
ปชช.75.8%ผิดหวังส.ส.เสียบบัตรแทนกัน
'เอแบคโพลล์' ชี้ปชช. 75.8 % ผิดหวัง ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน ระบุอยากเห็นสภาฯถกเถียงอย่างสุภาพชน หนุนเลื่อนลงมติร่างแก้ไขรธน.วาระ 3 ที่มาส.ว. หวั่นเกิดเหตุวุ่นวาย
28 ก.ย.56 นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ความรู้สึกของประชาชนต่อพฤติกรรมของสภาผู้ทรงเกียรติ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดหัวเมืองใหญ่ ได้แก่ สงขลา ขอนแก่น ชลบุรี และเชียงใหม่ จำนวนทั้งสิ้น 1,873 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 25 - 27 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 88.3 ติดตามข่าวสารการเมืองผ่านสื่อมวลชน ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา
ทัศนคติของประชาชนที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.8 รู้สึกผิดหวังต่อข่าวการเสียบบัตรแทนกันของ ส.ส. ในสภาผู้แทนอันทรงเกียรติ เพราะเกิดขึ้นซ้ำซาก และคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นอยู่แล้วในสภาผู้แทนอันทรงเกียรติไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือโดนกลั่นแกล้ง ในขณะที่ร้อยละ 24.2 รู้สึกเฉยๆ เพราะพฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยจนเริ่มชิน
นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 81.1 คิดว่าภาพวีดีโอการเสียบบัตรแทนกันของ ส.ส. ในสภาผู้แทนอันทรงเกียรติเป็นเรื่องจริง และร้อยละ 18.9 คิดว่าตัดต่อ ที่น่าพิจารณาคือ กลุ่มตัวอย่างกว่าสองในสามหรือร้อยละ 67.8 เริ่มหมดความอดทนต่อพฤติกรรมของรัฐสภา สภาผู้แทนอันทรงเกียรติ ในพฤติกรรมซ้ำซากที่เกิดขึ้นในขณะประชุมสภาฯ ตั้งแต่วันเปิดประชุมสภาฯ มาจนถึงวันนี้ ในขณะที่ร้อยละ 32.2 ยังทนได้อยู่
สิ่งสำคัญที่ประชาชนฝากถึงสภาผู้แทนอันทรงเกียรติในการประชุมสภาฯ ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้คือ ร้อยละ 89.6 ระบุว่าอยากเห็นการพูดคุย ถกเถียงกันอย่างสุภาพชน มีพฤติกรรมและมารยาทที่เหมาะสม น่าเคารพนับถือในฐานะผู้แทนของประชาชนทั่วทั้งประเทศ มีเพียงร้อยละ 10.4 เท่านั้นที่ระบุว่าทำดีอยู่แล้วไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร
อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างกว่าครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 56.3 คิดว่าควรจะเลื่อนการลงมติวาระ 3 ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ประเด็นที่มาของ ส.ว. เพราะกลัวจะเกิดความวุ่นวายขึ้นอีก ในขณะที่ร้อยละ 43.7 คิดว่าควรดำเนินการต่อไป เพราะคิดว่าน่าจะเป็นไปตามวาระการประชุม
นางสาวปุณฑรีก์ กล่าวว่า ความรู้สึกนึกคิดของประชาชนที่ค้นพบครั้งนี้น่าจะชัดเจนเพียงพอว่าประชาชนตอบโต้กับพฤติกรรมไม่เหมาะสมของ “ต้นแบบ” ของสังคมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาอันทรงเกียรติอย่างน่าพิจารณา เพราะครั้งนี้ไม่ใช่ความเสื่อมเสียครั้งแรกที่สาธารณชนรับทราบ แต่เคยรับทราบกันมาทั้ง การดูภาพโป๊เปลือย การท้าตีท้าต่อย การใช้ถ้อยคำรุนแรง การขว้างปาสิ่งของ การทุ่มเก้าอี้ และล่าสุดการเสียบบัตรแทนกัน เป็นต้น แต่สังคมของกลุ่มคนที่น่าจะเป็นสุภาพบุรุษ สุภาพสตรีแห่งสภาอันทรงเกียรติก็ปล่อยให้เกิดขึ้นซ้ำซากกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นกัน ต่อไปอาจจะมีเรื่องร้ายแรงบานปลายขึ้นได้ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ได้
ดังนั้น กลไกของสภาอันทรงเกียรติต้องทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพในการควบคุมให้สมาชิกมีพฤติกรรมที่เหมาะสม มากกว่ามีพฤติกรรมแบบพวกล้าหลังของการพัฒนา และหากปล่อยให้เกิดขึ้นเช่นนี้ต่อไปจะทำลายความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยและฝ่ายการเมือง เพราะฝ่ายการเมืองในระบอบประชาธิปไตยต้องทำหน้าที่ลดความขัดแย้งในหมู่ประชาชนไม่ใช่กลายเป็นตัวปัญหาความขัดแย้งเสียเอง
จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 47.3 เป็นชาย ร้อยละ 52.7 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 4.4 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 19.4 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 20.0 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 20.2 อายุระหว่าง 40-49 ปี และ ร้อยละ 36.0 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 71.9 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 20.2 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ในขณะที่ร้อยละ 7.9 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 33.2 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 31.5 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 9.4 ระบุอาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 8.2 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 8.0 ระบุเป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 6.4 ระบุเป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 3.3 ระบุว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ
"สวนดุสิตโพล" ชี้ปชช. 46.15 % เชื่อการเมืองเบื้องหลังสารพัดม็อบ
ในช่วงเดือนกว่าๆที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีม็อบต่างๆออกมาเคลื่อนไหวชุมนุม เรียกร้องรัฐบาลให้ช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เช่น ม็อบสวนยาง ม็อบข้าวโพด ม็อบช้าง และล่าสุดม็อบแม่วงก์ ขณะที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมและแสวงหาฐานข้อมูลด้านความคิดเห็นของประชาชน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตได้สอบถามความคิดเห็นจากประชาชนในกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 1,185 คน ระหว่างวันที่ 23-27 กันยายน 2556 สรุปผลดังนี้
1. ประชาชนคิดอย่างไร? กับ "ม็อบต่างๆ" ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
อันดับ 1 ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก มีความเป็นอยู่ยากลำบากจึงต้องออกมาเรียกร้อง 35.66%
อันดับ 2 เป็นการแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตยที่สามารถทำได้ 32.95%
อันดับ 3 รัฐบาลควรเร่งแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่อยากให้ปัญหารุนแรงและบานปลาย 17.05%
อันดับ 4 ม็อบที่เกิดขึ้นถูกนำมาเป็นเครื่องมือ โยงเข้าสู่เกมต่อสู้ทางการเมืองวิธีหนึ่ง 14.34%
2. "ม็อบ" ที่ประชาชนสนใจติดตามข่าว
อันดับ 1 ม็อบสวนยาง 96.88% เพราะการชุมนุมยืดเยื้อ มีสถานการณ์รุนแรงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ฯลฯ
อันดับ 2 ม็อบแม่วงก์ 85.27% เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ฯลฯ
อันดับ 3 ม็อบข้าวโพด 82.14% เพราะอยากรู้ข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ปัญหาของรัฐบาล เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ฯลฯ
3. "ม็อบต่างๆ" ที่เกิดขึ้น ประชาชนคิดว่ามีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด?
อันดับ 1 น่าจะเกี่ยวข้องบ้าง 46.15% เพราะที่ผ่านมามีการเจรจาหลายครั้งแต่ยังหาข้อยุติไม่ได้ อาจถูกนำมาเป็นเครื่องมือของนักการเมือง ฯลฯ
อันดับ 2 เกี่ยวข้องมาก 29.91% เพราะเป็นการชุมนุมที่ยืดเยื้อเพื่อกดดันรัฐบาล อาจได้รับเงินสนับสนุนจริงตามที่เป็นข่าว ฯลฯ
อันดับ 3 ไม่น่าจะเกี่ยวข้อง 18.38% เพราะน่าจะเป็นการพยายามสร้างกระแสของผู้ไม่หวังดีและนำเรื่องนี้ไปโยงกับการเมืองเองมากกว่า ฯลฯ
อันดับ 4 ไม่เกี่ยวข้องเลย 5.56% เพราะภาครัฐยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ประชาชนเดือดร้อนจริงจึงออกมาเรียกร้องด้วยตนเอง ฯลฯ
4. รัฐบาลควรแก้ไขเรื่อง "ม็อบ" อย่างไร?
อันดับ 1 รัฐบาลควรแก้ปัญหาอย่างจริงใจ ลงมารับฟังปัญหาด้วยตนเอง ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ได้ทราบ 36.52%
อันดับ 2 รัฐบาลควรยุติปัญหาโดยเร็วหรือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะที่รุนแรง 35.68%
อันดับ 3 ทั้งรัฐบาลและผู้ชุมนุมควรส่งตัวแทนหรือคนกลางมาเจรจาพูดคุยกัน พบกันคนละครึ่งทาง 17.43%
อันดับ 4 ควรส่งเจ้าหน้าที่ลงมาดูแลและอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อไม่ให้สถานการณ์ตึงเครียด 10.37%



