ข่าว

'ปู'ยัน!ทูลเกล้าฯทำถูกต้องทุกขั้นตอน

'ปู'ยัน!ทูลเกล้าฯทำถูกต้องทุกขั้นตอน

01 ต.ค. 2556

'นายกฯ'ระบุขณะนี้อยู่ในขั้นตอนนำร่างแก้'รธน.'ขึ้นทูลเกล้าฯ ย้ำขั้นตอนทุกอย่างถูกต้อง เป็นไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญแล้ว

                   1 ต.ค.56 เมื่อเวลา 12.30 น.  น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ประเด็นที่มาของ ส.ว. ว่า ในเบื้องต้นฝ่ายเลขาธิการ ครม.ได้รับเรื่องจากทางรัฐสภาแล้ว โดยฝ่ายเลขาฯครม. ได้ร่วมตรวจสอบกับคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งขั้นตอนทุกอย่างถูกต้อง เป็นไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญแล้ว ดำเนินการเรียบร้อย

                   ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายความว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการนำขึ้นทูลเกล้าฯใช่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ใช่ค่ะ ทางฝ่ายเลขาครม.ได้ตรวจสอบทุกอย่างถูกต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นก็ต้องทำตามหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ ในการนำเสนอ”

                   เมื่อถามว่า ห่วงหรือไม่ว่าจะเกิดปัญหาตามมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ในส่วนของรัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เราเองต้องตรวจสอบในแง่การทำงานให้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

                เมื่อถามว่า ผลสุดท้ายแล้วศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาไปในทางที่เป็นผลลบต่อรัฐบาล ซึ่งฝ่ายค้านและกลุ่ม 40 ส.ว. เรียกร้องให้นายกฯ รับผิดชอบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องเรียนว่านายกฯในฐานะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ และเป็นผู้นำทูลเกล้าตามรัฐธรรมนูญ จริงๆแล้วก็มีกฎหมายหลายฉบับที่นายกฯต้องปฏิบัติตาม ฉะนั้นส่วนนี้ก็เป็นอำนาจที่จะต้องตัดสินใจของรัฐสภา ขออนุญาตต้องแยกงานกัน เพราะในส่วนของฝ่ายบริหารและหน่วยงานของรัฐสภาหน้าที่นายกฯก็มีหน้าที่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น

                เมื่อถามว่า ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนภายใน 20 วัน ใช่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ใช่ค่ะ เราได้มีการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ซึ่งได้รับการยืนยันว่าถูกต้องตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ

                เมื่อถามว่า วันนี้จะยื่นทูลเกล้าฯเลยหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ “เรียบร้อยแล้วค่ะ อยู่ในขั้นตอนของฝ่ายเลขาฯครม. ขอบคุณนะคะ”

 

 

"นพดล"ชี้ศาลรธน.ไม่ใช่องค์กรพิเศษที่ทำอะไรได้ตามอำเภอใจ

 

               นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภากำลังดำเนินการอยู่นั้นทำไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า สามารถแก้ไขเป็นรายมาตรา ฝ่ายนิติบัญญัติกำลังใช้เอกสิทธิ์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กำลังทำหน้าที่ตามหลักแบ่งแยกอำนาจคือ การตรวจสอบและคานกัน อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ต้องถือดาบคนละเล่ม ไม่ให้ใครถือทั้ง 3 ดาบ หากศาลรัฐธรรมนูญมาคร่อมอำนาจก็จะมีปัญหาทางการเมืองและถูกวิพากษ์วิจารณ์ หากวินิจฉัยออกมาไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญก็ต้องรับผิดชอบ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่องค์กรพิเศษที่จะทำอะไรตามอำเภอใจ หวังว่าท่านจะใช้ดุลพินิจที่ถูกต้องในภาวะที่บ้านเมืองร้อนระอุ

               "สำหรับการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 154 นั้นชัดเจนว่าทำไม่ได้ เพราะลำดับชั้นของกฎหมายมันต่างกัน กรณีนี้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เหมือนพญานาค แล้วจะเอาอำนาจการตรวจสอบแค่ร่าง พ.ร.บ.ที่เปรียบแป็นแค่งูมาใช้ไม่ได้ วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ กับกลุ่ม 40 ส.ว.ทำงานสอดผสานกันอย่างชัดเจน แสดงออกให้ทุกคนเห็นว่ากำลังร้อนใจถ้าบ้านเมืองจะกลายเป็นประชาธิปไตย พยายามถ่วงรั้งทำให้กลไกทุกอย่างที่จะสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงเกิดความล่าช้า การกระทำแบบนี้ประชาชนดูออกและจะตัดสินใจในวันเลือกตั้ง แต่กลุ่ม 40 ส.ว.คงไม่รู้จักการเลือกตั้ง เพราะลากตั้งเข้ามา วันนี้ฝ่ายค้านฟ้องศาล แต่รัฐบาลฟ้องประชาชน" นายนพดล กล่าว

 

 

 "สุรนันทน์" เผย "นายกฯ" ลงนามแก้รธน.ที่มา ส.ว.แล้ว ยัน ไม่เป็นปัญหาภายหลัง

                

               นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการทูลเกล้าฯ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.ว่า ขณะนี้ทางเลขาธิการคณะรัฐมนตรีร่วมกับเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ทำเอกสารเรียบร้อยแล้ว และนายกฯ ได้ลงนามทูลเกล้าฯถวายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ เลขาครม.จะเป็นผู้ที่ประสานงานกับสำนักพระราชวัง ตามขั้นตอนของธุรการที่เสนอขึ้นไป ส่วนจะเป็นอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่ระบุไว้

