ข่าว

'กลุ่ม40ส.ว.'ยื่นศาลสั่ง'ปู'ระงับทูลเกล้าฯ

'กลุ่ม40ส.ว.'ยื่นศาลสั่ง'ปู'ระงับทูลเกล้าฯ

30 ก.ย. 2556

'กลุ่ม40ส.ว.'ยื่นศาลรธน.สั่ง'นายกฯ'ชะลอทูลเกล้าฯ แก้รธน.ที่มา ส.ว. ด้าน'ถาวร'ติง'ยิ่งลักษณ์' ดึงดัน ซัดไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่เป็นวิกฤติประเทศ

               30 ก.ย.56 เมื่อเวลา14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่า  น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี นายสาย กังกเวคิน ส.ว.ระยอง เข้ายื่นคำร้องนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.เป็นโมฆะ ให้ตกไปทั้งหมด และวินิจฉัยให้การดำเนินการของผู้ถูกร้อง และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าข่ายเป็นการกระทำล้มล้างการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 และระหว่างการพิจารณาให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว สั่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ระงับการดำเนินการทูลเกล้าฯ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ไว้จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

                โดยน.ส.รสนา กล่าวว่า ขณะนี้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.ได้ผ่านการพิจารณาวาระ 3 แล้ว ทั้งประธานรัฐสภาและเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พูดไปในทางเดียวกันว่าจะต้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งนำร่างดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ตนเห็นว่าตามกฎหมายแล้ว ขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้รับวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มาของ ส.ว.ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่ จึงเห็นว่าเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวยังมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ประธานรัฐสภาก็น่าที่จะชะลอการส่งร่างกฎหมายดังกล่าวไปยังนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีก็ควรจะชะลอการนำร่างกฎหมายขึ้นทูลกล้าฯ เพื่อไม่ให้สถานการณ์เคลื่อนไปสู่การเผชิญหน้ากัน

                ขณะเดียวกัน เวลา 15.00 น. พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม นายคำนูณ สิทธิสมาน นายสุรจิต ชิรเวทย์ และนายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ได้เข้ายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นเดียวกัน โดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายกรัฐมนตรีชะลอนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ โดยพล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรี และเลขาธิการนายกฯ ยืนยันว่า จะนำร่างฯขึ้นทูลเกล้าในวันที่ 1 ต.ค.นี้ เราก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่มิบังควร เพราะร่างกฎหมายดังกล่าวยังมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

                “เรื่องนี้ถือว่าเราช่วยนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำ เพราะหากนำขึ้นทูลเกล้าฯจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ที่นำเรื่องที่ยังมีความขัดแย้ง เป็นร่างกฎหมายที่เป็นปัญหา ไม่ปกติสมบูรณ์ขึ้นกราบบังคมทูล ส่งผลให้ระคายเคืองต่อเบื้องยุคคลบาท และทำให้ฝ่ายตรงข้ามอ้างว่าสถาบันดึงเรื่อง เราช่วยหาทางออกให้นายกฯ เพราะที่ผ่านมาประธานสมศักดิ์ มักพูดว่าอะไรที่เป็นเผือกร้อน ขอที่จะรับไว้เอง แต่คราวนี้กลับโยนเผือกร้อนให้กับนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯ ก็อ้างว่ามีเวลาแค่ 20 วัน หากไม่ปฏิบัติตามก็ขัดรัฐธรรมนูญ เราจึงต้องมาขอต่อ ถ้าศาลมีคำสั่งให้นายกฯชะลอนำขึ้นทูลเกล้าฯ ก็ไม่ได้ถือว่านายกรัฐมนตรีทำอะไรผิด แต่ถ้านายกรัฐมนตรียังคงดึงดันนำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ววันข้างหน้าเกิดปัญหา คนที่จะต้องรับผิดชอบคือ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ไม่ใช่ประธานสมศักดิ์”พล.อ.สมเจตน์ กล่าว

                ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยขณะเดียวกัน นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ส่งตัวแทนมายื่นเอกสารชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งหมด 310 ชุด ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้อง กรณีที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า นายนิคม ไวยรัชพานิช กับพวก 309 คน เข้าชื่อเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ประเด็นที่มาของส.ว. ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่

               
 

"ถาวร"ติง"ยิ่งลักษณ์ไดึงดัน"ทูลเกล้าฯ"ร่างรธน. 1 ต.ค.นี้ ซัดไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่เป็นวิกฤติประเทศ

