ข่าว

มองคนละมุม'แม้ว'กรุยทาง'ปู'โกอินเตอร์

มองคนละมุม'แม้ว'กรุยทาง'ปู'โกอินเตอร์

01 ต.ค. 2556

'กษิต-นพดล'มองคนละมุมโลก 'แม้ว'กรุยทาง'ปู'โกอินเตอร์ : หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ/ทินกร เชาวน์ชื่น/สมถวิล เทพสวัสดิ์/นันทิดา พวงทองรายงาน

              “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” คือนายกรัฐมนตรี ที่สร้างสถิติในรอบ 25 เดือนที่ผ่านมา เธอเหยียบมาแล้ว 43 ประเทศ รวม 56 ทริป บ้างก็ว่า นี่คือยุทธศาสตร์ “โลกล้อมไทย” บ้างก็ว่า เป็นผลงานของบริษัทล็อบบี้ยิสต์ในเครือข่าย “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยเพราะระหว่างทางได้ปรากฏเงา “นายกฯ ผู้พี่” นำร่อง-นำหน้า “นายกฯ น้อง” ไม่ต่ำกว่า 16 ประเทศ

              “เครือเนชั่น” จึงนัดสนทนาแบบต่างกรรมต่างวาระกับ “อดีต รมว.ต่างประเทศ” 2 คนจาก 2 พรรค คือ “กษิต ภิรมย์” และ "นพดล ปัทมะ" เพื่อไขข้อข้องใจในยุทธศาสตร์การต่างประเทศของรัฐบาลยิ่งลักษณ์


กษิต ภิรมย์ อดีตรมว.ต่างประเทศ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

00 หลักเกณฑ์ในการเดินทางไปเยือนประเทศของนายกฯ คืออะไร

              มี 5 เหตุผล คือ 1.ไปแนะนำตัวในโอกาสรับตำแหน่งใหม่ 2.ไปเพราะห่างเหินกันมานาน 3.ไปเพราะมีประเด็นคอขาดบาดตาย 4.ไปเพราะความสัมพันธ์ราบรื่นจะมีความร่วมมือกัน และ5.ไปงานประชุมประจำต่างๆ แต่การไปต่างประเทศของคุณยิ่งลักษณ์ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ ไม่ค่อยตรงประเด็น ดูพร่ำเพรื่อและไม่มีจุดหมายแน่นอน

00 ตัวชี้วัดความสำเร็จในการเยือนต่างประเทศของนายกฯ ประกอบด้วยอะไรบ้าง

              มันต้องอยู่ที่เป้าหมาย ผมไม่สนใจว่าไปแล้วกลับมาเล่าอะไร แต่สนใจว่า ก่อนไปจะไปทำอะไร เช่น ผมไปวาติกันเพื่อปรึกษาเรื่อง interface dialogs (การเสวนาระหว่างคนต่างความเชื่อถือ) ให้อยู่ร่วมกันได้ในพหุสังคม ส่วนคุณยิ่งลักษณ์ไปเพื่อเชิญพระสันตะปาปาเสด็จมาไทย หรือไปปากีสถานเพื่อบอกว่าอยากร่วมกันผลิตอาวุธ แล้วอินเดียกับบังกลาเทศเขาว่าอย่างไรล่ะ มันเหมาะสมหรือไม่

00 ประเมินว่าทริปไหนของคุณยิ่งลักษณ์ที่ประสบความสำเร็จบ้างและอย่างไร

              ผมไม่คิดว่ามีอะไรจับต้องได้ เรามีอะไรจะไปโชว์นอกจากความงดงามและการแต่งตัวสวยของคุณยิ่งลักษณ์

00 อย่างน้อยก็ประสบความสำเร็จในแง่การได้สร้างชื่อในเวทีโลกหรือเปล่า

              มันต้องสร้างชื่อให้ประเทศไทย นายกฯ ไม่มีหน้าที่ใช้เงินหลายสิบล้านบาทเพื่อประชาสัมพันธ์ตัวเอง

