โนเบลทางเลือก...แด่คนตัวเล็กผู้ยิ่งใหญ่
โนเบลทางเลือก...แด่คนตัวเล็กผู้ยิ่งใหญ่ : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเรียกว่าลากยาวตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่แล้ว ข่าวโลกเต็มไปด้วยเรื่องราวของการก่อเหตุโจมตีนองเลือดจากความคิดสุดโต่งและความเกลียดชังคลั่งแค้นที่แสดงออกด้วยการเข่นฆ่าผู้คนอีกฝ่าย หรือไม่สนว่าเป็นใครหน้าไหนอย่างน่าหดหู่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมกันหลายร้อยคน ไม่ว่าจะเป็นการบุกสังหารหมู่ผู้คนในศูนย์การค้าในกรุงไนโรบี เมืองหลวงเคนยา ระเบิดถล่มโบสถ์คริสต์เพื่อสังหารคนต่างศาสนาอย่างโหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ปากีสถาน หรือระเบิดพลีชีพที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในอิรักระหว่างผู้คนที่นับถือศาสนาเดียวกันแต่คนละนิกาย
แต่ในความเป็นจริง โลกนี้มิได้มีแต่คนจ้องทำลาย ไม่เคารพกฎเกณฑ์ หากยังมีคนตัวไม่เล็กไม่ใหญ่อีกมากมายและมากกว่า ที่มุ่งมั่นทำงานเพื่ออนาคตส่วนรวม และหน้าที่ของเราอย่างน้อยคือควรแสดงความชื่นชมเมื่อมีโอกาส เปิดโลกวันอาทิตย์สัปดาห์นี้ จึงขอนำเสนอเรื่องราวของผู้ที่ได้รับรางวัลสัมมาอาชีวะ ประจำปี 2556 หรือ Right Livelihood Award หรือมักรู้จักในชื่อรางวัลโนเบลทางเลือก ที่ก่อตั้งโดยนายยาคอบ วอน เอ็กซ์คุล เศรษฐีใจบุญชาวเยอรมัน-สวีดิชเมื่อปี 2523 เพื่อยกย่องและสนับสนุนผู้สร้างสรรค์แนวทางปฏิบัติได้และเป็นแบบอย่างรับมือกับสิ่งท้าทายในโลก แต่ถูกเพิกเฉยจากโนเบลซึ่งมักถูกวิจารณ์ว่าโยงใยกับบริบทการเมืองระหว่างประเทศ
รางวัลนี้ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียน เคยได้รับในปี 2528
สำหรับในปีนี้ มีผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าสู่การพิจารณาทั้งสิ้น 94 คนจาก 48 ประเทศ มูลนิธิไรท์ส ไลฟ์ลีฮู้ด ในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ประกาศมอบรางวัลแก่ 4 ท่านเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา ประกอบด้วยนักเคลื่อนไหวกำจัดอาวุธเคมีชาวอเมริกัน นรีแพทย์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก นักวิชาการด้านเกษตรชาวสวิส และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวปาเลสไตน์ แต่ละท่านจะได้รับเงินรางวัลเกือบ 6 แสนบาท สี่ท่านนี้เป็นใครกันบ้าง เริ่มจาก
ดร.พอล วอล์คเกอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงสิ่งแวดล้อม องค์กรกรีส ครอสส์ อินเทอร์เนชั่นแนล องค์กรนี้ก่อตั้งขึ้นนายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ประธานาธิบดีคนสุดท้ายของสหภาพโซเวียต มุ่งสร้างหลักประกันความปลอดภัยและกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธเคมี และชีวภาพ ตลอดจนอาวุธตามแบบทั่วโลก นายวอล์คเกอร์เป็นผู้นำองค์กรสาขาในสหรัฐ ซึ่งนับจากเริ่มงานในปี 2538 ช่วยกำจัดอาวุธเคมีไปจากโลกแล้วกว่า 5.5 หมื่นตันจากคลังแสงในสหรัฐ รัสเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ แอลเบเนีย และลิเบีย