 

                นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เตรียมจะนำร่าง พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว. ขึ้นทูลเกล้าฯ ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ โดยไม่รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า เป็นเรื่องที่ไม่บังควร อีกทั้งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่เป็นวิกฤติของประเทศ ดังนั้น รัฐบาลจึงควรรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อน โดยตามกฎหมายรัฐบาลยังมีเวลาอีก 20 วัน ในการทูลเกล้าฯ หลังจากร่าง พ.ร.บ.นี้ผ่านการโหวตวาระสาม

                "แต่หากนายกฯ เร่งนำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วยังไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 กำหนดไว้ว่า หลังจากพ้น 90 วัน หากไม่พระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องนำร่าง พ.ร.บ.นั้นมาปรึกษากันใหม่ หากมีมติยืนยันตามเดิมด้วยเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภา ให้นายกฯนำร่างดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ อีกครั้ง เมื่อพระมหากษัตริย์ มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยใน 30 วัน ให้นายกฯประกาศในพระราชกิจจาบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ ซึ่งกรณีนี้เกรงว่าจะกระทบต่อสถาบัน" นายถาวร กล่าว

               
 

"นิพิฏฐ์"กระตุก "ยิ่งลักษณ์"ระวังย่ำรอยเท้าทักษิณ
 

                 

               นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ เตรียมนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.ขึ้นทูลเกล้าฯ โดยไม่รอฟังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อนว่า คนที่มีความเห็นกลาง ๆ เห็นตรงกันว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควร จะรีบกันขนาดไหนทำไมไม่เอาสิ่งที่ดีที่สุด สิ่งที่สมบูรณ์ที่สุดขึ้นไปทูลเกล้าฯดีกว่า สิ่งที่มีปัญหาและสิ่งที่คนสงสัย รัฐบาลเองก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงรีบขนาดนั้น แสดงว่ารัฐบาลยอมทำในสิ่งที่ยังมีปัญหาอยู่ และเบื้องหลังเรื่องนี้ต้องมีอะไรที่ใหญ่และมีทั้งอำนาจอิทธิพลมาก รัฐบาลจึงให้ความสำคัญมากกว่าความถูกต้อง ทั้งที่มีเวลาภายใน 20 วัน

               ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่ารัฐบาลอาจจะคิดว่า ไม่ช้าหรือเร็วเรื่องนี้ก็ต้องผ่านอยู่ดี นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ไม่ควรคิดอย่างนั้น เพราะต้องดูว่าสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นเรื่องไปยังประธานรัฐสภาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานก็ต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เมื่อส่งไปศาลรัฐธรรมนูญแล้วก็ทำให้การทูลเกล้าฯหยุดลง ตนคิดว่ารัฐบาลคงจะรีบนำขึ้นทูลเกล้าฯ ก่อนที่ประธานจะส่งร่างล่าสุดไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าลงมติวาระ 3 ไปแล้วทุกอย่างก็ต้องยุติ แต่ที่ผ่านมาเป็นการส่งก่อนลงมติ ซึ่งก็มีความเห็นว่าเป็นการนำกราบบังคมทูลได้ แต่ถ้ายื่นตีความหลังจากลงวาระ 3 แล้วก็ส่งไม่ได้

               เมื่อถามว่า ตรงนี้สังคมมองว่าประธานกำลังร่วมด้วยช่วยกันกับรัฐบาลใช่หรือไม่ และอาจจะมีใบสั่งมา นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ประธานเป็นตัวเร่งมากกว่า แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังนั้นคงมีความสำคัญและมีอิทธิพลมาก ก็เลยกล้าทำสิ่งเหล่านี้โดยไม่เกรงกลัวอะไร และพร้อมที่จะแตกหักกับศาล พร้อมที่จะแตกหักกับประชาชน รวมทั้งพร้อมที่จะแตกหักกับคนที่ไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีระยะเวลาที่ต้องคิดอย่างรอบคอบ หลังจากทูลเกล้าฯไปแล้วสมมุติว่าไม่มีพระปรมาภิไธยลงมา ใน 90 วัน แล้วสภาต้องทำอย่างไร กล้ายืนยันหรือไม่ว่าผ่านรัฐธรรมนูญ เพราะโดยหลักแล้วถ้าไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยใน 90 วัน ก็ต้องส่งร่างนี้คืนสภาพิจารณาใหม่ ขอถามหน่อยว่ารัฐบาลกล้ายืนยันหรือไม่ ว่าจะปล่อยตกหรือจะลุยไฟ กระทบพระราชอำนาจ ถ้าสมมุติยืนยันไปแล้วหลังจากนั้นไม่กี่วัน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะ รัฐบาลจะทำอย่างไรเรื่องนี้มีอะไรต้องคิดอีกมาก

