่อนข้างชัด คือ ผู้ชายจะคิดในเชิงโครงสร้าง การแก้ปัญหาเรื่องถนน น้ำประปา แต่เราจะนึกถึงเรื่องการส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาศักยภาพ การฝึกอบรม ฯลฯ นี่คือความคิดที่แตกต่างกันค่อนข้างชัด
ส่วนการก้าวสู่ผู้นำทางการเมือง จะมีส่วนช่วยให้สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้นได้หรือไม่นั้น เธอยืนยันว่า สิ่งที่รู้สึกได้และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ สตรีจะไม่ใช้ความรุนแรง แล้วส่งเสริมการพูดคุย ไกล่เกลี่ย โดยไม่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง แม้จะมีความขัดแย้งในชุมชนทั้งปัญหาส่วนตัว หรือเรื่องอะไรก็ตาม ผู้นำสตรีจะเรียกมาไกล่เกลี่ย ถ้าแก้ระดับชุมชนไม่ได้ ก็อาศัยทางอำเภอ หรือให้คนที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับมาเป็นคนกลางแทน
"ความขัดแย้งมักจบที่ไม่ใช่แค่แพ้ ชนะ แต่เป็นชนะกับชนะ แม้ว่าความรู้สึกอาจจะไม่ 100% ทั้งสองฝ่าย แต่ก็นำไปสู่ความพึงพอใจ พื้นที่เหล่านั้นก็จะมีสถิติของการใช้ความรุนแรงลดลง ที่ชัดอีกอย่างสำหรับพื้นที่ที่มีสตรีเป็นผู้นำ อัตราการติดยาเสพติดของเยาวชนน้อยมาก เพราะจะใช้ฐานะความเป็นแม่ พยายามย้ำอยู่ตลอดเวลา ความเป็นแม่สามารถพูดกับเยาวชนได้มากกว่า แต่ผู้นำที่เป็นผู้ชาย คือ ยังไม่ได้พูด หรือพูดก็จะใช้ความรุนแรงมาก่อน เลยทำให้การแก้ปัญหานี้ไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร"
การผันตัวเองมาเป็นผู้นำสตรีชายแดนใต้ตัวจริงในวันนี้ ท่ามกลางขวากหนามนานาชนิดได้แล้วก็ตาม แต่ก็ยังย้ำว่า ทุกอย่างจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ คงต้องทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ถ้าเราหยุดก็ต้องมีตัวแทน นั่นคือต้องสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาให้ส่งเสียง สร้างพลัง และต้องปลุกคนในสังคมให้ตื่นอยู่เสมอ
เหล่านี้แม้จะเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของผลึกความคิด จาก "เหยื่อไฟใต้" คนหนึ่งก็ตาม แต่ในมุมของคนปลายด้ามขวานยามนี้ถือว่าไม่ธรรมดา
กด "ไลค์" ให้ในฐานะ "สมาร์ทเลดี้" ตัวจริงเสียงจริงโดยแท้ !!!
..............
(หมายเหตุ : ผลึกความคิดสมาร์ทเลดี้แดนใต้ 'ปาตีเมาะ เปาะอิแตดาโอะ' : สมชาย สามารถรายงาน)