วอล์คเกอร์ เคยเป็นทหารบกในฐานะผู้เชี่ยวชาญข่าวกรองรัสเซีย ให้แก่สำนักงานความมั่นคงกองทัพ หลังออกจากกองทัพ ได้กลับไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่จอห์นส์ ฮอบสกินส์ และปริญญาเอกด้านรัฐศาสตร์จากเอ็มไอที
ความมุ่งมั่นแรงกล้าต่อสันติภาพ ความยุติธรรม การควบคุมอาวุธ การปลดอาวุธและสันติวิธี มาจากศาสนา ประสบการณ์ในสงครามเวียดนาม และเคยฝึกงานกับสำนักงานปลดอาวุธและควบคุมอาวุธของสหรัฐ หนึ่งในคณะกรรมการตัดสินรางวัลชื่นชมวอล์คเกอร์ มีความเป็นยอดในการสร้างแนวร่วมและนำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมานั่งคุยกัน โดยครั้งหนึ่ง วอล์คเกอร์ประสบความสำเร็จในการนำสองฝ่ายที่เห็นต่างในสภาคองเกรสของสหรัฐมาเจรจา และที่สุด อนุมัติงบประมาณทำลายอาวุธเคมี ซึ่งต้องใช้เงินเพื่อทำลายมากกว่าผลิต
เดนิส มูเควเก นรีแพทย์ วัย 58 ปี จากเขตคิวู ที่เต็มไปด้วยสงครามการสู้รบ ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก(ดีอาร์ซี) ในฐานะหัวหน้าศัลยแพทย์โรงพยาบาลปันซี หมอมูเควเกและเพื่อนร่วมงาน ได้ช่วยบำบัดรักษาเหยื่อข่มขืนจากคู่อริในสงครามหลายหมื่นคน จนพัฒนาเป็นความรู้ความชำนาญในการรักษาอาการบาดเจ็บรุนแรงด้านนรีเวช แม้เคยถูกทำร้ายแทบเอาชีวิตไม่รอดแต่ก็ยังเคลื่อนไหวไม่เหน็ดเหนื่อย เพื่อกระตุ้นเตือนสังคมให้เห็นผลเลวร้ายของสงครามคองโก ต่อเด็กหญิงและผู้หญิง
มูเควเกตัดสินใจเรียนเฉพาะทางด้านนรีเวชวิทยาและสูตินรี เพราะมองเห็นปัญหานี้ในประเทศ หลังจากเรียนจบจากฝรั่งเศส ได้เดินทางกลับคิวูในปี 2532 และปัจจุบัน โรงพยาบาลปันซี เป็นที่รู้จักว่ามีความเชี่ยวชาญด้านนรีเวชศาสตร์ รวมถึงการซ่อมอวัยวะทะลุภายใน
ความรุนแรงทางเพศที่สตรีทางภาคตะวันออกคองโกเผชิญ โหดเหี้ยมเกินบรรยาย คนไข้หญิงมาโรงพยาบาลในสภาพที่ช่องคลอดและทวารหนักถูกทำลายด้วยมีดและวัตถุอื่นๆ จำนวนมาก นับจากนั้น หมอมูเควเกและทีมงานที่โรงพยาบาลปันซี ได้ให้การรักษาเหยื่อเหล่านั้นราว 4 หมื่นคน โดยเฉพาะตัวหมอเองให้การรักษาคนไข้วันละ 20 คน จำนวนนี้ 7-10 คนบาดเจ็บจากความรุนแรงทางเพศ อาการเจ็บไข้ลักษณะนี้เป็นความท้าทายของผู้ให้การรักษาทั้งด้านเทคนิคและสภาพจิตใจ
ผู้หญิงบางคนได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติ แต่แล้วก็กลับไปถูกข่มขืนอีกครั้งและกลับมาโรงพยาบาลอีก เกินกำลังที่แพทย์จะรักษาเยียวยาอวัยวะสืบพันธุ์ให้ได้เป็นครั้งที่สอง
หมอมูเควเก กล่าวว่า อาชญากรรมเหล่านี้ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถมีบุตรได้ และบ่อยครั้งทำให้สตรีที่ตกเป็นเหยื่อ ติดเชื้อเอดส์และจะแพร่ต่อไป สามีของเหยื่อก็อับอาย เป็นการทำลายทั้งเหยื่อและทั้งสังคม ชุมชนและคนรุ่นหลังโดยไม่ต้องลงมือฆ่า แต่เพราะอวัยวะส่วนนั้น ไม่ใช่ส่วนที่มองเห็นกัน มันจึงไม่ชัดเท่ากับการตัดเฉือนเหมือนอวัยวะอื่น หนำซ้ำปัญหาใหญ่ในดีอาร์ซี คือผู้ก่อเหตุ ไม่เคยถูกดำเนินคดีต่อให้รู้ตัวก็ตาม
ในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติเมื่อปีที่แล้ว หมอมูเควเกเรียกร้องให้ประชาคมโลกประณามกลุ่มกบฏที่ก่อความรุนแรงทางเพศ และเรียกร้องมาตรการรูปธรรมต่อประเทศสมาชิกที่สนับสนุนการกระทำป่าเถื่อน ปรากฏว่าหนึ่งเดือนหลังจากนั้น ชายติดอาวุธ 5 คนบุกทำร้ายถึงบ้าน แต่หนึ่งในทีมงานช่วยไว้และถูกฆาตกรรมแทน และแม้รู้ตัวผู้ก่อเหตุ แต่ไม่มีการดำเนินคดี ทำให้หมอมูเควเกตัดสินใจพาครอบครัวหลบหนีไปยุโรป
กลุ่มสตรีในท้องถิ่นพากันออกมาประท้วงต่อทางการ และเริ่มเรี่ยไรเงินเพื่อซื้อตั๋วกลับให้แก่คุณหมอ พร้อมกับสัญญาว่าพวกเธอจะคุ้มกันความปลอดภัยด้วยการผลัดกันเฝ้ายามตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยความประทับใจในความกล้าหาญและกำลังใจ หมอมูเควเกจึงตัดสินใจกลับไปยังคิวูเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ และปัจจุบัน ใช้ชีวิตและทำงานตลอดวันและคืนที่โรงพยาบาลปันซี โดยมีบอดี้การ์ด 2 คนขนาบข้างตลอดเวลา
ราจิ ซูรานี วัย 59 ปี เป็นชาวปาเลสไตน์คนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ ในฐานะทนายความสิทธิมนุษยชนจากฉนวนกาซา ผู้อุทิศตนทำงานเพื่อปกป้อง ส่งเสริมหลักนิติรัฐและสิทธิมนุษยชนในปาเลสไตน์และโลกอาหรับยาวนาน 35 ปี ท่ามกลางสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขจำกัด จนเข้าออกคุกมาแล้ว 6 ครั้งทั้งโดยทางการปาเลสไตน์และอิสราเอล
ซูรานี ก่อตั้งศูนย์สิทธิมนุษยชนปาเลสไตน์ เพื่อบันทึกและสอบสวนการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนในดินแดนยึดครอง และช่วยว่าความอย่างมีประสิทธิภาพให้แก่เหยื่อมากมายนับไม่ถ้วนในศาลทหารอิสราเอล และในฐานะประธานองค์กรอาหรับเพื่อสิทธิมนุษยชน ซูรานีได้จัดทีมตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดแรกไปยังลิเบียคณะแรก หลังการล่มสลายของ พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี และช่วยเหลือฝึกอบรมทนายความ ผู้พิพากษาและนักเคลื่อนไหวสอดส่องและรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซีเรีย
ในปี 2538 ซูรานีถูกจับกุมและเป็นนักโทษการเมืองคนแรกของทางการปาเลสไตน์ หลังจากสองปีก่อนหน้านั้น ได้ออกมาวิจารณ์ข้อตกลงสันติภาพออสโล ที่ไม่มีการบรรจุเรื่องสิทธิมนุษยชนไว้แม้แต่คำเดียว และวิจารณ์ทางการปาเลสไตน์ กรณีตั้งศาลความมั่นคงแห่งรัฐและการใช้ระบบกฎหมายกดขี่หลายฉบับแบบเดียวกับที่อิสราเอลใช้ ในเวลานั้น ซูรานี กล่าวว่า เขาเคยคิดว่าการต่อสู้กับการยึดครองดินแดนคือเรื่องยากที่สุดแล้ว แต่กลับพบว่าตนเองอ่อนหัด การต่อสู้กับรัฐบาลของตนเองให้เคารพประชาธิปไตย นิติรัฐ และสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อนยิ่งกว่า