00 แต่คุณยิ่งลักษณ์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลของโลกจาก 3 นิตยสารใหญ่ อะไรทำให้สื่อโลกให้พื้นที่กับนายกฯ

              พวกเขาอาจดูผิวเผินว่าคุณยิ่งลักษณ์มาจากการเลือกตั้ง ดูจากมือในสภา จากคะแนนเสียง 19 ล้านเสียงที่โหวตให้ ส่วนพี่ชายจะไปจ้างบริษัทที่ปรึกษาโฆษณาให้น้องสาวหรือไม่ อันนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง

00 มองอย่างไรที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มักเดินทางไปเยือนหลายประเทศก่อนคณะนายกฯ

              ก็ไปปูทาง แล้วให้น้องมาเจิมความชอบธรรมไง ก็เป็นสิ่งที่สังคมสงสัยว่า ทำไมพี่น้องต้องเดินตามกันไป ทางมารยาทไม่เคยเกิดขึ้นเลย โทนี แบล์ร (อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ) บารัก โอบามา (ประธานาธิบดีสหรัฐ) เขาจะไม่ทำแบบนี้กับพี่น้องของเขาเด็ดขาด เพราะมันผิดหลักจริยธรรมและหลักประชาธิปไตย

00 พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่านี่เป็นการทูตแบบใหม่

              ไม่มีครับ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักโทษหนีคดี เขาไม่มีตำแหน่งในรัฐบาลไทย เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมและภาคประชาชนต้องปฏิเสธ

00 คำกล่าวปาฐกถาของคุณยิ่งลักษณ์ในหลายเวทีส่งผลต่อการเมืองภายในประเทศหรือไม่

              มันแล้วแต่ว่าใครไปนั่งฟัง อย่างคำปาฐกถาที่มองโกเลีย (มีประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต 91 ศพกลางกรุงเทพฯ จากเหตุการณ์พฤษภาคม 2553) เรื่องนี้กระบวนการยุติธรรมกำลังดำเนินการอยู่ ยังไม่ยุติ ผมถามว่า ทำไม โคฟี อันนัน (อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ) กับโทนี แบลร์ ถึงอ่านรายงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธานล่ะ ทำไมทั้ง 2 คนบอกให้คุณยิ่งลักษณ์ดำเนินการตามข้อเสนอ คอป. ดังนั้นเวลาพูดป้ายสีก็พูดได้ ณ เวลานั้น แต่มันมีข้อมูลเป็นอื่น และสะท้อนกลับมาที่ภาวะผู้นำ หากไปพูดอะไรไม่ตรงความจริง หรือเสี่ยงตีความ มันก็เป็นปัญหา


นพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

00 หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกประเทศที่นายกฯ จะเดินทางไปเยือนคืออะไร

              ไม่ได้เลือก เพราะตั้งใจไปเที่ยวประเทศนั้น แต่เลือกเพราะมีประเด็นในเชิงยุทธศาสตร์ที่จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศไทย ทั้งเรื่องการค้า การลงทุน ตลาด ความสัมพันธ์ ส่วนความสำเร็จประเมินได้จากจำนวนข้อตกลงที่ไทยลงนามกับต่างประเทศ มูลค่าการค้าขายที่เพิ่มขึ้น และการกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

00 การมีชื่อคุณยิ่งลักษณ์ปรากฏในเวทีโลก นับเป็นความสำเร็จประการหนึ่งด้วยหรือไม่

              ถือว่าเป็นความสำเร็จส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ความสำเร็จส่วนตัวว่ามีคนตระกูลชินวัตรไปมีบทบาทในเวทีโลก แต่ไปในนามของนายกฯ ประเทศไทย

00 สาเหตุที่ต่างประเทศเชิญให้คุณหญิงลักษณ์ไปเยือน เป็นเพราะเป็นผู้นำหญิง หรือเพราะนามสกุล “ชินวัตร”

              เพราะเป็นผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนที่คนคิดว่าเป็นฝีมือของล็อบบี้ยิสต์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณจ้างไว้ 4 บริษัทนั้น ผมไม่มีข้อมูล แต่เท่าที่คุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ท่านไม่ได้จ้างแล้ว เพราะไม่มีความจำเป็นต้องล็อบบี้อะไรช่วงนี้ ท่านเดินทางไปประเทศมหาอำนาจได้ตั้งแต่ยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์แล้ว รัฐบาลปัจจุบันไม่ได้ช่วยท่าน

00 ภาพที่ออกมาคล้ายพ.ต.ท.ทักษิณไปกรุยทางให้ก่อน แล้วคุณยิ่งลักษณ์ก็ยกคณะตามไป

              ปฏิเสธไม่ได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เดินทางไปหลายประเทศ บางครั้งก็ใกล้เคียงกัน แต่ไม่เคยอยู่ในประเทศเดียวกัน ณ เวลาเดียวกันกับนายกฯ เพราะไม่อยากให้เป็นประเด็นทางการเมือง ส่วนการหารือคงมีบ้าง เพราะท่านเป็นที่ปรึกษา และ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ”

00 เหตุผลสำคัญที่นายกฯ ไปเยือนประเทศทาจิกิสถาน ซึ่งเป็นประเทศสุดท้ายที่ พ.ต.ท.ทักษิณไปก่อนถูกปฏิวัติปี 2549 กับประเทศมอนเตเนโกร ประเทศแรกที่ให้หนังสือเดินทางพ.ต.ท.ทักษิณหลังถูกยึดหนังสือเดินทางไทยคืออะไร

              มอนเตเนโกร วาระหลักคือ การยกเลิกวีซ่าให้เจ้าหน้าที่ที่ถือพาสปอร์ตการทูตและราชการ และเป็นการเปิดตลาดในคาบสมุทรบอลข่าน ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไทยส่วนหนึ่ง ส่วนทาจิกิสถานเข้าใจว่าไปคุยเรื่องน้ำ และตอบแทนที่ประธานาธิบดีเขามาประชุมเรื่องน้ำที่ไทย

00 ช่วยขยายความคำว่า “การทูตแบบใหม่” ของพ.ต.ท.ทักษิณหน่อยว่าหมายถึงอะไร

              ก็ต้องยอมรับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เหมือนสารานุกรม หากใครอยากได้รับความรู้ รับคำปรึกษา ก็แค่โทรไปหาท่าน กอปรกับความรู้สึกดีๆ ที่ผู้นำต่างประเทศมีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณมันก็ทำให้งานรัฐบาลนี้ราบรื่นขึ้น วันนี้ท่านมีทุกอย่างแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อประโยชน์ทับซ้อน ถ้ามีผลประโยชน์ทับซ้อน พ.ต.ท.ทักษิณต้องไปทีหลังสิ

00 การกล่าวสุนทรพจน์ที่แหลมคมทางการเมืองในเวทีโลก มีจุดประสงค์หลักคืออะไร

              อันนี้ขึ้นอยู่กับกาลเทศะที่ไป อย่างตอนพูดเรื่องประชาธิปไตยที่ประเทศมองโกเลีย สะท้อนว่าประสบการณ์ทางการเมืองจะยาวหรือสั้น ไม่สำคัญเท่าตัวตนและแนวคิดของผู้นำว่าคิดในแต่ละประเด็นอย่างไร

00 อยู่ประเทศไทยคุณยิ่งลักษณ์ไม่ค่อยพูดถึงพี่ แต่กลับไปพูดในเวทีระหว่างประเทศ อันนี้เกิดจากจิตใต้สำนึกในฐานะน้องหรืออะไร

