ข่าว

เร่งเครื่องเผชิญหน้า'ตุลาการภิวัฒน์'

เร่งเครื่องเผชิญหน้า'ตุลาการภิวัฒน์'

28 ก.ย. 2556

บริหาร-นิติบัญญัติเร่งเครื่อง เผชิญหน้า'ตุลาการภิวัฒน์' : ชนิกานต์ พุ่มหิรัญรายงาน

               กลายเป็นระเบิดตูมใหญ่โถมใส่รัฐบาล ภายหลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 สั่งรับคำร้องที่กลุ่ม 40 ส.ว.ผนึกกำลัง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.เข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่
 
               นอกจากจะรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว “ศาลรัฐธรรมนูญ” ยังทิ้งบอมบ์ ด้วยการไม่สั่งระงับการเดินหน้าลงมติโหวตวาระ 3 นั่นหมายความว่า “รัฐสภา” โดยการนำของ “ขุนค้อน” สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ จะเดินหน้าลงมติในวันที่ 28 กันยายนนี้ ได้ทันที
 
               หมากเกมนี้ คงต้องวัดใจผู้กุมบังเหียนรัฐบาลตัวจริง “ทักษิณ ชินวัตร” ว่าจะรุกฆาต รัฐนาวาภายใต้การควบคุมของน้องสาวคนงาม “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในฐานะผู้นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ภายใน 20 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 150 กำหนดหรือไม่ ??
 
               ที่ต้องบอกว่า "วัดใจ" เพราะหลายฝ่ายมองว่า การผูกเงื่อนปมเช่นนี้ เสมือนเป็นการโยนเผือกร้อนให้ “ยิ่งลักษณ์” ตกที่นั่งลำบาก ด้วยเหตุที่เร่งนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ทั้งที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
 
               ประเด็นนี้อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อย่าง “สุจิต บุญบงการ” เล่าให้ฟังว่า การที่รัฐสภาจะโหวตวาระ 3 หรือไม่โหวตนั้น ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่สำคัญคือ ร่างกฎหมายอยู่ระหว่างการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ ถือว่าร่างกฎหมายมีปัญหา ไม่ควรนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพราะหากภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างกฎหมายนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะทำให้เกิดปัญหากับนายกรัฐมนตรีได้
 
               “การที่นายกรัฐมนตรีจะนำกฎหมายใดขึ้นทูลเกล้าฯ กฎหมายนั้นต้องไม่มีปัญหา ให้ระคายเคืองประมุขของประเทศ ผู้ทรงลงพระปรมาภิไธย”
 
               เหตุนี้เอง ทำให้สมาชิกรัฐสภา ฝ่ายที่เห็นต่าง เตรียมล่ารายชื่อ หนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154(1) ยื่นต่อประธานรัฐสภา เสนอความเห็นต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อผ่าทางตันมิให้นายกรัฐมนตรีนำกฎหมายที่มีปัญหาขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้
 
               ทว่า..ทางออกนี้จะสามารถคลายความวิตกกังวลของนายกรัฐมนตรีลงได้ แต่เผือกร้อนชิ้นโตนี้ยังคงเป็นปัญหาในแง่ข้อกฎหมายอีกขั้น ที่หลายฝ่ายกังวลว่าอาจจะทำให้ประธานรัฐสภาอย่าง “ขุนค้อน” ต้องถึงกลับสะอึก!
 
               ด้วยเหตุที่ว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 154 (1) เปิดช่องให้แค่ร่างพระราชบัญญัติ ที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเท่านั้น ซึ่งจะนำมาเทียบเคียงกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ต้องให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ตัดสินใจ
 
               "สุจิต" ตีความในประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 (1) จะกำหนดไว้แค่ร่างพระราชบัญญัติก็ตาม แต่โดยหลักการแล้ว เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญคงเหมารวมถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่สามารถบังคับใช้โดยอนุโลมได้ เพราะถือเป็นการตรากฎหมายเช่นเดียวกัน
 
               คงต้องรอลุ้นว่า “นายห้างตราดูไบ” ส่งสัญญาณอย่างไร จะชะลอการโหวตวาระ 3 ออกไป เช่นเดียวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 หรือไม่ หรือในทางกลับกัน ต้องเร่งผลักดันให้รัฐบาลเปิดเกมรุก ลงมติวาระ 3 ทันที
 
               ระยะเวลา 20 วัน ที่นายกรัฐมนตรีต้องขึ้นทูลเกล้าฯ จึงเป็นเส้นตายสำคัญ ทำให้นักวิชาการออกมาประสานเสียงกันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อเร่งให้ศาลรัฐธรรมนูญรีบพิจารณาให้แล้วเสร็จตามกำหนด
 
               กระนั้นก็ตาม หากเปิดอ่านรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่มีมาตราใดกำหนดกรอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไว้ด้วย!!
 
               กุญแจสำคัญคงหนีไม่พ้น ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ อย่าง “สมศักดิ์” ที่อาจต้องรับเผือกร้อนแทนนายกรัฐมนตรี ด้วยการตัดสินใจ เสนอความเห็นสมาชิกรัฐสภาหนึ่งในสิบส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 (1) เพื่อชะลอการขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายก็เป็นได้
 
               นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งเกมวัดใจที่ดูเหมือนกองเชียร์รัฐบาลเริ่มออกอาการหงุดหงิดศาลรัฐธรรมนูญที่เบรกการแก้รัฐธรรมนูญถึงสองครั้งสองครา โดยหนุนให้รัฐบาลหยิบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 มาโหวตวาระ 3 เลยด้วยซ้ำไป เพราะขณะนี้ไม่ติดคำวินิจฉัยใดๆ อีกแล้ว
 
               ขณะเดียวกัน สิ่งที่รัฐบาลยังต้องลุ้นแบบไม่กะพริบตาอีกเรื่อง คือ การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องที่ขอให้วินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ที่รัฐบาลปรับลดงบประมาณขององค์กรอิสระ ทั้งศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และป.ป.ช. ส่อขัดรัฐธรรมนูญอีกด้วย ทำให้ขณะนี้ชัดเจนแล้วว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2557 จะประกาศใช้ไม่ทัน 1 ตุลาคม 2556 วันเริ่มปีงบประมาณใหม่ เพราะศาลนัดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องส่งเอกสารชี้แจงในวันที่ 1 ตุลาคม และให้ชี้แจงด้วยวาจาในวันที่ 2 ตุลาคม และยังไม่รู้ว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาในวันใด ทำให้ระหว่างที่ยังไม่มี พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2557 ก็จะเป็นต้องใช้ พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2556 ไปพลางๆ
 
               งานนี้รัฐบาลต้องลุ้น เพราะหากไม่ผ่านก็จะต้องกลับนำมาแก้ไข และไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ ซึ่งแม้งบประจำ เช่น งบเงินเดือนจะไม่มีปัญหา แต่ปัญหาจะอยู่ที่โครงการลงทุนต่างๆ ที่ต้องชักช้าออกไป อาจจะกระทบการทำงานของรัฐบาล
 
               แต่ใช่ว่างานนี้จะมีแรงกดดันเฉพาะกับรัฐบาลเท่านั้น เพราะหากกฎหมายไม่ผ่านจริง ศาลรัฐธรรมนูญเองก็อาจจะเจอข้อหาขัดขวางการพัฒนาประเทศ งานนี้ถึงตอนท้ายที่สุดแล้วต้องมาวัดกันว่า "รัฐบาล" หรือ "ตุลาการภิวัฒน์" ใครจะกระเทือนกว่ากัน

.....................................

(หมายเหตุ : บริหาร-นิติบัญญัติเร่งเครื่อง เผชิญหน้า'ตุลาการภิวัฒน์'  : ชนิกานต์ พุ่มหิรัญรายงาน)