ข่าว

'มาร์ค'อัดรัฐปิดกั้นฝ่ายเห็นต่าง

'มาร์ค'อัดรัฐปิดกั้นฝ่ายเห็นต่าง

27 ก.ย. 2556

'มาร์ค' ลั่นเสียงข้างน้อยสำคัญช่วยตรวจสอบ-ถ่วงดุลสภา อัดรัฐบาลปิดกั้นพื้นที่ 'ฝ่ายเห็นต่าง' ปล่อย 'เสื้อแดง' คุกคาม ซ้ำทิ้งปัญหาปากท้องปชช.มุ่งแก้รธน.-นิรโทษฯ

 

                         27 ก.ย. 56  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พบประชาชน หัวข้อ “ก้าวไปด้วยกัน รู้เท่าทัน สถานการณ์บ้านเมืองของเรา” โดยกล่าวปาฐกถาเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองว่า ในฐานะเป็นผู้นำฝ่ายค้านเป็นตำแหน่งที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ ให้โปรดเกล้าฯหัวหน้าพรรคการเมืองที่ไม่มีสมาชิกเป็นรัฐมนตรี เป็นการถ่วงดุลอำนาจ ตรวจสอบแทนประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย หลายครั้งไม่ได้พิจารณาให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่ฝ่ายค้านเท่าที่ควร

                         ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า มีแต่พรรคประชาธิปัตย์ที่ให้ความสำคัญกับบทบาท การเป็นฝ่ายบริหารและเป็นฝ่ายค้านเท่าเทียมกัน เมื่อเป็นเสียงข้างน้อยก็ทำหน้าที่อย่างจริงจัง ไม่ใช่รอร่วมรัฐบาลเหมือนพรรคอื่น แต่มุ่งตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตย เคารพเสียงส่วนใหญ่กำหนดทิศทางบริหารประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าเสียงส่วนน้อยจะไม่มีความหมาย ซึ่งจะต้องสะท้อนให้เสียงส่วนใหญ่ได้รับทราบด้วย

                         การติดตามข่าวสารในขณะนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะทำให้ใช้สิทธิและทำหน้าที่ในฐานะพลเมือง ในสังคมประชาธิปไตยได้ดี แต่ยุคนี้บางครั้งการทำหน้าที่ไม่เป็นปกติ เช่น การให้ทุกฝ่ายสามารถแสดงบทบาทได้เต็มที่ ทั้งสื่อมวลชน พื้นที่ของรัฐ เอกชน ต้องเสนอความคิดหลากหลายให้ประชาชนได้รับรู้อย่างครบถ้วน และมีสิทธิเสรีภาพในการตรวจสอบรัฐบาล ต้องปกป้องคุ้มครองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม

                         นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แต่ในปัจจุบันแม้แต่การทำหน้าที่ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังมีการระดมคนมาคุกคาม ก่อกวน โดยที่รัฐบาลไม่ได้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของฝ่ายที่เห็นต่าง เพราะคนเหล่านั้นเป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลทั้งสิ้น และนายกรัฐมนตรีก็ไม่เคยปรามผู้สนับสนุนตัวเอง ให้เคารพสิทธิของคนอื่น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการใช้อำนาจรัฐเข้ามากลั่นแกล้งพรรค เช่น กรณีการบริจาคเงินช่วยน้ำท่วม ถูกดีเอสไอนำไปดำเนินคดี และยังมีการแทรกแซงสื่อ คุกคามสื่อที่เห็นไม่ตรงกับรัฐบาลด้วย

