
เจาะภารกิจ'ยิ่งลักษณ์'25เดือน43ประเทศ
เจาะภารกิจ'ยิ่งลักษณ์'25เดือน43ประเทศ : รายงาน
วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางสำหรับการเดินทางเยือนต่างประเทศของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แบบถี่กระชั้น ประมาณ 2 ครั้งต่อเดือน "คม ชัด ลึก" นำเสนอสถิติ และภารกิจ ณ จุดหมายปลายทางในทุกประเทศที่ผู้นำของไทยไปเจริญสัมพันธไมตรี เป็นตอนที่ 1 และเสียงสะท้อนจากฝ่ายต่างๆ ที่ตามมา รวมทั้งคำชี้แจงจากกระทรวงการต่างประเทศเป็นตอนที่ 2
ถ้าหากจะมีการเก็บสถิติต่างๆ ของผู้นำประเทศกันแล้ว ต้องยอมรับว่า นายกรัฐมนตรีหญิงของไทย "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" คือผู้จารึกสถิติการเดินทางเอาไว้มากที่สุดคนหนึ่ง ทั้งการไปเยือนอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศ ด้วยระยะเวลาเพียง 25 เดือนที่ผ่านมา เธอบินไปเหยียบต่างแดนมาแล้ว 43 ประเทศ รวม 55 ทริป อย่างไรก็ตาม มีคำยืนยันจากกระทรวงการต่างประเทศว่า การเดินทางไปเยือนต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีเป็นภารกิจสำคัญที่ได้จัดวางไว้ตามโปรแกรม และสัมฤทธิ์ประโยชน์ต่อประเทศชาติ
ตามสถิติพบว่า ประเทศที่ผู้นำของไทยไปเยือนบ่อยที่สุดคือ กัมพูชา รวม 7 ครั้ง รองลงมาคือ ลาว ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย ประเทศละ 3 ครั้ง โดยปีแรกที่ก้าวขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไป 7 ประเทศรวม 8 ครั้ง ปี 2555 ไปเยือน 23 ประเทศ 27 ครั้ง ปี 2556 บินไปเยือน 24 ประเทศ 20 ครั้ง ขณะเดียวกันก็มีถึง 16 ประเทศที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนซ้ำรอยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นพี่ชาย
เฉพาะเดือนกันยายน 2554 นายกฯ ไปเยือนถึง 4 ประเทศด้วยกัน ได้แก่ บรูไน อินโดนีเชีย กัมพูชา และลาว ภายใต้ภารกิจกระชับสัมพันธ์ และเจรจาเกี่ยวกับการค้า เว้นเดือนตุลาคม 1 เดือน ถึงวันที่ 16-19 พฤศจิกายน น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปอินโดนีเซียเป็นครั้งที่ 2 เพื่อร่วมประชุมอาเซียน ปิดท้ายเดือนการพบปะหารือกับนายเหงียน ตัน ดุง นายกรัฐมนตรีของเวียดนาม เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ถัดมาวันที่ 8 ธันวาคม 2554 นายกฯ ไปร่วมพิธีตั้งชื่อดอกกล้วยไม้สายพันธุ์ใหม่ว่า "ยิ่งลักษณ์ ชินวตร" ณ อุทยานกล้วยไม้แห่งชาติ หารือทวิภาคีกับนายลี เซียน หลง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ส่งเสริมความสัมพันธ์เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน
วันที่ 19-20 ธันวาคม 2554 หารือราชการกับ พล.อ.เต็ง เส่ง ประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง GMS ครั้งที่ 4 พบปะหารือกับนางออง ซาน ซูจี ที่ประเทศพม่า วันที่ 19 มกราคม 2555 ไปฟิลิปปินส์เพื่อเจรจากระชับความสัมพันธ์โดยเสนอให้ลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศลง จากนั้นวันที่ 24-26 มกราคม ไปอินเดีย เพื่อหารือด้านการลงทุนและร่วมลงนามความตกลง 6 ฉบับ วันที่ 27-28 มกราคม 2555 ไปร่วมประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม เพื่อนำเสนอแผนบริหารจัดการน้ำ และส่งเสริมการลงทุนที่สวิตเซอร์แลนด์ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ หารือความร่วมมือแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้กับนายราจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย 6-9 มีนาคม 2555 ร่วมงานสัมมนานักธุรกิจที่จัดโดยบีโอไอ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่นจากเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ที่ญี่ปุ่น วันที่ 24-27 มีนาคม ไปเกาหลีใต้เพื่อร่วมประชุมระดับผู้นำว่าด้วยความมั่นคงนิวเคลียร์ 2012 เยี่ยมชมระบบบริหารจัดการน้ำ 2-4 เมษายน ไปกัมพูชาเป็นครั้งที่ 2 เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 20 จากนั้น 17-20 เมษายน ไปร่วมงานโรดโชว์ส่งเสริมการค้าและลงทุนของบีโอไอ เจรจาขยายเวลาให้แพนด้าอยู่ในประเทศไทยต่ออีก 3 ปี ลงนามร่วมมือศึกษาโครงการรถไฟความเร็วสูง ศึกษารูปแบบการจัดตั้งกระทรวงน้ำที่ประเทศจีน วันที่ 19-22 เมษายน ไปญี่ปุ่นเป็นครั้งที่ 2 เพื่อประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขง พร้อมเยี่ยมชมระบบรถไฟชินกังเซ็น จากนั้น 13-15 พฤษภาคม ลัดฟ้าไปบาห์เรนเพื่อหารือส่งเสริมการลงทุนและลงนามสัญญา 3 ฉบับ ต่อมา 13-16 พฤษภาคม ไปกาตาร์เพื่อหารือส่งเสริมการค้าและการลงทุน ลงนามยกเลิกมาตรการห้ามนำเข้าไก่สดจากไทย ปิดท้ายเดือนด้วยภารกิจเปิดงานครัวไทยสู่ครัวโลกและพบปะหารือกับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ลงนามบันทึกความเข้าใจ 2 ฉบับ และพบปะนักธุรกิจ เมื่อวันที่ 26-29 พฤษภาคม
ว่างเว้นการเดินทางไปเดือนกว่า กระทั่ง 13 กรกฎาคม จึงเข้าร่วมประชุมนักธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียนที่กัมพูชา และหารือทวิภาคีกับสมเด็จฮุน เซน เรื่องปรับลดกำลังทหารบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร 17-19 กรกฎาคม นำนักธุรกิจไทยกลุ่มอาหาร สิ่งทอ อัญมณี ยานยนต์โรดโชว์ ส่งเสริมการค้าการลงทุน ส่งออก อุตสาหกรรม ด้านพลังงานสะอาด สิ่งแวดล้อมที่เยอรมนี ถัดมาวันที่ 20-21 กรกฎาคม นำนักธุรกิจไทยกลุ่มอาหาร สิ่งทอ อัญมณี ยานยนต์โรดโชว์ ส่งเสริมการค้าการลงทุน ส่งออก อุตสาหกรรม ด้านพลังงานสะอาด สิ่งแวดล้อมที่ฝรั่งเศส พร้อมชมนิทรรศการการจัดการผังเมือง จัดรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนจากหอไอเฟล จากนั้นไปประชุมเอเปคที่รัสเซียระหว่างวันที่ 7-9 กันยายน จากนั้น 23-27 กันยายน ไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่สหรัฐ วันที่ 19 ตุลาคมเยือนกัมพูชาเป็นครั้งที่ 4 ถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จนโรดม สีหนุ เข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำกรอบความร่วมมือเอเชีย (เอซีดี) พร้อมกล่าวสุนทรพจน์เรื่องความมั่นคงทางอาหารและพลังงานที่คูเวตเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม และ 27 ตุลาคม 2555 ไปเวียดนาม ประชุม ครม.ร่วมชุดเล็ก วันที่ 5-6 พฤศจิกายน ไปลาว ร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป (อาเซ็ม) ครั้งที่ 9 พร้อมหารือทวิภาคีกับผู้นำยุโรป