หลังได้รับอิสรภาพ ได้ก่อตั้งศูนย์สิทธิมนุษยชนปาเลสไตน์ (พีซีเอชอาร์) ซึ่งต่อมา กลายเป็นองค์กรหลักด้านสิทธิฯ ของปาเลสไตน์ที่คอยให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ผู้ตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิด จัดเวิร์กช็อป การประชุมและฝึกอบรมในฉนวนกาซา การแถลงข่าวและรายงานประจำสัปดาห์ของพีซีเอชอาร์คือแหล่งข้อมูลอันมีค่าสำหรับกลุ่มประชาสังคมในพื้นที่ ซูรานีมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทนายความ นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิในอิสราเอลนับตั้งแต่ปี 2523 โดยมีความเชื่อว่าความขัดแย้งอิสราเอลและปาเลสไตน์ มีทางออกด้วยการอยู่ร่วมกันของสองรัฐ
ดร.ฮันส์ รูดอล์ฟ เฮอร์เรน นักปฐพีวิทยา/กีฏวิทยา ชาวสวิส ผู้ก่อตั้งมูลนิธิไบโอวิชั่น เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ดร.ฮาร์เรนเป็นชาวสวิสคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ ในความพยายามทำงานเพื่อความมั่นคงอาหารของโลก ช่วยเหลือเกษตรกร ต่อสู้ความอดอยาก ความยากจนและโรคร้าย เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านการควบคุมแมลงด้วยวิธีชีวภาพ และเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ผลงานสำคัญคือการบุกเบิกส่งเสริมการใช้วิธีธรรมชาติสู้แมลงศัตรูรากมันสำปะหลัง พืชที่เป็นอาหารหลักเลี้ยงชาวแอฟริกันราว 200 ล้านคนเป็นผลสำเร็จในทศวรรษหลังปี 2513
คณะกรรมการตัดสินรางวัลยกย่องว่า ผลงานเชิงทฤษฎีและปฏิบัติได้จริงของ ดร.ฮาเรน เป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าการทำการเกษตรโดยไม่ละเลยระบบนิเวศ สามารถที่จะเลี้ยงดูโลกที่มีประชากรเพิ่มและตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปได้
ดร.ฮาร์เรน ก่อตั้งมูลนิธิไบโอวิชั่นเพื่อการพัฒนาเชิงนิเวศ ในปี 2541 โดยตั้งปณิธานต่อสู้ความยากจนและหิวโหยที่รากเหง้าของปัญหา และเพื่อเผยแพร่แนวทางปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ในแอฟริกาอย่างยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน ไบโอวิชั่นมี 30 โครงการในแอฟริกาตะวันออก อย่างเคนยา เอธิโอเปีย แทนซาเนีย อูกันดา โครงการหลักของมูลนิธิคือ โครงการสื่อสารเกษตรกร ซึ่งเน้นเผยแพร่ข้อมูลสำคัญแก่เกษตรกรรายย่อย โดยใช้ทุกช่องทาง อาทิ หนังสือพิมพ์เกษตรกร ที่เข้าถึงเกษตรกรกว่า 2.4 แสนคน หรือรายการวิทยุที่มีผู้ฟังกว่า 4 ล้านในทุกสัปดาห์ หรือผ่านเว็บไซต์ www.infonet-biovision.org ที่มีผู้เข้าเยี่ยมกว่า 3 หมื่นต่อเดือน ตลอดจนบริการเอสเอ็มเอส เพื่อกระจายข่าวสารแก่เกษตรกรทั่วแอฟริกาตะวันออก
สำหรับผู้สนใจที่ต้องการอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมรวมถึงผู้ได้รับรางวัลปีก่อนๆ เข้าไปที่ http://www.rightlivelihood.org/
.........................
(โนเบลทางเลือก...แด่คนตัวเล็กผู้ยิ่งใหญ่ : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์)