              คนต่างชาติรู้เรื่องเมืองไทยไม่เท่าคนไทย ดังนั้นก็ต้องชี้แจงให้เขารู้เรื่อง และจิตสำนึกนายกฯ รักพี่ชายแน่นอน รักมากด้วย แต่ท่านเป็นคนรู้ความเร่งด่วนในแต่ละช่วงเวลา ท่านไม่ได้ใช้สถานะทำงานให้พ.ต.ท.ทักษิณ หรือตระกูลแน่

00 การโกอินเตอร์ช่วยให้เรตติ้งคุณยิ่งลักษณ์ในประเทศดีขึ้นหรือไม่

              นายกฯ คงไม่ได้มองความนิยมทางการเมืองในประเทศเป็นหลัก ผมคิดว่าไม่ว่าท่านใช้ความสำเร็จในเวทีนานาชาติมาทำให้เป็นนางเอกในสายตาชนชั้นกลาง มันไม่ใช่ยุทธศาสตร์ “โลกล้อมไทย” ไม่มีหรอก


เอกชนร่วมคณะนายกฯหวังผลระยะยาว

              กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ สรุปผลการร่วมคณะนายกรัฐมนตรีตั้งแต่เดือนมีนาคม 2555 ถึงเดือนกรกฎาคมปีนี้ ภาคเอกชนร่วมคณะ 18 ครั้ง ใน 26 ประเทศ โดยรัฐบาลเชิญทั้งคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย สภาธุรกิจ สมาคมการค้าและบริษัทเอกชน โดยการเยือนญี่ปุ่นได้เชิญผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อาหาร ปิโตรเคมีและค้าปลีก ขณะที่การเยือนเกาหลีใต้เชิญผู้ประกอบการบริหารจัดการน้ำ ธุรกิจบันเทิง ท่องเที่ยว การแพทย์ และศัลยกรรม การเยือนกาตาร์ และบาห์เรน เชิญผู้ประกอบการพลังงานและก่อสร้าง

              เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติครั้งที่ 66 ที่สหรัฐ ได้เชิญผู้ประกอบการการเงิน การธนาคาร ตลาดทุน เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ อาหารและพลังงานร่วมคณะ เดือนตุลาคม ร่วมประชุมสุดยอดความร่วมมือเอเชีย ที่คูเวต เชิญผู้ประกอบการพลังงาน อาหาร การแพทย์และก่อสร้างไปด้วย เดือนธันวาคม เยือนเขตเศรษฐกิจทวาย ประเทศพม่า โดยกระทรวงการต่างประเทศ และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เชิญผู้ประกอบการ 27 ราย ส่วนการเยือนจีนเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ถือเป็นคณะที่เชิญเอกชนร่วมไปด้วยมากที่สุด 109 ราย

              การเยือนแต่ละครั้งภาคเอกชนจะได้เจรจาและตกลงธุรกิจ โดยบริษัทกันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมผลิตสารคดีกับผู้ผลิตสื่อบันเทิงของเกาหลีใต้ บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด ซื้อธุรกิจไร่อ้อย Malborough Plantation เพื่อขยายฐานการผลิตน้ำตาลในออสเตรเลีย โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราได้รับข้อเสนอโครงการพัฒนาธุรกิจโรงแรม 5 ดาว ที่กรุงลอนดอน จาก Property Investment Advisor บริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับบริษัทภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมของมองโกเลีย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หารือขายน้ำมันแปรรูปให้ศรีลังกาได้ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้หารือกับรัฐบาลบังกลาเทศเรื่องการลงทุนก่อสร้างทางยกระดับเชื่อมสนามบินกับพื้นที่ชั้นในของกรุงธากา

              นอกจากนี้ กกร.ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับองค์กรเอกชนหลายประเทศเพื่อเพิ่มความร่วมมือสนับสนุนการค้า เช่น สภาการค้าและอุตสาหกรรมแห่งมองโกเลีย หอการค้าโปแลนด์ สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งพอร์ตมอร์สบี (ปาปัวนิวกินี)

              นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท.มองว่า เมื่อรัฐบาลเป็นด่านหน้าไป จะทำให้เอกชนไทยเข้าถึงหน่วยงานรัฐและเอกชนของต่างประเทศได้มากขึ้น เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูล การจับคู่ธุรกิจ ล่าสุดวันที่ 8-15 กันยายน ที่ผ่านมา กกร.ได้ลงนามกับสภาหอการค้ามอนเตเนโกร หอการค้าสวิส-เอเชีย และสภาอุตสาหกรรมอิตาลี ทั้งนี้ภาคเอกชนที่ร่วมคณะจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าในระยะยาว


ปณิธานชี้ดาบสองคมจี้ตรวจสอบทริปนายกฯ

              รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ปกติวัตถุประสงค์การเดินทางของผู้นำประเทศเพื่อเยือนประเทศต่างๆ มี 3 ลักษณะ คือ 1.กระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศใกล้ชิดในอาเซียน เพื่อแนะนำตัวในฐานะเป็นผู้นำคนใหม่ 2.ไปเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ เปิดตลาดการค้า การลงทุน แก้ไขปัญหาการเมือง ซึ่งลักษณะนี้ต้องใช้เวลาเตรียมตัวนานก่อนที่จะเดินทางไปเยือน ต้องประชุมครม.แต่งตั้งคณะทำงาน ขึ้นมาเพื่อเตรียมแผนงานที่จะไปพูดคุยเรื่องนั้นๆ ถ้าเดินทางไปก่อนแล้วมาตั้งคณะทำงานภายหลังสิ่งที่ไปเจรจาจะประสบความสำเร็จน้อยมาก เพราะถ้าเปลี่ยนรัฐบาลอาจไม่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง อย่างเช่น การแก้ปัญหาตามแนวชายแดน ที่ผู้นำไปเป็นสักขีพยานการประชุมสุดยอดหลังแก้ไขปัญหาได้แล้ว ที่เรียกว่าเวิร์กกิ้งทริป (Working trips) 3.เป็นการเดินทางลักษณะโรดโชว์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาคนในประเทศ ไม่เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ประเทศ เพราะเป็นการเยือนโดยไม่มีเหตุผล แต่ผู้นำอาจถูกมองว่าได้รับการตอบรับจากผู้นำหลายประเทศที่เดินทางไปเยือน ซึ่งการเยือนลักษณะนี้เสียงบประมาณหรือค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่ได้ประโยชน์เฉพาะทางการเมือง

              "การเป็นผู้นำคนใหม่การเดินทางไปแนะนำตัวกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถือเป็นธรรมเนียม และการเดินทางไปเยือนต่างประเทศให้สังเกตดูว่าเมื่อจะเดินทางไปต่างประเทศ หากต้องการไปแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ หรือแก้ไขปัญหาชายแดน ขณะนั้นมีปัญหาชายแดนจริงหรือไม่ มีการตั้งคณะทำงานเจรจาก่อนไปหรือไม่ เมื่อกลับมาแล้วปัญหาลดลงหรือไม่ แม้จะมีการแถลงสองประเทศได้ไปทำเอ็มโอยู เรื่องต่างๆ แต่เอ็มโอยูไม่ใช่สนธิสัญญา ไม่ใช่ข้อตกลง ไม่ผูกมัด เป็นเพียงบันทึกเตือนความจำ ซึ่งเรื่องนี้สื่อก็ต้องติดตามตรวจสอบด้วยว่าทำแล้วประเทศได้ประโยชน์จริงหรือไม่ เรื่องนี้สามารถวัดเนื้องานได้ การไปโรดโชว์ไม่ได้เตรียมการอะไรมาก ผลประโยชน์กับประเทศไม่มีอะไรมาก" อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าว

              การเดินทางไปโรดโชว์ของผู้นำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของคนในประเทศอาจให้ผลในทางกลับกัน ดร.ปณิธาน บอกว่า กรณีผู้นำไม่มีความพร้อมก็เป็นปัญหา เพราะการไปต่างประเทศเพื่อพบปะกับผู้นำระดับสูงของประเทศนั้นๆ ก็จะมีโอกาสที่ผู้ที่ขอเข้าพบจะถูกประเมิน

              "เวลาของผู้นำประเทศตะวันตกสำคัญมากหากผู้นำประเทศหนึ่งประเทศใดเข้าพบ แต่ไม่มีความพร้อมในเรื่อง ภาษา ปฏิภาณ ไหวพริบ การโต้ตอบ ผู้นำระดับโลกหลังการพูดคุยสามารถประเมินได้เลยว่าผู้นำประเทศนั้นๆ เป็นอย่างไร คุยครึ่งชั่วโมงแต่หาสาระไม่ได้เลย เวลาพูดคุยระดับผู้นำบางครั้งปิดห้องคุยทางลับจะยุ่งมาก เพราะผู้นำไม่สามารถพกโพย หรือสปีช เนื่องจากเป็นการพูดคุยโต้ตอบกันสดๆ เช่น ถ้าไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องต่างประเทศ เช่น หากมีการถามเรื่องซีเรีย สามารถโต้ตอบหรือพูดคุยได้หรือไม่ เรื่องนี้ต้องระวัง เพราะผู้นำบางประเทศจะซีเรียสเรื่องเวลามาก เสียเวลาครึ่งชั่วโมงคุยแล้วไม่ได้อะไร ไม่ประทับใจ สุดท้ายอาจจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ด้านอื่นในอนาคตโดยวัดจากตัวผู้นำ เรื่องนี้ถือเป็นดาบสองคมเหมือนกัน" อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าว

              "การเดินทางไปเยือนต่างประเทศของผู้นำไทยในแต่ละครั้ง ก็น่าตรวจสอบและติดตามผลของการเยือนว่าได้เนื้องานอะไรกลับมาบ้าง ใช้งบประมาณไปเท่าไร คุ้มค่าหรือไม่อย่างไร เพราะมีบางช่วงการเดินทางไปต่างประเทศทำให้เสียโอกาสในการแก้ไขปัญหาภายในประเทศ บางเรื่องหากนายกรัฐมนตรีร่วมตัดสินปัญหาด้วยตัวเองจะทำให้การแก้ไขปัญหารวดเร็วขึ้น" 

 

นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี
รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ


              นายกรัฐมนตรีไปเยือนต่างประเทศตามแผนที่เกิดจากยุทธศาสตร์ตามนโยบายต่างประเทศใน 4 แนวทางคือ 1.ประเทศในกลุ่มอาเซียนที่มีความสำคัญลำดับแรกๆ และต้องไปเยือนตามประเพณีเมื่อรับตำแหน่ง 2.ประเทศที่สำคัญด้านยุทธศาสตร์ ใกล้ชิดกับไทยทั้งภูมิศาสตร์ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ 3.ประเทศที่สำคัญกับไทยด้านเศรษฐกิจการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวเช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และ 4.ประเทศตลาดใหม่และเป็นแหล่งทรัพยากร เช่น ประเทศในแอฟริกา เอเชียกลาง

              นอกจากการเยือนในส่วนของพหุภาคี ก็ยังมีที่ต้องไปร่วมประชุมต่างๆ อาทิ การประชุมอาเซียน การประชุมกลุ่มประเทศกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศเอเชีย-ยุโรป (อาเซ็ม) การประชุมของสหประชาชาติ รวมถึงการประชุมที่มุ่งประเด็นเฉพาะ เช่น การประชุมเวทีประชาธิปไตยที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย การประชุมระดับผู้นำว่าด้วยความมั่นคงทางนิวเคลียร์ ที่ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2555 ซึ่งเป็นโอกาสให้ไทยได้แสดงท่าที่และจุดยืนในเวทีระหว่างประเทศ และเป็นโอกาสที่จะได้พบปะผู้นำประเทศต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทำให้หารือแบบทวิภาคได้