               เลขาธิการนายกฯ กล่าวต่อว่า การลงนามครั้งนี้ทาง เลขาครม.และเลขากฤษฎีกามีความเห็นที่ชัดเจน ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้มีการบัญญัติไว้ โดยเฉพาะในหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามมาตรา 291 ได้บัญญัติว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้ ใน (7) เมื่อการลงมติได้เป็นไปตามที่กล่าวแล้ว ให้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และให้นำบทบัญญัติมาตรา 150 และมาตรา 151 มาบังคับใช้โดยอนุโลม ดังนั้นความเห็นคือ มาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติหลักเกณฑ์และวิธีการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยนำเฉพาะมาตรา 150 และ 151 มาใช้บังคับเท่านั้น มิได้บัญญัติให้นำมาตราอื่นใดมาบังคับด้วย การดำเนินการหลังที่รัฐสภาเห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแล้ว นายกฯจึงมีหน้าที่นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายใน 20 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นจากรัฐสภา เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไปตามมาตรา 150 ของรัฐธรรมนูญ

               นอกจากนี้ กฤษฎีกายังมีความเห็นด้วยว่าสำหรับกรณีที่ ส.ส. และส.ว. ได้เสนอเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยตาม มาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญนั้น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ดังกล่าวมิได้บัญญัติให้ระงับการดำเนินการตามมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ และมิใช่กรณีตามมาตรา 154 ของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งในมาตรา 154 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการตราพระราชบัญญัติที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ มิได้บัญญัติให้มาบังคับใช้ด้วยแต่ประการใด ทั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2554 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 กรณีร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามมาตรา 154 (1) ว่า กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในกรณีนั้น ว่า มาตรา 291(7) ได้บัญญัติให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการตราพระราชบัญญัติเฉพาะ มาตรา 150 และมาตรา 151 มาบังคับใช้โดยอนุโลม มิได้บัญญัติให้นำมาตรา 154 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการตราพระราชบัญญัติให้ขัดหรือแย้งต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรวินิจฉัยมาบังคับใช้ ดังนั้นเมื่อพิจารณาบทบัญญัติประกอบกันแล้ว กรณีตามคำร้องนี้จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 (1) ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับวินิจฉัยได้ ซึ่งนี่เป็นคำวินิจฉัยเดิมเมื่อปี 2554 ฉะนั้นเมื่อคำวินิจฉัยนั้นเป็นบรรทัดฐาน ครั้งนี้ก็เชื่อว่าจะเป็นไปตามนั้น คือใช้มาตรา 150, 151 โดยอนุโลม ทำให้ความเห็นที่นายกฯ พิจารณาแล้ว และได้ลงนามทูลเกล้าฯ ถวายแล้ว

               นายสุรนันทน์ กล่าวต่ออีกว่า ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 154 ยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ร้องขอให้ระงับการนำทูลเกล้าฯนั้น ขณะนี้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังไม่ได้แจ้งมายังนายกฯ เมื่อถามว่า ในกรณีมาตรา 154 สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ไม่ได้มีการนำทูลเกล้าฯ แต่ทำไมรัฐบาลจึงทูลเกล้าฯ นายสุรนันทน์ กล่วาว่า ครั้งนั้นศาลไม่รับฟ้อง แต่ครั้งนี้ในส่วนของคณะกรรมการกฤษฏีกามีความชัดเจนว่า ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯได้ อีกทั้งนายกฯไม่มีทางเลือกเพราะเมื่อรัฐสภาได้พิจารณาเสร็จสิ้น นายกฯต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 20 วัน

               เมื่อถามว่าอย่างร่าง พ.ร.บ.งบ 57 ซึ่งเลยเวลา 20 วันมาแล้ว ก็ไม่มีการนำทูลเกล้าฯแล้วทำไมการแก้รัฐธรรมนูญจึงต้องรีบ นายสุรนันทน์ กล่วาว่า เรื่องร่าง พ.ร.บ.อะไรที่อาจจะขัดรัฐธรรมนูญ ก็มีบทบัญญัติชัดเจน แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บอกถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นคนละเรื่องกัน ถ้าอำนาจของปวงชนชาวไทยไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ตนคิดว่าประเทศนี้ก็อาจจะเหนื่อยหน่อย ตอนเราจึงได้ทำตามขั้นตอนของกฎหมาย ในที่สุดแล้วศาลจะมีการวินิจฉัยอย่างไร ก็ค่อยมาดูแล้วตีความกันต่อ แต่โดยทางกฎหมายไม่ได้มีข้อขัดแย้งอะไรกันทั้งสิ้น เพราะแต่ละคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง เมื่อรัฐสภาทำหน้าที่ครบถ้วนกระบวนความ นายกฯเองก็มีหน้าที่ทำตามบัญญัติรัฐธรรมนนูญ

               "ถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นที่แตกต่าง เราก็ต้องมาพิจารณากันว่า คำวินิจฉัยนั้นเป็นอย่างไร เพราะการตีความกฎหมายนั้นมีหลากหลาย แต่ผมคิดว่าไม่ว่าใครจะตีความกฎหมายอย่างไร ก็ต้องทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ อย่าให้ประเทศถึงทางตัน" นายสุรนันทน์ กล่าว

               เมื่อถามว่า จะมีปัญาหาในเรื่องของความเหมาะสม และส่งผลกระทบต่อพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือไม่ นายสุรนันทน์ กล่วาว่า เรื่องนี้เป็นไปตามข้อกฎหมาย เป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่นายกฯต้องทำ และไม่มีใครต้องการให้ส่งผลกระทบต่อสถาบัน หรือทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท และอย่าเพิ่งไปคิดว่าจะเกิดปัญหา ไม่มีการโยนปัญหาให้กับสถาบัน ทุกคนทำหน้าที่ตัวเอง