ข่าว

'ปชป.'ประณามรวบรัดลงมติวาระ3

'ปชป.'ประณามรวบรัดลงมติวาระ3

29 ก.ย. 2556

'ปชป.' ประณาม 'ปธ.รัฐสภา' รวบรัดลงมติวาระ 3 แก้รธน.ปมที่มาส.ว. เชื่อทำตามใบสั่ง หวังศาลรธน.ใช้ความเที่ยงธรรมรักษาบ้านเมือง ชี้ 2 ปี 'รบ.' ล้มเหลวทุกด้าน

 

                            29 ก.ย. 56  นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาและคุณสมบัติ ส.ว. ในวาระสาม ว่า เป็นการรับใช้คนที่บงการจากต่างแดนอย่างชัดเจน แม้รัฐบาลจะมีการลงคะแนนเพื่อรับหลักการวาระ 3 แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสภาฯ คือ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้พยายามตัดบทไม่ให้โอกาสนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้เหตุผลที่ควรจะชะลอการลงมติไปก่อน และยังไม่เปิดโอกาสให้ ส.ว.ที่เสนอญัตติให้เลื่อนการลงมติไปก่อนด้วย

                            โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ทำให้กระบวนการของสภาไม่มีความสง่างาม เป็นการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของตัวเอง เปิดโอกาสให้สามี ภรรยา ครอบครัวนักการเมืองมีโอกาสเป็นสมาชิกวุฒิสภา และส.ว.ปัจจุบัน มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ทันที่ สะท้อนวุฒิภาวะของนักการเมืองบางจำพวก ที่แก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองไม่ใช่เพื่อประชาชน ซึ่งจะนำไปสู่การตีความของศาลรรัฐธรรมนูญ ว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะมีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ให้ส.ว.ชุดปัจจุบันไปสมัครได้อีก

                            "สิ่งที่นายสมศักดิ์ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ให้ความสำคัญ คือ การเสียบบัตรแทนกัน แสดงถึงความตกต่ำด้านจริยธรรมกันอย่างชัดเจน ทั้งที่มีคลิป ส.ส.เสียบบัตร 4 ใบ ในระหว่างการลงมติร่างแก้ไขดังกล่าวในมาตรา 9 แต่นายพร้อมพงศ์ ยังอ้างว่าเป็นคลิปตัดต่อ และอ้างว่าแม้จะเป็นคลิปจริง ก็ไม่ทำให้กระบวนการตรากฎหมายผิด เพราะเสียงส่วนใหญ่มากกว่าเสียงส่วนน้อย 4 บัตรที่มีปัญหา จึงไม่มีผลต่อการลงคะแนน แต่การทุจริตคือการทุจริต เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หวังศาลรัฐธรรมนูญจะนำไปประกอบการพิจารณาในเรื่องนี้และปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดัน เพราะมีแต่การทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมเท่านั้น ที่จะปกป้องบ้านเมือง นายกฯ ต้องมีส่วนร่วมรัฐผิดชอบ เพราะเผือกร้อนอยู่ในมือตัวเอง มีเวลา 20 วันตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร หากทูลเกล้าฯ ก็ต้องรับผิดชอบถ้ามีการวินิจฉัย ว่าการแก้ไขร่าง รธน.ดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หากนายกฯ เสี่ยงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ก็ต้องพร้อมรับความเสี่ยงด้วยตัวเอง"

 

 

ชี้ 2 ปี 'รบ.' ล้มเหลวทุกด้าน

 

                            นายชวนนท์ แถลงถึงการบริหารราชการของพรรคเพื่อไทย ว่า ตนเห็นว่าล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินทุกระดับ ดังนี้ 1. สถานการณ์น้ำสูงแม้จะไม่เท่าปีที่ผ่านมา แต่อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง และจากการลงพื้นที่ปทุมธานีไม่พบความเปลี่ยนแปลงในการแก้ไขที่แตกต่างจากปี 2554 ทั้งที่มีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ใช้ไปแล้ว 1 หมื่นล้าน แต่โครงการที่โฆษณากับประชาชนไม่ได้ทำเพราะรัฐบาลทำผิดกฎหมาย จนทำให้เกิดความเสียหายกับประชาชนและประเทศชาติในขณะนี้ เพราะรัฐบาลมีอำนาจ มีเงินแต่ขาดธรรมาภิบาล ทำให้เกิดความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน

                            โฆษกพรรคประชาธิปตย์ กล่าวว่า เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำอีก หากรัฐบาลกู้เงิน 2 ล้านล้านผ่านไปได้ เพราะเหมือนกับโครงการ 3.5 แสนล้าน ที่มีการหลีกเลี่ยงระบบตรวจสอบตามระบบงบประมาณปกติ จึงเชื่อว่าจะมีจุดจบไม่ต่างจากเงินกู้ 3.5 แสนล้าน ส่วนความแตกต่างระหว่างประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยในการใช้เงิน 2 ล้านล้านบาท คือ 1. การจัดงบประมาณของพรรคประชาธิปัตย์ จะอยู่ในระบบงบประมาณ ตรวจสอบได้ โปร่งใส 2. มีโครงการที่จะดำเนินการก่อสร้างที่ชัดเจน ในการปรับปรุงพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน 3. เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการตวจสอบเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหาร 4. จะแบ่งเป็นสี่หมวดไม่ได้มีแค่ด้านคมนาคม แต่จะมีการศึกษา สาธารณสุขและการชลประทานด้วย เพราะขีดความสามารถในการแข่งขันที่ WEF จัดไว้ว่า โครงสร้างพื้นฐานอยู่ที่ 47 แม้จะต่ำแต่ด้านการศึกษาและสาธารณสุขอยู่อันดับที่ 81 ต่ำกว่าด้านคมนาคมอย่างมาก รัฐบาลจึงต้องแบ่งงบประมาณไปพัฒนาด้านการศึกษาและสาธารณสุขเพื่อให้เกิดการสมดุลในการพัฒนาประเทศ

                            ส่วนการขึ้นราคาแก๊สอีก 50 สตางค์เป็นครั้งที่สอง ในเดือนตุลาคมซึ่งจะทำให้ราคาแก๊สสูงขึ้นเป็น 15 บาท ต่อแก๊สถังละ 15 กิโลกรัมนั้น นายชวนนท์ กล่าวว่า ในขณะที่มีคนไปขึ้นทะเบียนขอรับการอุดหนุนจากรัฐให้ซื้อในราคาเดิมเป็นจำนวนน้อย แต่นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน กลับอ้างว่าเป็นเพราะไม่เดือดร้อนจึงมีคนลงทะเบียนน้อย ถือเป็นวิธีคิดที่แย่มาก รับไม่ได้ เพราะประชาชนเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือเนื่องจากกฎเกณฑ์ยาก และหาบเร่แผงลอยกลัวจะถูกเก็บภาษีย้อนหลัง ถ้ารมว.พลังงานไม่เปลี่ยนทัศนคติ ก็ขอให้ไปสำรวจตลาดว่าประชาชนคิดไปเองหรือไม่ว่าของแพง เพราะกำลังปรับราคาแก๊สขึ้นทุกเดือน

                            โฆษกพรรคประชาธิปตย์ กล่าวว่า ความล้มเหลวสูงสุด คือ โครงการประชานิยม เช่น เงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ซึ่งอัตราค่าจ้างสำหรับพนักงานกระทรวงสาธารณสุข กำหนดปริญญาตรีหรือเทียบเท่าที่ 12,300 บาทไม่ถึง 15,000 บาท นี่คือผลเสียของประชานิยม เช่นเดียวกับการหาเสียงลาก่อนน้ำท่วมน้ำแล้ง แต่ก็ทั้งท่วมและแล้ง หรือนโยบายกระชากค่าครองชีพขึ้นค่าแก๊ส และนโยบาย 300 บาท ผู้ประกอบการปิดกิจการ แรงงานถูกลอยแพ

                            "ผมจึงขอท้าให้นำนโยบายมากางดู และกล้าพูดว่ามีนโยบายใดประสบความสำเร็จบ้าง เพราะล้มเหลว เจ๊งทุกตัว จะมีเพียงนโยบายเดียวที่พอจะอ้างว่าสำเร็จคือ การลดภาษีนิติบุคคลจาก 30 ลงเหลือ 20% เพราะเป็นการช่วยคนรวยได้สำเร็จ บริษัทข้ามชาติได้ประโยชน์ ขณะที่รายได้เข้าประเทศสูญไปกว่า 8 หมื่นล้านบาท แต่นโยบายเพื่อคนจนรัฐบาลกลับกระทืบ ซ้ำเติม ไม่ใช่รัฐบาลของคนจนเป็นรัฐบาลอภิมหาเศรษฐีที่เข้าสู่การเมืองเพื่อแสวงหาประโยชน์ให้กับตัวเอง"

 

 

'มัลลิกา' วอน 'รบ.' หยุดโกหก-หยุดทำร้ายปชช.

 

                            น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการแก้ปัญหาเรื่องค่าครองชีพพบว่าไม่ได้เป็นไปตามที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพราะไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจนว่ามีผลงานอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ประชาชนเห็น 2 ปีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่เกิดเป็นรูปธรรม คือ แม่ค้าประกาศขึ้นราคาเมนูละ 10 บาท ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดรสเด็ดขึ้นราคา 5 บาท แถลงจากแม่บ้านแฟลตตำรวจในกรุงเทพฯ “ผลกระทบค่าครองชีพ จึงต้องขึ้นราคา เชิญชวนข้าราชการตำรวจทำโครงการสวัสดิการช่วยเหลือกัน” นอกจากนี้ยังพบว่ามีการขึ้นราคาสินค้าทั่วประเทศ เป็นผลงานที่ประชาชนจับต้องได้และเดือดร้อนด้วยตัวเอง

                            "ขอให้นายกฯ หยุดโกหก หยุดทำร้ายประชาชน บริหารงานให้มีประสิทธิภาพได้แล้ว เพราะขณะนี้ราคาพลังงานสูงขึ้นทุกชนิด ตรงกันข้ามจากที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้ คือ มากกว่าที่สัญญา 7-8 บาท รวมถึงการขึ้นราคาแก๊สทั้งแอลพีจีและเอ็นจีวีหลายครั้ง สรุปคือ สองปีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไร้สติปัญญา ไร้ประสิทธิภาพ และไร้ค่า โดยสิ้นเชิง เพราะแก้ปัญหาให้กับประชาชนไม่ได้เลย มีแต่การซ้ำเติมปัญหาให้กับประชาชน"

 

 

จวก 'รัฐ' ล้มเหลวใช้ 1.2 แสนล้านป้องน้ำท่วม

 

                            น.ส.มัลลิกา แถลงถึงปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นว่า จังหวัดภัยพิบัติน้ำท่วม 29 จังหวัด โดยข้อมูลของสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการอนุมัติงบกลางไปก่อนหน้านี้ 1.2 แสนล้านไม่รวมอีก 1 หมื่นล้านจากเงินกู้ 3.5 แสนล้านที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี นำไปใช้นั้น มีอะไรเป็นรูปธรรมบ้าง เพราะปัญหาน้ำท่วมยังคงอยู่และในบางพื้นที่หนักกว่าปี 2554

                            รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะที่ข้อมูลของสำนักนายกรัฐมนตรี มี 146 โครงการใช้งบประมาณถึง 1.2 แสนล้าน เพื่อขุดลอกคูคลอง ทำผนังกั้นน้ำ และฝาย เพื่อให้มีการระบายน้ำอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การเปิดประตูระบายน้ำก็ยังเป็นไปตามปกติแต่เงิน 1.2 แสนล้านไม่ได้ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

                            "เพราะมีการทุจริตเรียกรับ 40% เป็นความจริงใช่หรือไม่ เพราะประชาชนนครสวรรค์ อ่างทอง ไล่ลงมา เคยร้องเรียนว่าเป้นแค่การขุดแปะจริงใช่หรือไม่ เมื่อนายกฯอนุมัติงบ 1.2 แสนล้านแต่ยังเกิดน้ำท่วมที่ผิดปกติ จึงจะนำเรื่องยื่นต่อ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบด้วย อีกทั้งการใช้เงิน 1 หมื่นล้านบาทจากเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท เอาเงินไปใช้อะไร รายละเอียดเป็นอย่างไร ช่วยชี้แจงให้ประชาชนรับทราบด้วย เพราะไม่มีการนำประสบการณ์ปี 2554 มาใช้ให้เป็นประโยชน์"

 

 

'เด็กปชป.' แนะ 'ปู' ชะลอทูลเกล้าฯ ร่างแก้ไขรธน.ปมที่มาส.ว.

 

                            นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ระบุ สามารถนำร่างพ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของส.ว.ทูลเกล้าฯ ได้ทันทีว่า ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ชะลอการทูลเกล้าฯ เพื่อรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีเหตุผลพิเศษอะไร ที่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบ

                            "หากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ช้าออกไปคงไม่ทำให้ใครตาย นายกรัฐมนตรี ควรเอาเวลาไปแก้ปัญหาน้ำท่วม ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต่างหากที่เป็นเรื่องเร่งด่วน นายกรัฐมนตรี อย่าทำตามใบสั่ง หรือทำตามธงที่ใครวางไว้ เพื่อให้รัฐธรรมนูญบังคับใช้ให้ทันภายในเดือนมี.ค.ปีหน้า เพราะเมื่อเกิดความเสียหายคนที่รับผิดชอบ คนที่ขึ้นศาล และคนที่ติดคุกก็คือนายกรัฐมนตรี ที่เตือนเพราะหวังดี แต่ถ้านายกรัฐมนตรี ไม่สนใจผิดชอบชั่วดี ไม่ใยดีต่อหลักกฎหมายก็เชิญเดินหน้าให้เต็มที่ แล้วมาดูจุดจบกันว่าท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้จะอวสานอย่างไร"

                            ส่วนประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญ กำลังพิจารณาคำร้องต่างๆ ที่ยื่นไป เพื่อตรวจสอบความชอบของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้น รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ทราบว่าสัปดาห์หน้าเป็นต้นไปคนของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย คือ กลุ่มคนเสื้อแดงต่างๆ จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่หันหัวเรือกลับไปที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง เพื่อทำการข่มขู่ คุกคามกดดัน ดังเช่นที่เคยทำมา ซึ่งหากนายกรัฐมนตรี อยากจะปฏิรูปการเมืองจริงๆ ควรเตือนพวกพ้องของนายกรัฐมนตรี ว่าอย่าไปปฏิบัติเช่นนั้น แต่ควรให้ความเคารพอำนาจตุลาการ