              นายวิชาวัฒน์กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีไปเยือนต่างประเทศได้หารือกับผู้นำประเทศนั้นๆ ขณะที่ภาคเอกชนในคณะก็สอดคล้องกับการค้าขายกับประเทศนั้นๆ เป็นการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกัน และแน่นอน การปรากฏตัวของนายกฯ จะส่งผลใหันักลงทุนและประชาชนในประเทศนั้นมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลและประเทศไทย
       
              "นายกฯ เดินทางไปพบปะหารือกับผู้นำระดับสูงของรัฐบาลประเทศต่างๆ ด้วยตัวเอง ย่อมมีเครดิตดีกว่า และได้การตอบรับเป็นผลดี แตกต่างจากที่กระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือไปยังรัฐบาลนั้นๆ อย่าง การขอเสียงสนับสนุนประเทศไทยชิงตำแหน่งสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เมื่อนายกฯ ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นกล่าว หลายประเทศได้พิจารณาให้เสียงทันที" รองปลัดวิชาวัฒน์กล่าว
       
              นายวิชาวัฒน์ ชี้ให้เห็นว่า การเยือนต่างประเทศของนายกฯ ได้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานความร่วมมือระหว่างประเทศที่ได้เห็นพ้องกันในด้านๆ อาทิ การตั้งเป้ามูลค่าการค้าการลงทุนให้สูงขึ้น การยืนยันระดับผู้นำรัฐบาลต่อท่าทีของไทย และยืนยันให้เห็นถึงเสถียรภาพทางการเมืองที่แท้จริงของไทย ขณะที่การเดินทางไปร่วมประชุมในเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศ นายกฯ มีบทบาทในฐานะที่เป็นผู้นำหญิงขึ้นกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในเจตนารมณ์ทางการเมือง และระบบเศรษฐกิจ บรรยากาศการลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ที่พร้อมจะให้ความร่วมมือกับต่างชาติในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าการลงทุน เศรษฐกิจ การเมือง สังคมวัฒนธรรม การรักษาสันติภาพ ต่อต้านการก่อการร้าย ภัยคุกคามความมั่นคงของมนุษย์ การบริหารจัดการน้ำ อาหาร พลังงาน พิบัติภัยทางธรรมชาติ เป็นต้น
 
              รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่า นายกฯ แบ่งเวลาให้การภารกิจในประเทศด้วย และขณะที่ติดภารกิจก็ห่วงใยประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาต่างๆ เช่น ความไม่สงบในภาคใต้ และน้ำท่วมซึ่งก็ได้สั่งการมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บางครั้งอาจเลื่อนกลับให้เร็วขึ้น แต่จะไม่ยกเลิกเพราะจะกระทบต่อความสัมพันธ์และโอกาสทางเศรษฐกิจ
       
              นายวิชาวัฒน์ กล่าวว่า นายกฯ ได้ให้จัดตั้งคณะทำงานติดตามผลการเยือนต่างประเทศ โดยมีนายจุลพงษ์ โนนศรีชัย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน ทั้งนี้ คณะทำงานจะประชุมเพื่อรับฟังการรายงานความคืบหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้นๆ ของแต่ละการเยือนของนายกฯ เป็นระยะๆ เพื่อจะได้ทราบถึงผลความสำเร็จ ที่อาจจะไม่ปรากฏผลทันทีทันใด คงต้องรอดูการประเมินผลงานในรอบปี

.............

(หมายเหตุ : 'กษิต-นพดล'มองคนละมุมโลก 'แม้ว'กรุยทาง'ปู'โกอินเตอร์ : หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ/ทินกร เชาวน์ชื่น/สมถวิล เทพสวัสดิ์/นันทิดา พวงทองรายงาน)