ข่าว

เรื่องที่น่าใจหาย

เรื่องที่น่าใจหาย

29 ก.ย. 2556

เรื่องที่น่าใจหาย : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล

               เรื่องที่น่าใจหาย เกิดขึ้นเมื่อเห็นพาดหัวข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คันแรกพ่นพิษ, ชักหน้าไม่ถึงหลัง, แห่รูดปรื๊ดจ่ายค่างวดไฟแนนซ์, ห่วงการออมต่ำ, ลูกหนี้แห่ขอปรับวงเงินสินเชื่อ และอื่นๆ อีกมากมาย

               เป็นเรื่องที่พูดซ้ำๆ เกิดซ้ำๆ ด้วยอาการที่ "หนักหนาสาหัส" ขึ้นเป็นลำดับ จากปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน หนี้เกินตัว หนี้ท่วมหัว จนล่าสุดมีการเปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตของคนเมือง โดยศูนย์วิจัยเอแบคนวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่ระบุ "เรื่องที่น่าใจหาย" มากขึ้นว่า มีกลุ่มตัวอย่างที่ถือบัตรเครดิตเกินครึ่ง เลือกจ่ายชำระขั้นต่ำ แปลว่า นอกจากจะเอา "เงินในอนาคต" มาใช้แล้ว ยังก่อหนี้เพิ่ม เพราะชำระหนี้ไม่ครบตามจำนวนที่ใช้อีกด้วย

               "ปภาดา ชินวงศ์" ผู้จัดการโครงการดังกล่าว เป็นผู้เปิดเผยผลวิจัยชิ้นนี้ว่า เป็นการสำรวจเรื่องพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตของคนเมือง โดยศึกษาข้อมูลจากประชาชนทั่วไปที่มีอายุระหว่าง 25-60 ปี ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี จำนวนทั้งสิ้น 1,205 ตัวอย่าง ในช่วงเดือนกันยายน 2556 พบว่า ตัวอย่างเกินครึ่งหรือ 52.5% จัดสรรรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือนไปกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน อีก 29.9% ใช้ชำระหนี้สินและเพื่อการผ่อนชำระ มีกลุ่มตัวอย่างเพียง 17.6% ที่เก็บเป็นเงินออม

               เมื่อสอบถามถึงการใช้บัตรเครดิต พบว่า มีตัวอย่างประมาณ 1 ใน 4 หรือ 23.3% ที่ใช้บัตรเครดิต โดยกลุ่มตัวอย่างที่มีบัตรเครดิต 69.4% ถือบัตรเครดิต 2 ใบขึ้นไป และตัวอย่าง 88.2% มักใช้บัตรเครดิตควบคู่กับบัตรสินเชื่อเงินสด

               การสำรวจครั้งนี้ ยังระบุด้วยว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 25-33 ปี เป็นคนกลุ่มที่อยู่ใน "เจเนอเรชั่น วาย" หรือเป็นคนรุ่นใหม่นั้น เป็นกลุ่มที่มีการใช้บัตรเครดิตสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ โดยคิดเป็น 46.7% และกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 40-60 ปี ซึ่งเป็นกลุ่ม "เจเนอเรชั่น บี" เป็นกลุ่มที่มีการใช้บัตรเครดิตควบคู่กับสินเชื่อเงินสดสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ โดยคิดเป็น 52.9%

                ในการชำระบัตรเครดิต พบว่า ตัวอย่าง 98.5% ชำระตามกำหนดทุกเดือน อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ มีผู้ที่ถือบัตรครึ่งหนึ่ง หรือ 50.4% เลือกชำระยอดบัตรเครดิตในอัตราขั้นต่ำเท่านั้น

               นอกจากนี้ เมื่อถามถึงการใช้บัตรเครดิต หรือบัตรสินเชื่อเงินสดผ่อนชำระสินค้า พบว่า สินค้าที่ได้รับความนิยมเลือกผ่อนชำระมากที่สุดคือ เครื่องใช้ไฟฟ้า รองลงมาคือ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต และสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เครื่องประดับ นาฬิกา สร้อยคอ ตามลำดับ

