
'พท.'เล็งแจ้งความคนขวางทูลเกล้าฯ
'พท.' เอาจริง เล็งแจ้งความคนขวางนำร่างรธน.ขึ้นทูลเกล้าฯ ตามประมวล กม.อาญา ม.157
1 ต.ค. 56 นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. กล่าวถึงกรณีที่นายโภคิน พลกุล คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ระบุว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.ไว้ตรวจสอบเข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ว่า ขณะนี้ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยกำลังพิจารณารวบรวมข้อมูลการใช้อำนาจมิชอบของกลุ่มบุคคลที่ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาทิ กลุ่ม 40 ส.ว. พรรคประชาธิปัตย์ และศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ข้อหาใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ โดยเฉพาะกรณีที่ไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งชะลอการนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ พรรคกำลังประมวลพฤติกรรมต่างๆ รอให้ความผิดสำเร็จก่อน จึงจะดำเนินการเอาผิด เช่น ถ้ากลุ่ม 40 ส.ว.ไปยื่นยับยั้งไม่ให้ทูลเกล้าฯ และศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณาอีก ก็ถือว่าเข้าข่ายขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญที่ทำตามกระบวนการกฎหมายอย่างถูกต้อง เนื่องจากฝ่ายหนึ่งทำตามกฎหมายอย่างถูกต้อง แต่อีกฝ่ายยังหน่วงรั้งไม่เลิกรา
นายสามารถ กล่าวอีกว่า หากศาลรัฐธรรมนูญยังรับคำร้องกรณีที่กลุ่ม 40 ส.ว.ขอให้ยับยั้งการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ร่างแก้รัฐธรรมนูญ ก็มีสิทธิถูกดำเนินคดีตามมาตรา 157 เพราะเป็นการรับคำร้องโดยไม่มีอำนาจ เพราะกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า เมื่อกฎหมายผ่านวาระ 3 ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน 20 วัน เข้าข่ายการใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ มีสิทธิถูกแจ้งจับหรือเข้าชื่อถอดถอนได้ทั้งผู้ยื่นคำร้องและผู้รับคำร้อง ถ้ายังเล่นกันไม่เลิกก็ไม่ต้องให้เกียรติกันแล้ว ที่ผ่านมาเราให้เกียรติมาตลอด เมื่อสั่งให้แก้ไขเป็นรายมาตรา เราก็ปฏิบัติตามแต่ก็ยังมีปัญหาตามมาอีก ทั้งนี้ ไม่ถือว่าเป็นการกดดันการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ มีแต่ศาลที่กดดันรัฐสภาและฝ่ายบริหาร ขอให้มองตรงข้ามบ้าง ส่วนการเข้าชื่อถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ดูเส้นทางแล้วแจ้งความดำเนินตามมาตรา 157 ทำได้ง่ายกว่า เพราะการยื่นถอดถอนใช้เวลาดำเนินการนาน แต่เมื่อเราแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจแล้ว ก็ส่งเรื่องให้อัยการส่งต่อให้ศาลยุติธรรมตัดสิน ซึ่งถือเป็นคนกลางให้มาคอยถ่วงดุลอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ



