ข่าว

'พท.'แจงสถานการณ์น้ำยังไม่น่าห่วง

'พท.'แจงสถานการณ์น้ำยังไม่น่าห่วง

28 ก.ย. 2556

'พท.' แจงสถานการณ์น้ำยังไม่น่าห่วง ระบุเขื่อนยังไม่เต็ม-เร่งช่วยพื้นที่น้ำท่วม แนะ 'อภิสิทธิ์' ดู 'พิชัย' ตัวอย่างร่วมคณะปฏิรูปฯ

 

                          28 ก.ย.56 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุรัฐบาลไม่ปรับปรุงแนวทางปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทำให้ภาพหลายอย่างไม่ต่างจากปี 2554 ว่า น้ำท่วมปี 54 ถือเป็นเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เจอทั้ง พายุนกเตนไห่ถาง และ เนสาด ในขณะที่ปีนี้ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เขื่อนต่างๆยังไม่เต็มและยังสามารถรองรับน้ำได้อีก เหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่ต่างๆ เกิดจากฝนตกหนักและลักษณะทางภูมิศาสตร์เฉพาะ บางส่วนเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ เกิดปัญหาน้ำท่วมตามฤดูกาลอยู่แล้ว ปัญหาน้ำท่วมหลายพื้นที่ในขณะนี้ จุดสำคัญคือการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลบางพื้นที่ทำได้น้อยกว่าเป้าหมาย เนื่องจากปัญหาต่างๆ ทั้งคำสั่งศาลปกครองให้ระงับโครงการ 3.5 แสนล้านบาท

                          อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะเร่งบูรณาการตามศักยภาพที่มี เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และได้กำชับทุกหน่วยงานให้เข้าไปปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งด้านการเตือนภัยที่จะต้องเข้มข้นขึ้น ส่วนการช่วยเหลือ เยียวยา ทำได้ดีอยู่แล้ว และยืนยันได้ว่าสถานการณ์น้ำปี56 ในภาพใหญ่ไม่มีอะไรน่ากังวล

 

'อนุสรณ์' แนะ 'อภิสิทธิ์' ดู 'พิชัย' ตัวอย่างร่วมคณะปฏิรูปฯ

 

                          นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการเดินหน้าเวทีปฏิรูปหาทางออกประเทศไทย ว่า ขณะนี้เดินหน้าไปได้มากพอสมควร มีการหารือถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการปฏิรูป 3 ชุด ประกอบด้วย การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม และได้รายชื่อคณะกรรมการปฏิรูปทั้ง 3 ชุดครบ รวมถึงจะมีการประชุมเวทีปฏิรูปหาทางออกประเทศไทยครั้งที่ 2 ในวันที่ 7 ต.ค. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ทราบว่าเมื่อได้ประชุมไปสักระยะหนึ่งแล้ว จะมีการเดินสายไปเชิญบุคคลต่างๆ ให้เข้าร่วมเป็นรอบที่สอง ซึ่งอาจจะเป็นคนเดิมที่เคยเชิญมาแล้ว และนั่นจะเป็นโอกาสของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะตัดสินใจเข้าร่วม เพราะจะนำบันไดไปพาดให้ลงถึงที่ เรื่องสภาปฏิรูปไม่ควรเร่งรัด ต้องค่อยๆ เดินไปตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ แล้วเมื่อออกมาคงจะเป็นไปในทางที่ดี หาข้อยุติได้พอสมควร อาจจะไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องทำ ต้องพยายาม

                          ทั้งนี้ อยากแนะนำนายอภิสิทธิ์ ให้ดูนายพิชัย รัตตกุล อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวอย่าง ที่แสดงความจำนงจะเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการทั้ง 3 ชุด และยังอีกหลายๆ คนที่แสดงความจำนงอยากเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการมากกว่า 1 ชุด นายอภิสิทธิ์ไม่คิดจะเข้าร่วมม้แต่ชุดเดียวเลยหรือ อย่างน้อยก็เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาที่ตัวนายอภิสิทธิ์มีส่วนร่วมก่อขึ้นมาบ้าง

 

'พท.' อัด 'ปชป.' ไม่อายหรือ กล้าพูดเรื่องขัดกันแห่งผลประโยชน์

 

                          นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ให้ชะลอการลงมติวาระ 3 ประเด็นที่มา ส.ว.ว่า อยากถามพรรคประชาธิปัตย์ไม่ละอายบ้างหรือ ที่มาพูดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพราะสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ก็มีการแก้ไขเขตการเลือกตั้งเพื่อตัวเอง พอวันนี้เป็นฝ่ายค้าน กลับออกมาพูดได้หน้าตาเฉย ไม่อายว่าเป็นเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ทั้งที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ก็เป็นการดำเนินการตามกรอบคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่บอกว่าไม่ควรแก้ทั้งฉบับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเป็นสิทธิ์และอำนาจของกระบวนการนิติบัญญัติ อำนาจอื่นจะแทรกแทรงมิได้ การลงมติวาระ 3 ประเด็นที่มา ส.ว. จึงต้องเดินหน้าต่อไป และจะไม่ผิดกฎหมาย ไม่ขัดหลักการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย และหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านคงจะยึดมั่นในแนวทางที่ท่านเคยวินิจฉัยไว้แล้วเพื่อพิทักษ์ระบบให้เข้มแข็ง เปรียบเหมือน เมื่อเราทำถนนที่ดี มีระบบสัญญาณไฟจราจรที่ดี ก็ไม่ควรมีใครขับรถคร่อมเลนเพื่อน

 

'พท.' งัดอดีตคำสั่งศาลรธน.ไม่รับ ม.154 สมัย 'สุรพงษ์' เทียบเคียง

 

                         ที่รัฐสภา นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายพิชิต ชื่นบาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค แถลงข่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 154 รวมทั้งกลุ่ม 40 ส.ว.ยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภาตามมาตรา 154 เพื่อขอให้วินิจฉัยว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาส.ว.ของรัฐสภาขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยนายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เคยแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็นคือ มาตรา 93-98 และมาตรา 190 โดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตส.ว.สรรหา ได้ยื่นเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 154 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งที่ 4/2554 วันที่ 23 ก.พ.2554 ลงนามโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ท่านไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัย ซึ่งมีผลผูกพันไปทุกองค์กร รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญเอง

                         ดังนั้นกรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็จะไม่สามารถรับไว้ได้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ไม่แน่ใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ความจำสั้น ความจำเสื่อม หรือหาจุดยืนตัวเองไม่เจอ ถึงเอาแต่ค้านสุดซอยแบบไม่สร้างสรรค์ ทำตัวเป็นทายาทเผด็จการ วันนี้มีความพยายามข่มขู่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในขั้นตอนของการนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่การที่นายกรัฐมนตรีมาร่วมโหวตวาระ 3 ด้วยนั้นก็แสดงภาวะผู้นำอย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้นคงไม่ต้องถามว่าจะยื่นทูลเกล้าฯ หรือไม่

                         ด้านนายพิชิต กล่าวว่า จากคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2554 ชัดเจนว่า อำนาจการสถาปนาหรือแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นเอกสิทธิและดุลพินิจของรัฐสภาที่ทำในรูปแบบของญัตติ เสนอเป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ใช่รูปแบบของพ.ร.บ. ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้นำมาตรา 154 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการควบคุมการตราพ.ร.บ.มิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้ ดังนั้นจึงชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถรับคำร้องตรงนี้ได้ ศาลรัฐธรรมนูญจะขับรถคร่อมเลน ใช้มาตรา 154 มาพิจารณากรณีนี้ไม่ได้ และศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจใดมายับยั้งกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลเดินมาจนถึงบัดนี้ได้ ยืนยันว่าประธานทั้ง 2 ท่านและสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดทำตามอำนาจหน้าที่ ไม่มีใครทำผิด