วันที่ 7-8 พฤศจิกายน 2555 นายกฯ ไปอินโดนีเซียเป็นครั้งที่ 3 ร่วมพิธีเปิดประชุม BDF Bali Democracy Forum ครั้งที่ 5 โดยแลกเปลี่ยนประสบการณ์พัฒนาการประชาธิปไตยร่วมกับผู้นำและบุคคลสำคัญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ใช้เวทีนี้ระบุว่ารัฐบาลได้ดำเนินการปรองดองแห่งชาติ ตามกรอบของสิทธิมนุษยชนจนกว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงจะเกิดขึ้นในไทย วันที่ 12-15 พฤศจิกายน ไปอังกฤษเพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุน แล้ววกกลับมากัมพูชาเป็นเที่ยวที่ 5 เพื่อประชุม Asean Global Dialogue ครั้งแรก นายกฯ ยิ่งลักษณ์ได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ด้วย วันที่ 17 ธันวาคม ไปพม่าเพื่อเพื่อหารือเกี่ยวกับท่าเรือน้ำลึกทวายกับประธานาธิบดีเต็ง เส่ง วันที่ 20-21 ธันวาคม ประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดีย สมัยพิเศษที่อินเดีย แสดงวิสัยทัศน์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์การค้า ลงทุน คมนาคม เชื่อมโยงท่าเรือเซนในทวาย แหลมฉบัง เยี่ยมชมวัดเนรัญชรา พระมหาเจดีย์พุทธคยา
ทริปปิดท้ายปีวันที่ 21-22 ธันวาคม หารือทวิภาคีกับ ชีค ฮาซินา นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ เรื่องการเกษตรและการค้าและการ ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเกี่ยวกับการค้า การเกษตร 4 กุมภาพันธ์ 2556 นายกฯไปกัมพูชาเป็นครั้งที่ 6 เพื่อร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสีหนุ 24-25 กุมภาพันธ์ ตอบรับคำเชิญของนางปัก กึน เฮ เพื่อเป็นแขกในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ พบปะนายลี มยอง บัค ในการอำลาการพ้นตำแหน่ง วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ไปมาเลเซียครั้งที่ 2 เพื่อกระชับสัมพันธ์ตามคำเชิญ จากนั้น 26 กุมภาพันธ์ ไปฮ่องกงเพื่อพบผู้บริหารธนาคาร การลงทุน ร่วมมือเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว
เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน เมื่อวันที่ 4-7 มีนาคม หารือข้อราชการกับนายกรัฐมนตรีสวีเดน ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามความตกลง 2 ฉบับ แผนปฏิบัติการร่วมไทย-สวีเดน ฉบับที่ 2 และความตกลงว่าด้วยการบังคับใช้กฎหมาย หารือกับประธานรัฐสภา และผู้บริหารบริษัทชั้นนำของสวีเดน
วันที่ 5-6 มีนาคม นายกฯไปเบลเยียม เข้าเฝ้าเจ้าชายฟิลิป มกุฎราชกุมารแห่งเบลเยียม หารือกับนายเอลิโอ ดิ รูโป นายกรัฐมนตรีเบลเยียม และนายอองเดร ฟลาโอ ประธานรัฐสภาเบลเยียม หารือกับผู้นำของสหภาพยุโรป นายโฮเซ มานูเอล บาร์โรโซ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป นายมาร์ติน ซุตซ์ ประธานสภายุโรป โดยนายกฯยิ่งลักษณ์จะเป็นผู้นำรัฐบาลไทยคนแรกที่มีโอกาสพบปะหารือกับผู้นำของทั้ง 3 สถาบันหลักของสหภาพยุโรปในคราวเดียวกัน วันที่ 12-13 มีนาคม นายกฯ ไปลาวเป็นครั้งที่ 3 เพื่อประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี เจ้าพระยา แม่น้ำโขง สำหรับทริปนิวซีแลนด์วันที่ 21-24 มีนาคม นายกฯ ได้หารือขยายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยและและเจรจราอีกหลายด้าน ทั้งยังได้รับมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยโอคแลนด์ ในฐานะที่มีบทบาทโดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ อีกทั้งเป็นนายกฯหญิงคนแรกของไทยที่มาจากการเลือกตั้ง
ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นำรัฐบาลไทยไปเยือนปาปัวนิวกินี เมื่อ 24-25 มีนาคม เพื่อส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์ สร้างโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือทางวิชาการ วัฒนธรรมและการศึกษา วันที่ 24-25 เมษายน ไปบรูไนเป็นหนที่ 2 เพื่อประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 22
เวทีนานาชาติที่เป็นข่าวฮือฮามากคือ การเยือนมองโกเลียวันที่ 27-29 เมษายน เพราะนอกจากภารกิจปกติแล้ว นายกฯยังกล่าวปาฐกถาประเด็นประชาธิปไตย การรัฐประหารในประเทศไทย และองค์กรอิสระ
วันที่ 22-25 พฤษภาคม นายกฯไปญี่ปุ่นเป็นครั้งที่ 3 และได้กล่าวปาฐกถาตามคำเชิญของ บริษัท นิคเคอิ เรื่องอนาคตของเอเชีย เข้าเฝ้าเจ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น หารือทวิภาคีกับนายชินโซ อาเบะ นายกฯ ญี่ปุ่น นำภาคเอกชนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และวิสาหกิจชุมชน (OTOP) ศึกษาดูงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์และช่องทางการจำหน่าย
วันที่ 31 พฤษภาคม-1 มิถุนายน ไปกล่าวสุนทรพจน์เรื่องประชาธิไตยต่อสมาชิกรัฐสภาศรีลังกา ลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ 4 ฉบับ พบภาคเอกชนไทย-ศรีลังกา วันที่ 2 มิถุนายน ไปมัลดีฟส์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ประมงและอาหารฮาลาล
3-6 กรกฎาคม 2556 นายกฯไปเยือนโปแลนด์และตุรกี หารือกับนายกฯตุรกี ด้านความสัมพันธ์ทางการทูต ลงนามสนธิสัญญาโอนตัวผู้กระทำความผิดในคดีอาญา แผนปฏิบัติการ ความร่วมมือด้านวิชาการ การฝึกอบรมนักการทูต
ย้อนกลับมากัมพูชา ซึ่งเป็นการเยือนครั้งที่ 7 นายกฯ ได้ร่วมพิธีศพนายฮุน เนียง บิดานายกฯ กัมพูชา จากนั้นระห่างวันที่ 28 กรกฎาคม-2 สืงหาคม ไปโมซัมบิก แทนซาเนีย ยูกันดา สร้างความสัมพันธ์และเปิดตลาดไทยในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก แสวงหาความร่วมมือ และบรรลุข้อตกลงอีกหลายด้าน วันที่ 19-20 สิงหาคม ไปทาจิกิสถาน ร่วมประชุม High Level International Conference on Water Cooperation และเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ลงนามความตกลง 1 ฉบับ การหารือกับประธานรัฐสภาทาจิกิสถานและนายกฯทาจิกิสถาน จากนั้นวันที่ 20-21 สิงหาคม ไปปากีสถาน จัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้า เจซีที ประชุมความร่วมมือเจซีที เศรษฐกิจ การค้า ลงทุน อุตสาหกรรม และไปจีนเป็นหนที่ 2 เพื่อร่วมงาน China-ASEAN Expo เมืองหนานหนิง วันที่ 2-3 กันยายน
ปิดทริปนายกฯ ยิ่งลักษณ์ถึง 8-15 กันยายน ที่เพิ่งผ่านมา ไปเยือนสวิตเซอร์แลน อิตาลี และมอนเตเนโกร เพื่อกระชับความสัมพันธ์ เพิ่มโอกาสด้านการศึกษาดูงานในประเทศที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แสวงหาความร่วมมือด้านการลงทุนใหม่ๆ ด้านพลังงานทดแทน อัญมณีและเครื่องประดับ สินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมบางประเภท ลงนามความตกลงด้านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน
นิรุตติ คุณวัฒน์ อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ภารกิจเยือนต่างประเทศของนายกฯ อยู่ภายใต้ 4 กรอบตามที่วางเอาไว้ คือ ปีแรกเป็นภาคบังคับคือไปตามกำหนดการประชุมในเวทีที่เป็นทางการ ถือเป็นเรื่องปกติที่นายกฯ จะเดินทางมากในช่วงนี้ ต่อมาปีที่ 2 ไปประเทศเป้าหมาย ปีที่ 3 จะให้น้ำหนักงานในประเทศ และปีที่ 4 ซึ่งจะครบเทอมและต้องเตรียมเลือกตั้ง จึงจะไม่ค่อยเดินทางมากนัก แต่เปลี่ยนทีมเลขาฯ เป็นนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ ก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
"ปีแรกจะเว้นวาระสำหรับงานในสภาไว้เสมอ เพราะต้องให้ความสำคัญกับงานในสภา ท่านนายกฯ มีคิวต้องไปสภา ซึ่งแต่ก่อนท่านนายกฯ จะนั่งฟังการอภิปรายเอง และขึ้นไปตอบเอง" นายนิรุตติบอกด้วยว่า การเขียนสุนทรพจน์ก็อยู่ในความรับผิดชอบของเขา ซึ่งก็แล้วแต่เวทีที่นายกฯ ต้องไปพูด
แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคเพื่อไทยแสดงความไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์พานายกฯ ไปเยือนต่างประเทศจะเพื่อหลบกระแสการเมืองในประเทศ หลายครั้งเหมือนมีเจตนาจัดโปรแกรมชนกับงานสภาอย่างชัดเจน ขณะที่คนเลือกกำหนดการคือฝ่ายเลขาธิการ และพ.ต.ท.ทักษิณเองก็มีส่วนเสนอและให้คำปรึกษา
"ทราบมาว่า มีการประสานงานภายใน เพื่อขอไปเยือนเองบางประเทศ แบบมีนัย ซึ่งอาจไม่แปลก เพราะทุกประเทศที่ไปเยือน ผู้นำก็จะเชิญชวนกันไปมา แล้วกระทรวงการต่างประเทศก็จะตอบรับไปหมด แต่ต้องดูว่าจะไปเพื่ออะไร นายกฯ ต้องมีวิชั่นเองด้วย บางประเทศจัดให้รองนายกฯ หรือ รมว.การต่างประเทศไปแทนก็ได้"
ขณะที่แหล่งข่าวจากฝ่ายการเมือง ทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า คีย์แมนสำคัญในการกำหนดทริปในการเยือนประเทศใดๆ มี 2 ฝ่าย คือ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) โดยกรมหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอขึ้นมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องเห็นตรงกัน ถึงความเหมาะสม
ปีแรกๆ ถือว่าง่าย เพราะเป็นกำหนดการ เวทีทางการตอนนี้ไม่มีใครคอยดูรายละเอียดและประเด็น หัวข้อในการไปเยือน เหมือนไม่ตั้งใจทำ แต่ก่อนจะไปเวทีไหนก็จะประกาศแนวทางชัด เอารัฐมนตรีกระทรวงไหนไปเพื่ออะไร เอาภาคเอกชนส่วนไหนไปเจรจาอะไร แต่ไม่ใช่ทุกประเทศที่ไปเป็นรูปแบบเดียวกัน
แหล่งข่าวกล่าวถึงขั้นตอนการจัดทริปเยือนต่างประเทศว่า มาจากการเสนอของระดับกรมในกระทรวงการต่างประเทศ ที่เสนอให้ปลัดส่งถึงรัฐมนตรี ซึ่งส่วนใหญ่รัฐมนตรีก็ไม่ได้กลั่นกรองมากนัก ปัญหาอีกอย่างคือ ประสานงานระหว่างทีมงานฝ่ายการเมืองเอง
แหล่งข่าวกล่าวว่า ในช่วงปีแรกของนายกฯ จะมีผู้ดูแลกำหนดการเยือนหลายส่วน เช่น ผู้ช่วยรัฐมนตรีที่อ้างสายตรงนายใหญ่ และนายนพดล ปัทมะ เพราะตอนนั้นกลไกสำนักเลขาธิการนายกฯ ยังไม่ถูกใช้งาน แต่เมื่อนายสุรนันทน์เข้ามาก็จะประสานกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อกำหนดทริปโดยตรง
เบื้องลึกนายกฯทัวร์ถี่ขอเสียงเข้ายูเอ็นเอสซี
วันจันทร์ที่ 30 กันยายนนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยง เพื่อแจ้งประชาคมโลกอย่างเป็นทางการว่า จะยื่นสมัครเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี)
ในความเป็นจริง คณะผู้แทนของไทยในสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ และผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ได้เดินสายพบปะพูดคุยผู้แทนจากนานาประเทศมาระยะใหญ่แล้ว เพื่อบอกกล่าวความตั้งใจของประเทศในเรื่องนี้และขอการสนับสนุน
"ทุกประเทศ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ มีหนึ่งเสียงเสมอภาคกัน ดังนั้นเราต้องพบกับผู้แทนของประเทศต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะประเทศที่เราไม่รู้จักมากนัก" นายสีหศักดิ์ พวงเกตแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศกล่าว