               “รัฐบาลคิดให้รอบคอบ ผมเคยเปรียบนายกรัฐมนตรีว่า เหมือนเด็กที่กำลังเล่นปืนอยู่คิดว่าเป็นของเล่น ปืนนี้อาจจะระเบิดใส่ตัวนายกฯหรือคนที่อยู่ใกล้ๆเมื่อไหร่ก็ได้ เรื่องนี้อันตรายมากแต่นายกรัฐมนตรีไม่รู้ถึงอันตราย ผมอยากเตือนว่าถ้ามีปัญหาขึ้นมา นายกฯก็จะย่ำรอยเท้าคุณทักษิณ ชินวัตรเลยนะ จะบอกว่าตัวเองไม่รู้ไม่เห็นว่าเป็นอาวุธปืน เพราะตัวเองอายุน้อยไม่ได้ ไม่อยากจะบอกว่าพฤติกรรมเหมือนเด็ก เพราะถ้าพลาดไปก็ติดคุกแน่และอันตราย” นายนิพิฏฐ์ กล่าว

 

 

 "มาร์ค"ติง"รบ." นำเรื่อง "ทูลเกล้าฯ" กดดัน "ศาลรธน." ข้องใจ รู้อยู่แล้วมีปัญหา

                

                นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการฟ้าวันใหม่ สถานีโทรทัศน์บลูสกาย ชาแนล กล่าวถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. ว่า ขั้นตอนแรกคือ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ต้องตัดสินใจว่าเมื่อมีคำร้องให้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยแจ้งรัฐบาลให้ระงับการทูลเกล้าฯ หรือไม่ การอ้างว่าศาลคงไม่รับเป็นความเห็นนายสมศักดิ์ และเมื่อส่งเรื่องไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็มีเวลาตามกรอบของรัฐธรรมนูญ และทราบอยู่แล้วว่าศาลรับเรื่องนี้ไว้พิจารณา จึงไม่ทราบว่าเหตุใดรัฐบาลต้องประกาศว่าวันที่ 1 ต.ค.นี้ จะทูลเกล้าฯ และไม่รอแล้ว ทั้งที่ยังมีปัญหาอยู่

                “จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ทำไม ควรเก็บไว้เพื่อดูท่าทีว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีแนวโน้มพิจารณาอย่างไร และไม่ให้เกิดปัญหาระหว่างการทูลเกล้าฯ ผมค่อนข้างเชื่อว่าถ้าศาลพิจารณาไม่ทัน อาจจะมีคำสั่งออกมา ทุกคนก็ทำหน้าที่ตัวเองสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ แต่หากทูลเกล้าฯ แล้วเกิดปัญหาขั้นตอนที่จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ต้องมีปัญหาอีกว่าศาลตัดสินมาแล้วจะปฏิบัติอย่างไร หากชัดว่าศาลพิจารณาไม่ทัน ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย อย่างนั้นมีเหตุผล ไม่มีใครว่าอยู่แล้ว” ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าว

               เมื่อถามว่า หากวันที่ 1 ต.ค.นี้นายกฯ จะนำความขึ้นกราบบังคมทูลแล้ว มองอย่างไร รัฐบาลเร่งรีบขนาดนี้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นการกดดันว่าถ้าใช้วิธีนำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว จะทำให้ศาลมีแรงกดดันมากขึ้น ถ้าตัดสินว่าไม่ชอบก็จะยุ่ง เพราะเรื่องทูลเกล้าฯ แล้วและคงเป็นความพยายามสร้างกระแสกดดัน ซึ่งไม่เหมาะสมที่จะมีเรื่องที่ยังมีข้อโต้แย้ง และอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ นำความขึ้นกราบบังคมทูล เรื่องนี้นายกฯ ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้มีปัญหาในขั้นตอนที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ทั้งนี้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการแสดงเจตนารมณ์อยู่แล้วว่าไม่เคารพศาลรัฐธรรมนูญ เห็นได้จากการพูดหลายครั้งมีลักษณะข่มขู่ศาล