               สิ่งที่น่าสนใจควบคู่ไปกับพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและการชำระหนี้แบบใช้ 100 บาท ชำระคืนแค่ 10 บาท หรือใช้ 10,000 บาท ชำระคืนแค่ 1,000 บาท ที่เหลืออีก 90 บาทหรือ 9,000 บาทตั้งไว้เป็นหนี้คงค้าง ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูง แล้วก็พอกพูนไปกับการใช้จ่ายในเดือนถัดไปแล้ว ก็คือ เมื่อพิจารณาถึงอาชีพและรายได้ของกลุ่มตัวอย่าง ก็พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในภาวะง่อนแง่น

               โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 43.9% เป็นลูกจ้าง/พนักงานบริษัท รองลงมา 35.9% ค้าขายอิสระหรือทำธุรกิจส่วนตัว เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ 11.1%  อีก 9.1% ระบุอาชีพรับจ้างทั่วไป แม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณ และเกษตรกร ส่วนรายได้ส่วนตัวต่อเดือน พบว่า มีกลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาท คิดเป็น 7.5% รายได้ 10,001-20,000 บาท อยู่ที่ 52.4% รายได้ 20,001-30,000 บาท เท่ากับ 26.2% มีเพียง 13.9% ที่มีรายได้มากกว่า 30,000 บาทขึ้นไป

               แสดงว่า ที่เป็นหนี้และชำระหนี้ขั้นต่ำ ส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทเอกชน ที่มีรายได้ระหว่าง 10,000-30,000 บาท ซึ่งเป็นฐานรายได้ที่ยัง "เยาว์" นักเมื่อเทียบกับความสามารถในการชำระหนี้สิน

               "เรื่องน่าใจหาย" ถัดมา คือ ผู้บริหารของบริษัทผู้ประกอบบัตรเครดิต "เคทีซี" ออกมาเปิดเผยว่า ลูกค้าของบริษัทจำนวนไม่น้อยยื่นขอปรับวงเงินสินเชื่อเพิ่มขึ้น เพราะเศรษฐกิจชะลอตัว ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้น และลูกค้ามีความจำเป็นต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ไม่ได้ปรับเพิ่ม

               "วิรัช ไพสิฐเศวต" รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บัตรเคทีซี บอกว่า ตอนนี้เคทีซีทยอยอนุมัติการขอเพิ่มวงเงินประมาณ 80% ของความต้องการที่เข้ามา โดยจะพิจารณาจากเหตุผลในการใช้วงเงิน รวมถึงคุณสมบัติของลูกค้าเป็นหลัก และพิจารณาให้เป็นรายๆ ไป

               ปิดท้ายที่ "ประชา ชัยสุวรรณ" ประธานชมรมผู้ติดตามหนี้ที่เป็นธรรม ที่ออกมาระบุว่า ขณะนี้มีสัญญาณชัดเจนว่า สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิตน่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะลูกหนี้หมุนเงินโดยการกดเงินสดเพื่อมาจ่ายค่างวดเช่าซื้อรถยนต์

               นั่นเท่ากับว่า จากที่เป็นหนี้เงินกู้รถคันแรกแล้ว ยังเป็นหนี้สินเชื่อบุคคลเพิ่มอีกด้วย

               "ลูกค้าส่วนใหญ่จะพยายามหาเงินมาจ่ายหนี้รถก่อนจะจ่ายหนี้สินเชื่อบุคคล เพราะถ้าค้างชำระค่างวดรถ ก็จะถูกยึดรถ ก็ต้องใช้วิธีหมุนเงินแบบนี้ไปก่อน"

               เป็นเรื่องน่าใจหาย 2-3 เรื่องที่ล้วนเกี่ยวกับเรื่อง "หนี้" เรื่องปากท้อง ซึ่งเป็นความเครียดที่ถมทับมาเรื่อยๆ ไม่มีคำแนะนำใดๆ เพิ่มเติม ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องน่าใจหายที่แค่ "บอกเล่า" ให้ฟัง 

 .......................

 (เรื่องที่น่าใจหาย : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล)