
'น้ำท่วมอีสานใต้'เมื่อรัฐ 'เอาไม่อยู่'
'น้ำท่วมอีสานใต้'เมื่อรัฐ 'เอาไม่อยู่' : วิจิตร ชุณหกิจขจร/พงษ์พัฒน์ ไตรพิพัฒน์รายงาน
ปัญหาน้ำท่วมอีสานใต้ปีนี้มาเร็วกว่าทุกปีและท่วมขังก่อนใคร ทั้งที่พอถึงฤดูฝนทีไร อีสานกลางมักจะประสบปัญหาน้ำท่วมขังก่อนจังหวัดอื่น เนื่องจากพื้นที่อีสานกลางเป็นที่ราบลุ่มและมีแม่น้ำพองและชีผ่ากลางภูมิภาค แต่ปีนี้ผิดคาด
สาเหตุหนึ่งมาจากพายุดีเปรสชัน ที่เข้าไทยช่วงที่ผ่านมา ทำให้ฝนตกชุกในพื้นที่อีสานใต้หลายวัน พื้นที่นี้มีลำน้ำมูล เป็นลำน้ำสายหลักหล่อเลี้ยง แต่หากจะว่าไปแล้ว พื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมในคราวนี้ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับแม่น้ำมูลมากนัก แต่เป็นน้ำที่ท่วมจากลำน้ำสาขามากกว่า และปัญหาใหญ่โฟกัสไปที่แผนเตรียมการรองรับของภาครัฐยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ รวมไปถึงผลพวงของการพัฒนาพื้นที่จนทางน้ำถูกปิดกั้น
อย่างเช่นกรณี จ.สุรินทร์ มีฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้หลายพื้นที่ประสบภัย รวม 15 อำเภอ 117 ตำบล 1,296 หมู่บ้าน ได้แก่ อ.เมืองสุรินทร์ สังขะ ศรีณรงค์ จอมพระ เขวาสินรินทร์ ศีขรภูมิ ท่าตูม รัตนบุรี สำโรงทาบ ลำดวน บัวเชด กาบเชิง สนม ปราสาท โนนนารายณ์ ยกเว้น อ.ชุมพลบุรี และพนมดงรัก
มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนจำนวน 752,106 คน รวม 246,734 ครัวเรือน บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 3,135 หลังคาเรือน, เสียชีวิต 9 ราย, คาดว่านาข้าวจะเสียหายประมาณ 470,775 ไร่ พืชไร่ พืชสวนจะเสียหาย 16,418 ไร่ บ่อปลา บ่อกุ้งเสียหาย 171 ไร่ สูญเสียปศุสัตว์ 856,964 ตัว, ถาวรวัตถุเสียหายมากมายบ่อน้ำ 604 แห่ง ถนน 381 สาย, สะพาน 55 แห่ง, ท่อระบายน้ำ 93 แห่ง, ฝาย 25 แห่ง, วัด 11 แห่ง, โรงเรียน 81 แห่ง, สถานที่ราชการ 25 แห่ง
18 กันยายน 2556 อิทธิพลพายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ พัดผ่านเวียดนาม และเข้าสู่ลาวตอนล่าง ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยเฉพาะ ตั้งแต่ จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ ได้รับผลกระทบ มีฝนตกต่อเนื่องอยู่หลายวัน ถนนในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์หลายสายถูกน้ำท่วม โดยเฉพาะสถานศึกษาหลายแห่งต้องปิดเรียนหลายวัน เนื่องจากน้ำเข้าท่วมขัง การจราจรติดขัด
ในส่วนถนนออกไปนอกเมืองไม่ว่าจะเป็นสายไป อ.จอมพระ ท่าตูม ศีขรภูมิ สังขะ น้ำได้กัดเซาะหัวสะพานขาดใช้สัญจรไปมาไม่ได้หลายวัน กรณีที่น้ำท่วมครั้งนี้นับว่าหนักมากกว่าทุกปี โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ ที่ถึงแม้ที่ผ่านมาจะเคยมีน้ำท่วมขัง แต่ไม่หนักหนาเท่ากับปีนี้ ซึ่งสาเหตุหนึ่งมีการวิเคราะห์กันว่า มาจากการถมร่องน้ำไหลในหลายพื้นที่ ขณะที่หมู่บ้านจัดสรรปิดทางน้ำหลายแห่ง
นอกจากนี้ ยังมีบริษัทขายวัสดุก่อสร้าง ได้มาตั้งสาขาขนาดใหญ่อยู่ริมทางน้ำ โดยถมที่ปิดทางน้ำไหลบางส่วน จนมีประชาชนเดินขบวนชุมนุมร้องเรียนมายังหน่วยราชการที่รับผิดชอบหลายครั้ง เพื่อให้ยกเลิกการก่อสร้าง แต่ก็ไม่สำเร็จ
นายปราณี ช่วงชัย ผช.ผญบ.หมู่ 18 บ้านละเอาะ ต.เฉนียง บอกว่า ปีนี้น้ำท่วมมากกว่าทุกปี เห็นสาเหตุได้ชัดจากการถมร่องทางน้ำไหล และประกอบกับอ่างเก็บน้ำห้วยเสนงปล่อยน้ำมามาก เพราะต้องการพร่องน้ำออกเพื่อรับน้ำระลอกใหม่ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ บริษัทขายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่ง ที่ขยายสาขามาที่ จ.สุรินทร์ ได้ก่อสร้างอาคารแล้วปิดทางน้ำ นอกจากนี้ ยังมีบริษัทจำหน่ายเครื่องมือทำการเกษตร แล้วถมทางน้ำไหลเช่นกัน ซึ่งชาวบ้านเคยชุมนุมประท้วงเพื่อให้ อบต.เจ้าของพื้นที่ยกเลิกใบอนุญาตก่อสร้าง แต่ อบต.มองว่า การก่อสร้างทั้งสองแห่ง ไม่น่าจะก่อปัญหาใดๆให้กับพื้นที่ แต่จะนำความเจริญมาให้มากกว่า
ในขณะที่หน่วยงานที่รับผิดชอบในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์อย่าง นายสองเมือง ตัณฑเลขา รองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสุรินทร์ ฝ่ายโยธา กล่าวถึงสาเหตุที่มีน้ำท่วมขังในเขตเทศบาลว่า เพราะพายุดีเปรสชันได้ทำให้ฝนตกลงมาหลายวัน ที่จริงแล้วทางเทศบาลเอาอยู่ แต่ครั้งนี้มีน้ำหลากจาก อบต.หลายพื้นที่ทะลักเข้ามา ในส่วนเทศบาลได้ระดมเครื่องสูบน้ำออกไปสูบระบาย แต่ร่องระบายน้ำบางพื้นที่นอกเขตเทศบาลเป็นร่องน้ำไหลผ่านที่ตื้นเขิน และยังมีการถมเพื่อสร้างอาคารปิดทางน้ำไหลด้วย
ในขณะที่ จ.ศรีสะเกษ เองก็ประสบปัญหาไม่ต่างจากสุรินทร์ โดยมีผู้ประสบอุทกภัยทั้ง 22 อำเภอของ จ.ศรีสะเกษ มีราษฎรได้รับผลกระทบ 160 ตำบล 1,552 หมู่บ้าน หรือคิดเป็น 58.11% ของประชากรทั้งหมดของจังหวัด ราษฎร 106,032 ครัวเรือน หรือราว 504,556 คน เสียชีวิตไปแล้วจากน้ำท่วม 4 ราย มีพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายแล้ว 524,327 ไร่ ถนนชำรุดเสียหาย 219 สาย คอสะพานขาดใช้การไม่ได้ 8 แห่ง ฝายทำนบเสียหาย 6 แห่ง วัดถูกน้ำท่วม 9 แห่ง โรงพยาบาลถูกน้ำท่วม 1 แห่ง
ขณะนี้ได้ประกาศพื้นที่ประสบอุทกภัยไปแล้วทั้ง 22 อำเภอ อพยพผู้คนที่ถูกน้ำท่วมบ้านใน 22 ชุมชนของเขตเทศบาลเมือง โดยได้รับความร่วมมือในการช่วยเหลือเรือท้องแบน เรือยนต์ บุคลากร ทหาร แพทย์ - พยาบาล อื่นๆ จากทุกภาคส่วนได้เข้ามาช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน คาดว่าหากไม่มีพายุนำฝนมาตกอีก จ.ศรีสะเกษ ก็น่าที่จะเข้าสู่สภาวะปกติได้ภายในวันที่ 2 ตุลาคม นี้
ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน ทำนบดินฝายป่าอ้อ ที่อยู่ทางหนือของบ้านตานวน ต.กันทรอม อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้แตกออก จากการที่ฝนตกหนักต่อเนื่องกันมา 2 วัน โดยเฉพาะบนเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งน้ำก็จะไหลมาลงยังอ่างเก็บน้ำห้วยตาจู เหนือลำห้วยป่าอ้อ ขณะที่ทำนบฝายป่าอ้อ เป็นเพียงทำนบดินที่ทหารได้มาทำไว้ชั่วคราวขณะที่รองบประมาณจากกรมชลประทานที่จะมาจัดสร้างเขื่อน หรือฝายให้ถาวร ตามแผนงานที่มีการสำรวจเพื่อเป็นการป้องกันน้ำท่วม อ.ขุนหาญ ในทุกๆ ปี
โดยได้สร้างเป็นฝายดินขนาดใหญ่ ที่จะบังคับน้ำให้ไหลไปตามลำห้วย ขณะที่น้ำป่าที่ไหลมาจากเทือกเขาพนมดงรัก มีปริมาณน้ำจำนวนมาก ทำนบฝายป่าอ้อไม่สามารถต้านทานไว้ได้ ทำให้ฝายแตกเป็นช่องขนาดใหญ่ ความกว้างประมาณ 40 เมตร และน้ำป่าจำนวนมากได้ไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน ไร่นาของชาวบ้าน ในพื้นที่ 5 ตำบล ของ อ.ขุนหาญ มวลน้ำจะไหลลงที่ต่ำ ซึ่งนั้นหมายความว่าจะต้องเข้าท่วม อ.ไพรบึง, อ.พยุห์, อ.ศรีรัตนะ, อ.น้ำเกลี้ยง, อ.โนนคูณ และ อ.กันทรารมย์ ก่อนที่จะลงไปสู่แม่น้ำมูลที่ จ.อุบลราชธานี
ขณะเดียวกัน ได้มีฝนตกหนักลงมาอย่างต่อเนื่องในเขตพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ โดยเฉพาะบนเทือกเขาพนมดงรัก ประกอบมีมวลน้ำที่ไหลมาจากอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง จ.สุรินทร์ ลงมาที่ลำห้วยทับทัน ไหลเข้าสู่ อ.ห้วยทับทัน ท่วมต่อเนื่องมาที่ อ.อุทุมพรพิสัย ส่วนน้ำที่ไหลลงมาจากเทือกเขาพนมดงรักอีกก้อนหนึ่งได้ไหลลงมาที่ลำห้วยสำราญ จากปริมาณน้ำที่มากมายมหาศาล ได้ไหลล้นตลิ่งสองฝั่งลำห้วยสำราญ ไหลออกสู่ไร่นา และไหลเข้าสู่บ้านเรือนราษฎรที่ตั้งอยู่ใกล้กับลำห้วยตลอดแนวของทางน้ำ และไหลท่วมใน อ.ปรางค์กู่, อ.วังหิน ก่อนที่จะเข้าสู่ อ.เมืองศรีสะเกษ และแน่นอนพื้นที่ อ.เมือง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของตัวจังหวัด และมีพื้นที่ที่ราษฎรจำนวนมากตั้งบ้านเรือนอยู่ตามลุ่มน้ำ สองฝั่งลำห้วยสำราญ แม้ในสภาพปกติหากมีปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักมา ก็ส่งผลให้น้ำท่วมบ้านเรือนที่อยู่ติดกับลำห้วยสำราญอยู่เสมอ เรียกได้ว่าแทบจะเป็นปกติในทุกๆ ปี จนสำนักงานเทศบาลเมืองศรีสะเกษ ได้เสนอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ สำรวจแผนงานป้องกันน้ำท่วมเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษ
โดยต่อมาได้มีสำนักงานผังเมืองจังหวัดได้มาทำวิจัย ออกแบบ และเสนอเข้าที่ประชุมจังหวัด ผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทย และรัฐบาลเพื่อขอสนับสนุนงบประมาณ แต่สุดท้ายโครงการก็เงียบมาจนทุกวันนี้ ซึ่งหลายฝ่ายได้ออกมาเรียกร้องให้จังหวัด หรือกระทรวงมหาดไทยได้ทบทวนแผนป้องกันน้ำท่วมเมืองศรีสะเกษ อย่างถาวรภายหลังจากในปีนี้ได้เกิดสภาวะน้ำท่วมใหญ่อีกครั้งหนึ่งในรอบ 15 ปี และเชื่อว่าหากไม่ดำเนินการใดๆ ก็อาจจะท่วมใหญ่ในทุกๆ ปีได้
ด้านนายฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองศรีสะเกษ บอกว่าในบ่ายของวันที่ 23 กันยายน ได้เรียกประชุมหัวหน้าส่วนงานทุกฝ่ายได้เตรียมแผนในการรับมือน้ำท่วมใหญ่ที่จะหลากมาจากลำห้วยสำราญและห้วยทับทัน โดยได้ดูแลสำรวจประชาชนที่อยู่ และตั้งบ้านเรือนในที่ลุ่มต่ำติดกับลำห้วยสำราญ ซึ่งรู้ดีอยู่ว่าหากปริมาณน้ำขนาดนี้จะท่วมไปขนาดไหน เพราะเราเคยมีประสบการณ์มาโดยตลอด จากนั้นก็ได้ประสานข้อมูลกับทางจังหวัด กับหน่วยป้องกันบรรเทาสาธาณภัย เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง และได้นำรถยนต์ติดเครื่องขยายเสียงไปประกาศเตือนพี่น้องประชาชนในทุกชุมชนที่เป็นพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งก็มีประชาชนที่เชื่อ และไม่เชื่อ จนในที่สุดน้ำได้ท่วมตามที่คาดการณ์ไว้ แต่ครั้งนี้ดีหน่อยเพราะน้ำได้ค่อยๆ ท่วมสูงขึ้น ไม่ไหลบ่ามาเหมือนครั้งที่แล้ว ทำให้ประชาชนได้ทยอยขนข้าวของขึ้นยังที่สูงได้
ส่วนแผนที่ได้ร่วมกับโยธาธิการจังหวัดทำวิจัยแผนป้องกันน้ำท่วมเมืองศรีสะเกษ ระยะยาวนั้น ทางเทศบาลได้เสนอให้จัดงบประมาณขุดลอกลำห้วยสำราญ นับตั้งแต่ อ.ภูสิงห์ ยาวลงมายัง อ.เมือง พร้อมกับจัดทำพนังกันน้ำสองฝั่งตลอดแนว และมีคลองซอยที่จะสามารถผันน้ำเข้าสู่ไร่นาได้สองข้างตลอดลำห้วยสำราญ มีการปิดกั้นน้ำไว้เป็นระยะเพื่อเก็บไว้ใช้ในยามหน้าแล้ง มีการจัดพื้นที่ว่างเปล่าลุ่มต่ำขุดเป็นแก้มลิงตลอดระยะลงมาถึงตัวเมืองศรีสะเกษ และส่งออกน้ำไปสู่ลำน้ำมูลในเขต อ.ยางชุมน้อย อ.ราษีไศล และอ.กันทรารมย์ ได้อย่างสะดวก มีประตูเปิด-ปิด อย่างเป็นระบบ มีคณะกรรมการจังหวัดที่มีบุคคลทุกภาคส่วน ทุกฝ่ายร่วมบริหารจัดการน้ำ ทั้งในหน้าแล้ง และฤดูน้ำหลาก เชื่อมโยงโครงการฝายหัวนา และฝายราษีไศลเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นรูปธรรม
นี่คือสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่อีสานใต้ และการรับมือแก้ปัญหาของภาครัฐ ที่แม้จะมีการเตรียมการตั้งรับ แต่ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ทำให้ปีนี้ พื้นที่หลายจังหวัดประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
..........
(หมายเหตุ : 'น้ำท่วมอีสานใต้'เมื่อรัฐ 'เอาไม่อยู่' : วิจิตร ชุณหกิจขจร/พงษ์พัฒน์ ไตรพิพัฒน์รายงาน)



