
'พฐ.-นิติวิทย์'อำนวยยุติธรรมดับไฟใต้(2)
คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : พฐ.-นิติวิทย์ อำนวยยุติธรรมดับไฟใต้ (2) : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ
ส.ต.ต.เกียรติศักดิ์ ผลิผล ส.ต.ต.นิติกร ตาเหล็ม ตำรวจชุดลาดตระเวนเส้นทาง สถานีตำรวจภูธรยะหา จ.ยะลา และประชาชนในพื้นที่อีก 2 คน คือเหยื่อความรุนแรงกรณีล่าสุด ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ทั้ง 4 คน ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดบนถนนสายยะหา-กาบัง พื้นที่หมู่ 6 บ้านเอเส็น ต.ยะหา อ.ยะหา จ.ยะลา แล้วใช้ปืนอาก้า และเอ็ม 16 กระหน่ำยิงซ้ำ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา
หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด และตำรวจพิสูจน์หลักฐานจากศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่า ระเบิดที่คนร้ายใช้เป็นระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน 2 ลูก น้ำหนัก 5-7 กิโลกรัม จุดชนวนด้วยสายไฟ ซึ่งลากเข้าไปในป่าข้างทางห่างจากจุดระเบิดประมาณ 300 เมตร ในที่เกิดเหตุพบเศษสะเก็ดระเบิดจำนวนหนึ่ง
หลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุ ถูกนำไปประมวลกับพฤติการณ์การก่อเหตุ และข้อมูลในการสืบสวนของหน่วยข่าวความมั่นคงในพื้นที่ เชื่อว่าคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุครั้งนี้ น่าจะเป็นกลุ่มของนายสะอูดี สะตาปอ และนายอูไบดีละ รอมือลี แกนนำผู้ก่อความไม่สงบระดับสั่งการ ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มนายอาบะห์ เจะอาลี แกนนำผู้ก่อความไม่สงบรายสำคัญ ที่เคลื่อนไหวอยู่ใน อ.ยะหา จ.ยะลา
นอกจากข้อมูลด้านการข่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้รับรายงานจากสายข่าวในพื้นที่แล้ว หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งตำรวจพิสูจน์หลักฐานเก็บได้จากที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะเศษสะเก็ดระเบิด และสายไฟความยาวเกือบ 300 เมตร คือหลักฐานสำคัญที่ให้เบาะแสของกลุ่มคนร้าย โดยสายไฟ และเศษสะเก็ดระเบิด ถูกนำไปตรวจสอบหาดีเอ็นเอของคนร้าย แล้วนำไปเทียบกับข้อมูลดีเอ็นเอและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อื่นๆ ในฐานข้อมูลที่จัดทำไว้
หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ได้จากจุดเกิดเหตุ เมื่อนำไปเทียบกับข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ในฐานข้อมูล สามารถใช้เป็นเบาะแสสำคัญในการเชื่อมโยงไปยังกลุ่มคนร้าย ทำให้การติดตามจับกุมคนร้ายทำได้ง่ายขึ้น
แต่ในอดีตที่ผ่านมา การรวบรวมวัตถุพยานในคดีความมั่นคงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขาดความเป็นเอกภาพ มีอุปสรรค ความขัดแย้งของผู้ปฏิบัติงาน เกิดการยื้อแย่งวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ การรวบรวมพยานหลักฐานไม่เป็นไปตามกฎหมายและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติและให้อำนาจไว้ ขาดความเชื่อมโยงของวัตถุพยานกับเหตุการณ์และผู้กระทำผิด ส่งผลให้การแปรค่าวัตถุพยานให้เป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จาก "หลักฐานในที่เกิดเหตุ" กลายเป็น "จุดอ่อน" เปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดใช้เป็นข้อต่อสู้ทางคดี นำไปสู่การยกฟ้องในชั้นศาลจำนวนมาก
"มีบางหน่วยเข้ามาเก็บหลักฐาน อ้างเหตุผลความมั่นคง อาจไปเก็บดีเอ็นเอ แต่มันก็ไม่สามารถไปชี้ใครได้ แต่ถ้าเราคิดว่า คดีเมื่อมีความผิดอาญาเกิดขึ้น เช่น ไปวางระเบิด ไปยิงเขาตาย มีโทษจำคุกเป็น 10 ปี มีอายุความถึง 20 ปี หลักฐานมันต้องเป็นหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนการสอบสวนได้ตามกฎหมาย ถ้าไปเก็บโดยไม่มีขั้นตอนหรือไปเก็บโดยไม่มีอำนาจหน้าที่มันไม่สามารถนำเข้าสู่สำนวนได้ ส่งให้อัยการ อัยการก็จะถามว่าของกลางปลอกกระสุน หรือสะเก็ดระเบิดได้มาจากตรงไหน มีแผนที่มั้ย ขึ้นสู่ศาลก็จะถูกตั้งคำถามเช่นเดียวกัน ถ้าหากหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานมีหลายหน่วย และไม่ส่งหลักฐานตรงนี้มาให้ และการเก็บหลักฐานไม่เป็นไปตามขั้นตอน จะกลายเป็นยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย" พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วยผบ.ตร. ซึ่งรับผิดชอบงานด้านพิสูจน์หลักฐาน ให้ข้อมูล
สอดคล้องกับผลการวิจัยเรื่อง "ประสิทธิภาพของรัฐในการดำเนินคดีความมั่นคงกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนกรณีศึกษาสี่จังหวัดชายแดนภาใต้" ซึ่งศึกษาโดยสำนักงานคดีแรงงานภาค 9 สำนักงานอัยการสูงสุด ที่พบว่า ในด้านการพิสูจน์หลักฐาน มีหน่วยทำงานซ้ำซ้อน ฐานข้อมูลไม่สมบูรณ์ ไม่ครอบคลุม การเก็บรวบรวมพยานหลักฐานไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้องตามหลักสากล จึงทำให้ขาดประสิทธิภาพในการเอาผิดคนร้าย เห็นได้จากสถิติทางคดีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ปี 2547 ถึงปี 2555 ที่เกิดคดีความไม่สงบอันมามีสาเหตุมาจากปัญหาความมั่นคงถึง 7,918 คดี แต่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของอัยการแล้วมีความเห็นสั่งฟ้องได้เพียง 907 คดี และเมื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาลแล้ว มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องถึง 439 คดี
เมื่อปี 2554 รัฐบาลตั้งกรรมการคณะหนึ่งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนในการเก็บวัตถุพยานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียกว่า "คณะกรรมการติดตามอำนวยความยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้" ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงสำนักงานอัยการสูงสุดด้วย
คณะกรรมการชุดนี้ได้หยิบยกปัญหาหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่ตำรวจ เข้ามารวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุคดีระเบิด คดีซุ่มยิง และคดีอาชญากรรมรุนแรงที่เกิดขึ้น แล้วนำวัตถุพยานไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดให้ตำรวจ คือพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเมื่อมีคดีอาญาเกิดขึ้น ก่อนจะมีการเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อกำหนดแนวทางในการปฏิบัติงานกรณีเกิดคดีในพื้นที่ กลายเป็นที่มาของการกำหนดแนวเขตพื้นที่การทำหน้าที่ของฝ่ายต่างๆ ในสถานที่เป็น 3 แนวเขต
1.แนวเขตป้องกันรอบนอกสุด เป็นอำนาจหน้าที่ของกองกำลังฝ่ายทหาร เพื่อดำรงความปลอดภัยให้แก่เจ้าหน้าที่ในขณะที่มีการรวบรวมพยานหลักฐาน 2.แนวเขตชั้นกลาง เป็นเขตพื้นที่สำหรับ "ผู้บริหารสถานที่เกิดเหตุ" ได้แก่ เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา, พ.ร.บ.ความมั่นคง, พ.ร.บ.กฎอัยการศึก โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งหรือทุกหน่วยสามารถเข้ารักษาเขตพื้นที่ได้ แต่ไม่มีอำนาจเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน 3.แนวเขตพื้นที่ใจกลาง เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ หรือบุคคลที่ตำรวจจะเชิญมาในฐานะ "ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน" มาช่วยเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ
ที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีการกำหนดแนวปฏิบัติดังกล่าว แต่ก็ยังมีการฝ่าฝืนจนเกิดความขัดแย้งในการปฏิบัติงาน จนขาดประสิทธิภาพในการทำคดี กระทรวงยุติธรรมจึงมอบหมายให้ พ.อ.นพ.เอนก ยมจินดา ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ นำคณะเข้าพบ พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วยผบ.ตร. ซึ่งรับผิดชอบงานด้านพิสูจน์หลักฐานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อหารือถึงแนวทางในการร่วมมือกันในงานนิติวิทยาศาสตร์ระหว่างหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานของตำรวจกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม
ในการหารือมีความเห็นตรงกันว่า ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมมือกันใน 4 เรื่องหลัก คือ 1.ด้านฐานข้อมูล เช่นฐานข้อมูลดีเอ็นเอ สามารถส่งผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลระหว่างกันได้ แต่จะไม่แทรกแซงด้วยการผนวกควบรวมฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน 2.ด้านเครื่องมืออุปกรณ์ จะมีการสนับสนุนเครื่องมือวิทยาศาสตร์เพื่อสนับสนุนการตรวจวิเคราะห์วัตถุพยานและเพื่อการศึกษาวิจัยร่วมกัน 3.ด้านบุคลากร ทั้งสองหน่วยงานจะบูรณาการการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เกิดเหตุร่วมกันตามที่พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจตาม ป.วิ อาญา ร้องขอ จัดให้มีการฝึกอบรมเพิ่มทักษะในการปฏิบัติงานร่วมกัน และ 4.ทั้งสองหน่วยงานนำจุดเด่นของบุคลากรและเครื่องมืออุปกรณ์ของแต่ละหน่วยงานมาบูรณาการการทำงานร่วมกัน
"เราไม่ได้มองถึงการรวมศูนย์รวมหน่วยงาน หรือการตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ แต่มองถึงความร่วมมือด้านฐานข้อมูล ซึ่งตำรวจก็มีฐานข้อมูลดีเอ็นเอ มีฐานข้อมูลปืน เช่น ปืนอันนี้มีประวัติก่อเหตุมากี่ครั้งยิงที่ไหนอย่างไรบ้าง ข้อมูลเหล่านี้เรามีอยู่หมื่นหกพันกว่าข้อมูล เรารู้ว่ามีปืนกว่าห้าพันกระบอกที่ใช้หมุนเวียนยิงในพื้นที่ ยิงซ้ำอยู่ประมาณแปดน้อยกระบอก ข้อมูลอย่างนี้สามารถแชร์ให้คนที่มีหน้าที่สืบสวนสอบสวนได้ หรือข้อมูลดีเอ็นเอทางเราก็มี ขณะที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ก็มีเก็บรวบรวมไว้ เมื่อประสานความร่วมมือก็จะทำให้มีข้อมูลในการติดตามจับกุมคนร้ายได้ เครื่องมือเครื่องใช้ต่างฝ่ายต่างมีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ได้มาตรฐาน หากบูรณาการกันก็จะใช้ตรวจสอบแลกเปลี่ยนกันจะเป็นประโยชน์ ในเรื่องบุคลากรอาจจะฝึกให้ทำงานในพื้นที่ร่วมกันจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ" พล.ต.ท.จรัมพร ให้ข้อมูล
น่าติดตามเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นระหว่างหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่ตั้งเป้าจะใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์อำนวยความยุติธรรมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สถิติการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดจะออกมาในทิศทางไหน
------------------------
('พฐ.-นิติวิทย์' อำนวยยุติธรรมดับไฟใต้ (1)
- http://www.komchadluek.net/detail/20130922/168783/พฐ.-นิติวิทย์อำนวยยุติธรรมดับไฟใต้(1).html
คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : พฐ.-นิติวิทย์ อำนวยยุติธรรมดับไฟใต้ (2) : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



