
'ปชป.'วอล์คเอ้าท์!เดือด'ขุนค้อน'โหวตวาระ3
สภาเดือด'ขุนค้อน'สั่งเดินหน้าโหวตลงมติ วาระ 3 'ฝ่ายค้าน'โวยลั่นจวกไม่มีศักดิ์ศรี ก่อนวอล์คเอ้าท์ทันที ล่าสุด'มติสภาฯ'ผ่านร่างแก้ รธน. ว่าด้วยที่มา ส.ว.แล้ว
28 ก.ย.56 ล่าสุด หลังจากที่ที่ประชุมร่วมรัฐสภา ได้มีการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มมาตราว่าด้วยที่มาของ ส.ว. วาระสาม ด้วยวิธีการขานชื่อแล้ว เมื่อเวลา 12.10 น. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ประกาศผลการลงคะแนนว่า ที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบ ด้วยเสียง 358 เสียงไม่เห็นชอบ 2 เสียง และงดออกเสียง 30 เสียง ดังนั้นถือว่าที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่ง
จากนั้นนายสมศักดิ์ ได้สั่งปิดการประชุม รวมเวลาที่รัฐสภาใช้พิจารณาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 30 นาที
"ปชป."วอล์คเอ้าท์!เดือด"ขุนค้อน"เดินหน้าโหวตวาระ3
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาลงมติในวาระที่ 3 ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 111 มาตรา 112 มาตรา 115มาตรา 116 วรรคสอง มาตรา 117 มาตรา 118 มาตรา 120 และมาตรา 241 วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา 113 และมาตรา 114) โดยมีนายสมศักดิ์ เกรียติสุรนนท์ เป็นประธานในที่ประชุม
เมื่อเปิดประชุมนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน)ได้ขอใช้สิทธิหารือก่อนการลงมติ โดยระบุถึงการที่เมื่อวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 5 ต่อ 2 สั่งรับคำร้องของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา กับพวก และคำร้องของนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาตรา 68 ว่า นายสมศักดิ์ กับพวกรวม 310 คน กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ ในกรณีที่ นายนิคม ไวยรัชพานิช ในฐานะรองประธานรัฐสภา กับพวกรวม 309 คน ได้ร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่....พ.ศ....ในประเด็นเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.รวมถึงเมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญยังได้รับคำร้องของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และคณะส.ว.ในกรณีนี้ด้วย เพราะฉะนั้นเห็นว่า สภาฯไม่ควรลงมติวาระ 3 และควรรอการวินิจฉัยจากศาลก่อน แต่ก็ถูก ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยประท้วงอยู่ตลอดเวลา จนสุดท้ายนายสมศักดิ์ ตัดสินใจเดินหน้าลงมติวาระ 3 ทันทีโดยไม่ฟังเสียงทักท้วงของทางฝ่ายค้าน
น.ส.ทัศนา บุญทอง ส.ว.สรรหา ได้เสนอญัตติขอให้ที่ประชุมเลื่อนการพิจารณาวาระที่ 3 ออกไปก่อนเนื่องจากยังมีการยื่นตีความในเรื่องนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญอยู่ เพราะฉะนั้นควรที่จะชะลอการลงมติออกไปก่อน เพื่อรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่นายสมศักดิ์ ระบุว่า สภาเข้าสู่วาระการพิจารณาแล้วเพราะฉะนั้นจะเสนอญัตติเลื่อนลงมติวาระ 3 ไม่ได้ และตนดำเนินการได้ตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น โดยขอให้สมาชิกช่วยรักษามารยาทด้วย
หลังจากนั้น ส.ส.ฝ่ายค้านก็ได้ตะโกนต่อว่า นายสมศักดิ์ว่า “ไม่มีศักดิ์ศรี”และ”เผด็จการ” จากนั้นนายสมศักดิ์ได้ตัดบทเข้าสู่การขานชื่อลงมติทันที
ต่อมาเมื่อเวลา 10.50 น. เมื่อเลขาธิการสภา ได้ขานชื่อสมาชิกที่ละคน ปรากฏว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และส.ว.สรรหาได้วอล์คเอ้าท์ออกจากห้องประชุมทันที ขณะเดียวกัน นายอรรถพร พลบุตร ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำพวงหรีดมาให้นายสมศักดิ์ ที่บริเวณหน้าบังลังก์ แต่นายสมศักดิ์ ก็ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่นำพวงหรีดดังกล่าวออกไปทันที
"สมศักดิ์" ยัน ไม่ส่งคำร้องตามรธน.ม.154(1) ให้ศาลรธน.พิจารณา
เมื่อเวลา 10.15 น. ก่อนการเปิดประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มมาตราว่าด้วยที่มาของส.ว. วาระสาม ได้มีกลุ่ม ส.ว.เลือกตั้ง นำโดย นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ ส.ว. ขอนแก่น พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ส.ว.มุกดาหาร นายต่วนอับดุลเล๊าะ ดาโอ๊ะมารียอ ส.ว.ยะลา และนายประวัติ ทองสมบูรณ์ ส.ว.มหาสารคาม ได้นำกระเช้าดอกไม้ มามอบให้กับนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาเพื่อให้กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา โดยนายสมศักดิ์ กล่าวขอบคุณและระบุว่าพร้อมจะทำหน้าที่ตามระเบียบข้อบังคับ และรัฐธรรมนูญ
จากนั้นนายสมศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการใช้ดุลพินิจกรณีที่มีสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ยื่นแสดงความเห็นเพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญและนายกรัฐมนตรี กรณีที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154(1) ว่า ช่วงปี 2554 ตอนที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลและมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตส.ว. และนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ฐานะส.ส.พรรคเพื่อไทยได้ใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 154 (1) ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยครั้งนั้นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยกคำร้องเนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 154(1) ใช้ได้เฉพาะกฎหมายทั่วไปเท่านั้น โดยไม่มีผลครอบคลุมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ถามย้ำว่าแสดงว่าจะนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาเป็นบรรทัดฐานว่าจะไม่นำความเห็นส่งใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า แน่นอน เพราะศาลเคยมีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว อย่างไรก็ตามหากมีผู้ยื่นเรื่องมายังตนจริง ตามหน้าที่ก็จะรับไว้ ส่วนจะนำส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หรือแจ้งไปยังนายกฯ ให้รับทราบหรือไม่นั้นต้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แต่ส่วนตัวมองว่าก่อนหน้านั้นศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่เป็นบรรทัดฐานไว้อย่างชัดเจนแล้ว ทั้งนี้ตนมองว่าการใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 154(1) ไม่ครอบคลุมเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ถามต่อว่าการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรให้ศาลได้พิจารณา ดีกว่าที่ประธานรัฐสภาจะใช้ดุลพินิจหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยใช้ดุลพินิจไปแล้ว ดังนั้นจะใช้ดุลยพินิจที่ขัดหลักกับคำวินิจฉัยเดิมคงไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากที่มีการลงมติวาระสามของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วจะดำเนินการอย่างไร นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ต้องส่งให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม ภายใน 20 วันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ส่วนที่ขณะนี้มีผู้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มมาตราที่มาสว.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่ นั้น เป็นคนละส่วนกัน ทั้งนี้เป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ต้องเดินไปตามข้อบังคับ จะทำการเป็นอื่นไม่ได้
ถามถึงสถานการณ์การเมืองช่วงนี้ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า “ไม่น่าเป็นห่วง เพราะม็อบสวนลุม และม็อบสวนยางก็ยุติแล้ว อีกครั้งวันก่อนพรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงข่าวเรื่องโครงการไทยเข้มแข็ง 2020 ยิ่งหายห่วง”



