ข่าว

น้ำท่วม!ดัน'ต้นหอม-ผักชี'แพงเท่าตัว

น้ำท่วม!ดัน'ต้นหอม-ผักชี'แพงเท่าตัว

30 ก.ย. 2556

น้ำท่วมพื้นที่ปลูกผักดันราคาแพงขึ้น ผักกาดหอม ต้นหอม ผักชี เพิ่มเท่าตัว พณ.เร่งสำรวจราคาสินค้าใกล้ชิด ป้องกันฉวยโอกาสเอาเปรียบปชช. ชงบอร์ดข้าวโพดแทรกแซงราคา

 

                              30 ก.ย. 56  นายยรรยง พวงราช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัด และกรมการค้าภายใน สำรวจภาวะค่าครองชีพประชาชนอย่างใกล้ชิดทั้งในส่วนของราคาข้าวสาร ไข่ไก่ หมู ไก่ให้มีเพียงพอกับความต้องการของประชาชน และเพื่อไม่ให้พ่อค้าฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเพื่อเอาเปรียบประชาชน

                              ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ราคาผักหลายประเภทได้ปรับราคาขึ้นจากเดือนก่อนอย่างมาก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่เพาะปลูก ส่งผลให้เกษตรกรและผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก โดยพบว่าราคาผักคะน้าเล็กราคาอยู่ที่ 25 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) เพิ่มจากเดือนก่อน 7 บาท, กะหล่ำปลีกก.ละ 25 บาท เพิ่มขึ้น 11 บาท, ผักกาดขาวกก.ละ 35 บาท เพิ่ม 15 บาท, ผักกาดหอมอยู่ที่ 60 บาทต่อกก. เพิ่ม 32 บาท, ต้นหอมอยู่ที่ 70 บาทต่อกก. เพิ่ม 40 บาท, ผักชีราคา 85 บาทต่อกก. เพิ่ม 45 บาท

                              อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสินค้าประเภทอื่นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนที่จะเกิดปัญหาน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ พบว่ายังไม่เปลี่ยนแปลงมากนักและส่วนใหญ่ก็มีการปรับลดลง เช่น เนื้อวัวสามชั้น 180 บาทต่อกก. ราคาเท่าเดิม, เนื้อหมูสามชั้นราคา 135 บาทต่อกก. ราคาเท่าเดิม, ไก่ตัว 70 บาทต่อกก. ราคาเท่าเดิม, น่องติดสะโพกเนื้อไก่ 65-70 บาทต่อกก. ราคาเท่าเดิม เป็นต้น

                              น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน ยอมรับว่า ขณะนี้ผักบางประเภท เช่น ผักกาดหอม ผักกาดขาว ต้นหอม และผักชี ได้ปรับราคาจากเดือนก่อนมาก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมพื้นที่เกษตรในหลายพื้นที่ ซึ่งก็ต้องเห็นใจเกษตรกร เนื่องจากผักจำนวนมากเสียหายและเน่า ทำให้ได้ผลผลิตน้อยลง อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคก็มีทางเลือกในการบริโภคผักประเภทอื่นได้ เนื่องจากราคายังอยู่ในระดับปกติไม่แพงมาก เช่น ผักบุ้ง เป็นต้น ส่วนราคาสินค้าประเภทอื่นๆ ล่าสุดมีการปรับลดลงหรืออยู่ในระดับราคาเดิมแล้ว หลังจากที่กรมการค้าภายในได้เข้าไปติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดตามนโยบายของรัฐบาล

                              นายยรรยงกล่าวถึงการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ว่ากระทรวงพาณิชย์ได้มีการวางแผนนำสินค้าราคาถูกออกไปจำหน่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม และหลังจากน้ำลดกระทรวงพาณิชย์จะจัดโครงการธงฟ้าราคาประหยัดในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอีกด้วย นอกจากนี้ ยังได้ประสานงานไปยังผู้ประกอบการต่างๆ ให้ขนส่งและกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ประสบกับปัญหาขาดแคลนสินค้า แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่าพื้นที่ที่ประสบภาวะขาดแคลนสินค้าก็ตาม และหากมีการพบเห็นการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสามารถแจ้งมาได้ที่หมายเลข 1569

                              รวมทั้งได้ประสานกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมพร้อมในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม โดยในส่วนของชาวนานั้นจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่าเป็นพื้นที่ในภาคอีสานก็ได้เตรียมเมล็ดพันธุ์ไว้ให้เพาะปลูก ส่วนผลผลิตในภาพรวมไม่น่าลดลง เพราะแม้นาลุ่มจะได้รับผลกระทบก็ยังมีนาดอนที่ยังเพาะปลูกข้าวได้

 

 

ชงบอร์ดข้าวโพดแทรกแซงราคา

 

                              น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เตรียมเสนอมาตรการแทรกแซงและยกระดับราคาข้าวโพดเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในสัปดาห์นี้ โดยกำหนดให้พ่อค้ารับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 7 บาท ที่ความชื้น 30% เพื่อนำไปแปรรูปอบแห้งโดยรัฐจะชดเชยค่าใช้จ่ายให้พ่อค้าในราคากิโลกรัมละ 1.50 บาท

                              จากนั้นให้นำไปคัดเกรด เกรดดีราคา ก.ก.ละ 8.50 บาท ส่วนเกรดที่รองลงมาราคากก.ละ 7.50 บาท ซึ่งในส่วนนี้ให้ผู้ส่งออกรับซื้อเพื่อส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ โดยรัฐจะชดเชยค่าขนส่งให้ กก.ละ 50 สต. และขณะนี้มีผู้ส่งออกเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 5 ราย คาดว่าในเร็วๆ นี้จะทยอยส่งออกข้าวโพดลอตแรกได้ราว 2,000 ตัน ซึ่งตลาดหลักๆ สำหรับส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คือมาเลเซียและฟิลิปปินส์

                              “การที่รัฐใช้วิธีการแทรกแซง โดยไม่รับจำนำที่จะเป็นจ่ายเงินให้กับเกษตรกรโดยตรง เพราะเกรงว่าในที่สุดแล้วจะเป็นช่องทางให้พ่อค้ากดราคาข้าวโพดจากเกษตรกรอีก เงินที่ได้ก็จะไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย" น.ส.วิบูลย์ลักษณ์กล่าว

                              ส่วนสถานการณ์ราคาข้าวโพด ขณะนี้ที่ซื้อขายกัน ณ ลานข้าวโพดอยู่ที่กก.ละ 5.50 บาท และราคาปลายทางอยู่ที่กก.ละ 8.10 บาท โดยล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือเอกชนให้ขยับราคารับซื้อเป็นกก.ละ 8.50 บาท ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือกับภาคกลาง และในแต่ละปีจะมีผลผลิตส่วนเกินอยู่ราวปีละ 8 แสนตัน หรือเฉลี่ยเดือนละ 6-7 หมื่นตัน แต่ในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนจะมีผลผลิตออกมามากในบางจังหวัด ทำให้จะต้องเร่งผลักดันออกไป

                              สำหรับปัญหาในขณะนี้คือ เกษตรกรยังไม่ได้รับใบรับรองเกษตรกรเนื่องจากเกษตรกรกว่า 40% ไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิ 24 ประเภทตาม พ.ร.บ.ที่ดิน เช่น เกษตรกรครอบครองที่ดินอย่างผิดกฎหมาย เกษตรกรไม่มีเอกสารสิทธิ แต่ได้ทำกินในที่ดินมายาวนานและต้องการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งคงต้องใช้เวลาสักระยะเนื่องจากไม่ได้มีโครงการนี้มานาน 2-3 ปีแล้ว และไม่ได้มีการบอกล่วงหน้า ซึ่งคงต้องแยกตามกลุ่ม ตามประเภท เพื่อเปิดทางให้เกษตรกรได้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ โดยคณะกรรมการนโยบายข้าวโพดจะได้มีการหารือเพื่อหาทางออกดังกล่าวร่วมกันต่อไป