ไทยจะเสนอตัวเป็นสมาชิกไม่ถาวรของยูเอ็นเอสซี ในวาระปี 2017-2018 ไทยเคยทำหน้าที่นี้ ซึ่งมีวาระสองปีมาแล้วครั้งหนึ่งในปี 1985-1986 สำหรับธีมในปีนี้คือ เป็นสะพานเชื่อมประเทศพัฒนาแล้วกับกำลังพัฒนาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ในครั้งนี้ไทยมีแนวทางชัดเจนในการรณรงค์หาเสียงสนับสนุน "เราดำเนินนโยบายการทูตสายกลางที่สามารถประนีประนอมได้กับทุกท่าทีเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ผมคิดว่าเรามีความสามารถที่จะสร้างฉันทามติในกรณีพิพาทได้หลายกรณี"
ไทยมีส่วนสนับสนุนภารกิจของสหประชาชาติอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ กองกำลังรักษาสันติภาพของไทยได้เข้าร่วมกองกำลังสหประชาชาติปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลก ทั้งนี้ ความมั่นคงในโลกยุคใหม่ มิใช่แค่ความมั่นคงของรัฐ และความขัดแย้งก็มิใช่ความขัดแย้งระหว่างประเทศเท่านั้น ความขัดแย้งที่กำลังอุบัติขึ้น บางครั้งเป็นเรื่องระหว่างรัฐกับกลุ่มประชาสังคม "ยูเอ็นเอสซีต้องพิจารณาความขัดแย้งและความมั่นคงในมิติใหม่ๆ และเชื่อมโยงความมั่นคงกับการพัฒนาเข้าด้วยกัน ทางออกหลังความขัดแย้งและการฟื้นฟูสันติภาพอย่างถาวร ต้องตั้งอยู่บนการพัฒนา" นายสีหศักดิ์กล่าว
กระทรวงการต่างประเทศได้วางกลยุทธ์หาเสียงโดยสอดรับกับผลประโยชน์เชิงภูมิศาสตร์ หมู่เกาะแปซิฟิก แอฟริกาและละตินอเมริกา ไม่ได้อยู่ลำดับแรกๆ
"ในทางยุทธศาสตร์ เราไม่ได้เข้าหาสมาชิกยูเอ็นเพียงเพื่อถามว่าจะโหวตให้เราหรือไม่ แต่จะยื่นข้อเสนอไปด้วยว่าเราสามารถทำอะไรให้กับพวกเขาได้ในด้านความมั่นคงและการพัฒนา ตลอดจนวาระการพัฒนาของสหประชาชาติ"
การเข้าไปหาเสียงสนับสนุนจากประเทศต่างๆ จะกระทำในระดับทวิภาคีและพหุภาคี อย่างเวทีการประชุมต่างๆ อาทิ สถาบันแอฟริกา และเวทีความร่วมมือละตินอเมริกัน-เอเชียตะวันออก (Fealac) ที่ไทยเป็นผู้ประสาน ก็จะถูกใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
ส่วนอาเซียนที่ไทยเป็นสมาชิก ไทยไม่ได้ขอการสนับสนุนอย่างเดียว แต่จะขอให้ช่วยไทยระดมเสียงสนับสนุนจากประเทศนอกกลุ่มด้วย ประเทศไทยเป็นผู้สมัครจากอาเซียน ดังนั้นสมาชิกอาเซียนควรช่วยเหลือ
นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายสุรพงษ์ โตวิจักชัยกุล จะถือว่าเรื่องนี้เป็นหน้าที่ที่จะต้องเจรจาและขอการสนับสนุนจากคู่เจรจา เช่นกัน
สำนักงานความร่วมมือด้านการพัฒนาระหว่างประเทศของไทย จะมีบทบาทสำคัญในการรณรงค์หาเสียงเช่นกัน ด้วยการสมทบทุนและความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ
นับจากคณะรัฐมนตรีอนุมัติการเสนอตัวเป็นสมาชิกไม่ถาวรในยูเอ็นเอสซี เมื่อปี 2552 กระทรวงการต่างประเทศได้รณรงค์ต่อเนื่อง จนขณะนี้ ได้เสียงสนับสนุนแล้วประมาณ 60 เสียง แต่ไทยต้องการเสียงอย่างน้อย 2 ใน 3 จากสมาชิกสหประชาชาติทั้งหมด หรือราว 129 เสียง ตามปกติแล้ว ที่นั่งสมาชิกไม่ถาวรฯ จะว่างลง 2-3 ที่ จากทั้งหมด 10 ประเทศ ซึ่งจะถูกจัดสรรแก่ 5 ภูมิภาค ประเทศไทยจะสมัครในโควตาของเอเชีย ซึ่งมีที่นั่งเดียวสำหรับปี 2017-2018 โดยคู่แข่งสำคัญของไทยคือ คาซัคสถาน
สำหรับการลงคะแนน จะมีขึ้นในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่ยูเอ็นครั้งที่ 71 ในเดือนตุลาคม 2016 นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า รั
ฐบาลนี้ รัฐบาลหน้า และเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ จะทำงานกันอย่างเต็มที่จนกว่าจะถึงวันนั้น
..............................
(หมายเหตุ : เจาะภารกิจ'ยิ่งลักษณ์'25เดือน43ประเทศ : รายงาน)