                         ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขคือปัญหาปากท้องของประชาชน และปัญหาน้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้น ส่วนการออกกฎหมายนิรโทษกรรมและแก้รัฐธรรมนูญ เป็นอันตรายต่อระบบการเมืองการปกครองของไทย อีกทั้งเรื่องเศรษฐกิจก็กำลังมีปัญหา โดยรัฐบาลนำเสนอผลงานต่อสภาในการทำงาน 1 ปี ภาพรวมของเศรษฐกิจหรือปากท้องประชาชน ตัวเลขบ่งบอกว่าน่าวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง รัฐบาลโฆษณาหาเสียงสร้างความหวังให้ประชาชน เพิ่มรายได้ ค่าแรง เงินเดือน จำนำข้าว และลดค่าใช้จ่ายด้วยการยกเลิกกองทุนน้ำมัน กระชากค่าครองชีพ เพื่อให้เศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง เพื่อลงทุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน

                         หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แต่เมื่อบริหารมา 2 ปี ก็เห็นชัดเจนว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยไม่เข้มแข็งขึ้น โดยองค์กรระหว่างประเทศ มีการประเมินขีดความสามารถของไทยเกือบทุกด้าน ที่เกี่ยวกับรัฐไม่ดีขึ้นเลย เมื่อเทียบกับรัฐบาลของตนในปี 2553 และในขณะที่รัฐบาลเร่งสร้างความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ประเทศไทยกับรั้งท้ายอยู่อันดับ 8 ด้านการศึกษา นอกจากนี้ตัวเลขส่งออกสมัยที่แล้วกว่า 20% แต่สมัยนี้อาจเหลือแค่ 1-2% รวมทั้งจีดีพีที่มีแนวโน้มต่ำลง จึงเกิดคำถามว่านโยบายที่สร้างกำลังซื้อให้ประชาชนไม่ได้ผล ค่าแรงขั้นต่ำขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่ไม่ได้ทำให้แรงงานมีรายได้มากขึ้น เพราะผู้ประกอบการจะใช้วิธีลดการทำงาน หรืออื่นๆ ไม่เพียงเท่านั้นผู้ประกอบการจำนวนมากยังต้องปิดกิจการด้วย

                         นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนโครงการรับจำนำข้าว 15,000 บาทนั้น เกษตรกรก็ไม่ได้จริง และรัฐบาลยังสร้างกำลังซื้อเทียมในเรื่องรถยนต์คันแรก จนมีปัญหาผ่อนทีหลัง ต้องใช้เงินภาษีเกือบแสนล้านให้คนซื้อรถคันแรก จนทำให้ธุรกิจไม่ดี คนไม่มีกำลังซื้อเพราะติดภาระเรื่องรถคันแรก มีหนี้เสียมากขึ้นกระทบเป็นลูกโซ่ เศรษฐกิจเติบโตน้อยลงเข้าสู่ภาวะถดถอย และยังทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น รวมทั้งหนี้ของประชาชนด้วย เพราะนอกจากไม่สามารถเพิ่มกำลังซื้อจากการเพิ่มรายได้แล้ว ยังไม่สามารถกระชากค่าครองชีพลงมาด้วย

                         ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า แต่รัฐบาลนี้กลับมี นโยบายซ้ำเติมในเรื่องพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันแพงกว่ารัฐบาลตนทุกชนิด ปรับราคาแก๊สหุงต้มที่เป็นทรัพยากรของคนทั้งประเทศ ขายในราคาต้นทุน โดยขายในราคาเดียวกับตลาดโลก จึงมีการขึ้นค่าแก๊สแล้ว 7.50 บาทต่อแก๊ส 15 ก.ก. และจะขึ้นทุกเดือนไปจนถึง 1 ปี คือ 90 บาทต่อถัง ซึ่งทำให้ประชาชนจะเดือดร้อนมากขึ้น ในขณะที่ระบบที่จะอุดหนุนให้คนจนใช้สิทธิ ซื้อแก๊สราคาเดิมก็ยุ่งยากทำให้ประชาชนไม่ไปลงทะเบียน แต่ รมว.พลังงานกลับบอกว่าที่ลงทะเบียนน้อย เพราะว่าคนจนไม่เดือดร้อน

                         หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องราคาไข่ในขณะนี้ ไข่ไก่มีราคาแพงมากกว่ารัฐบาลของตน แต่กลับพยายามใช้วาทกรรมเรื่องไข่ชั่งกิโล ทั้งที่เป็นทางเลือกให้ราคาไข่ไก่ถูกลง จากการลดต้นทุนการคัดแยกไข่ ทั้งนี้ตนได้รับข่าวว่าหน้าฟาร์มจะขึ้นราคาไข่คละถึง 4 บาท รัฐบาลต้องทบทวนวิธีการบริหารเศรษฐกิจใหม่ เช่น กรณีไม่ช่วยชาวสวนยางพาราตามที่ร้องขอแต่กลับช่วยเรื่องปัจจัยการผลิต เช่นเดียวกับข้าวโพดที่รัฐบาลใช้วิธีชดเชยเงินให้กับพ่อค้าแต่ไม่มีการซื้อข้าวโพดกับเกษตรกร เพราะแม้รัฐบาลจะชดเชยแล้วแต่พ่อค้าจะยังขาดทุน จึงเชื่อว่าเป็นมาตรการที่จะไม่ได้ผล

                         นอกจากนี้รัฐบาลจะกู้เงินสองล้านล้านเกือบเท่างบประมาณแผ่นดินทั้งปี ถือเป็นการกู้ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ขาดความโปร่งใส การตรวจสอบ สิ้นเปลือง รั่วไหล ทุจริตได้มาก ในกรอบเวลา 7 ปี ที่รัฐบาลวางแผนกู้เงิน สามารถออกกฎหมายงบประมาณปกติ เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังได้ และรัฐสภายังได้ตรวจสอบโครงการที่รัฐบาลจะดำเนินการด้วย ว่ามีความคุ้มค่าสมควรอนุมัติหรือไม่ แต่รัฐบาลขอกู้เงินสองล้านล้าน เพื่อพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง ลดต้นทุนการขนส่ง ขยายเครือข่ายระบบคมนาคม แต่รายละเอียดที่ผ่านการพิจารณาของสภาไม่ผูกมัดรัฐบาล ขณะที่มีดอกเบี้ยอีก 3.16 ล้านล้านบาท รวม 5.16 ล้านล้านบาท ใช้หนี้ 50 ปี จนตายแล้วเกิดใหม่ยังอาจต้องมาใช้หนี้ต่อ

                         ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า ประชาธิปัตย์ไม่ได้ค้านการลงทุน แต่บอกว่าต้องเข้ามาทำในระบบงบประมาณ ที่น่าสังเกตคือโครงการเดียวกันกับของรัฐบาลตนต้นทุนกลับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ถือเป็นความไม่โปร่งใส ขณะที่นายกฯโฆษณาว่าจะทำเพื่อเชื่อมโยงอาเซียน โดยโครงการรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทางที่รัฐบาล กทม.-โคราช กทม.-หัวหิน

                         ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรี กำหนดที่จะเดินทางไปจังหวัดหนองคายเพื่อประชาสัมพันธ์เงินกู้ 2 ล้านล้าน ว่า อยากรู้นายกฯจะพูดความจริงกับคนหนองคายหรือไม่ ว่าถ้าจะได้นั่งรถไฟความเร็วสูงจะต้องนั่งรถไปโคราช 300 กว่ากิโลเมตร แล้วจึงจะได้นั่งรถไฟความเร็วสูง เพราะตามแผนของรัฐบาลรถไฟความเร็วสูงไปไม่ถึงหนองคาย แต่หยุดอยู่ที่โคราชเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีภาระตามมาจากการขาดทุน 2-3 หมื่นล้านที่รัฐบาลต้องนำเงินไปอุดหนุนด้วย แต่ถ้าเป็นรัฐบาลประชาธิปัตย์จะทำโดยไม่ต้องกู้นอกระบบ เพราะจะดำเนินการร่วมกับประเทศจีนทำ กทม.-หนองคาย กทม.-ปาดังเบซาร์ ซึ่งจะเชื่อมจีน ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์ ไม่เหมือนกับของรัฐบาล ที่ไม่ได้เชื่อมอาเซียนเหมือนที่นายกรัฐมนตรีไปกล่าวปาฐกถา

                         นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าจะเปรียบเทียบการกู้เงินของรัฐบาลว่า เหมือนการกู้นอกระบบแต่เอาเฉพาะหนี้ในระบบมานำเสนอ แล้วอ้างว่าฐานะของครอบครัวดีขึ้น นอกจากนี้ยังทำเฉพาะคมนาคม แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มีเงิน 2 ล้านล้าน จะพัฒนาทุกด้านอย่างสมดุล คือ ทั้งระบบคมนาคม การศึกษา สาธารณสุข และจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้เท่าตัว ดังนั้นรัฐบาลไม่ควรทำเฉพาะเรื่องคมนาคมที่ขาดความโปร่งใส และไม่มีวินัยทางการเงินการคลัง

                         ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า ความจริงแล้วตนยังรู้สึกเป็นห่วงปัญหาภัยพิบัติ แต่รัฐบาลใช้เงินเป็นแสนล้าน มีเงินกู้อีก 3.5 แสนล้าน แต่สภาพการแก้ปัญหากลับไม่แตกต่างจากเดิม คือ เตือนภัยไม่ทัน ขนของไม่ทัน มีการประท้วงที่ประตูระบายน้ำ ขาดอย่างเดียวที่นายกฯไม่ได้พูดว่า “เอาอยู่” แต่ก็หวังว่าจะไม่ซ้ำรอยปี 2554 ในขณะที่เงิน 3.5 แสนล้าน รัฐบาลก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะสร้างอะไรบ้าง แต่จะสร้างเขื่อนแม่วงก์ที่เป็นผืนป่าสมบูรณ์ของประเทศ จึงต้องติดตามใกล้ชิดว่า รัฐบาลที่เคยบริหารจัดการน้ำผิดพลาด ได้เงินกู้ไปแล้วก็ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม

                         หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลทำคือมุ่งแก้รัฐธรรมนูญเพิ่มอำนาจให้ตัวเอง ด้วยการเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งวุฒิสภา ซึ่งจะทำให้ขาดความเป็นกลาง ตรวจสอบไม่ได้ องค์กรอิสระทำงานลำบาก และยังให้ลงสมัครต่อเนื่องได้ด้วย โดยจะมีการลงมติวาระ 3 ในวันพรุ่งนี้ 28 ก.ย.56 ซึ่งคนที่เป็นส.ว.สามารถลงสมัครได้ทันทีโดยที่ยังเป็น ส.ว.อยู่ด้วย ซึ่งถือว่าไม่ถูกต้องเพราะเป็นการออกกฎหมายเพื่อตัวเอง มีสิทธิมาลงสมัครได้อีก กระทบระบบการคานอำนาจในภาพรวม ได้อำนาจด้วยวิธีมิชอบ รัฐบาลร่วมด้วยช่วยกันคือมีการเสียบบัตรแทนกันด้วย ทำให้กระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ มีปัญหาเรื่องการตรากฎหมายว่าชอบหรือไม่

                         นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย ระบุว่าคลิปเสียบบัตรแทนกันของส.ส.เป็นคลิปตัดต่อว่า ตนขอท้าให้จ้างคนจนฮอลลีวู้ดมาตัดต่อว่าทำได้จริงหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าทำไม่ได้ เพราะคลิปเสียบบัตรแทนกันเป็นของจริง จึงเป็นห่วงว่าการใช้อำนาจแบบนี้จะทำให้สภาเสื่อมลง เพราะไม่ได้ทำหน้าที่ให้ประชาชน เช่นเดียวกับกฎหมายนิรโทษกรรม ส.ส.หลายคนก็มีคดีติดตัว แต่มาผลักดันกฎหมายที่ตัวเองจะได้รับประโยชน์ โดยอ้างความปรองดองสามัคคี ให้ลืมเหตุการณ์เดิมแล้วคนจะสามัคคีกัน ซึ่งมันไม่ใช่ กรณีเดียวที่มีเหตุผลคือ การนิรโทษกรรมความผิดทางการเมือง ด้วยการท้าทายอำนาจรัฐพวกตนไม่คัดค้าน เช่น การออกกฎหมายห้ามชุมนุมแต่เขาชุมนุมถูกดำเนินคดี พวกตนนิรโทษกรรมให้ได้ แต่ปัจจุบันคดีเหล่านี้ไม่มีใครถูกคุมขังอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามมีเหตุผลควรนิรโทษกรรมเพื่อลบล้างประวัติในทางคดี แตกต่างจากผู้ที่ทำผิดคดีอาญา เผาศาลากลาง ครอบครองหรือผลิตวัตถุระเบิด

                         "พวกผมไม่ยอมรับการนิรโทษกรรมความผิดแบบนี้ ใครก็ตามจงใจทำร้ายคนอื่นหรือทรัพย์สินคนอื่นไม่ใช่ความผิดทางการเมือง มิฉะนั้นถ้ามีประชาชนทะเลาะวิวาทกันไม่เกี่ยวกับการเมืองมีความผิด แต่ถ้าชกกันเพราะเรื่องการเมืองก็ไม่มีความผิดเพราะมีแรงจูงใจทางการเมือง บ้านเมืองจะอยู่อย่างไร เราต้องตรวจสอบไม่ให้บ้านเมืองเดินทางผิด ไม่เช่นนั้น กติกาก็ไม่มี ที่รัฐธรรมนูญให้ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธก็ไม่มีผล เพราะจะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมตามมาเมื่อมีอำนาจ โดยไม่มีหลักการใดมารองรับ ในสมัยประชุมนี้จำเป็นต้องติดตามการตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ทั้งในสภา และการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญรวมทั้งการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย เพราะสมัยประชุมจะจบในเดือน พ.ย. 56"

 

 

ติง 'ปู' อย่ารีบทูลเกล้าฯร่างแก้ไข รธน.ที่มาส.ว. ก่อนศาลมีคำวินิจฉัย

 

                         นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา เรียกประชุมรัฐสภาในวันเสาร์ที่ 28 ก.ย.นี้เพื่อลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาและคุณสมบัติส.ว.ในวาระสาม ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่า ร่างดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า เมื่อศาลไม่ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการลงมติ การประชุมก็ต้องดำเนินการไป

                         นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมประชุม แต่จะต้องปรึกษากันก่อนว่าจะร่วมลงมติด้วยหรือไม่ ทั้งนี้เห็นว่าเมื่อร่างนี้ผ่านสภานายกรัฐมนตรีมีเวลา 20 วันก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ จึงควรรอฟังแนวคำวินิจฉัยของศาลก่อนว่าจะเป็นอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งตามมา แต่ถ้าใกล้ครบ 20 วัน แล้วศาลก็อาจจะต้องพิจารณาออกคำสั่งให้นายกรัฐมนตรีชะลอการนำร่างรัฐธรรมนูญฯขึ้นทูลเกล้าฯ จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด และหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยโดยเร็ว แต่ก็เป็นดุลพินิจของศาล ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีคงไม่ยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีคำสั่งชะลอการทูลเกล้าฯออกไปก่อน จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย

                         หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีคำวินิจฉัยที่ 4/2554 โดยยกคำร้องกรณีที่ประธานรัฐสภา ส่งความเห็นของสมาชิกรัฐสภาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามมาตรา 154 วรรค 1 ว่าไม่สามารถนำเรื่องมาตรา 154 มาบังคับใช้เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้นำมาตรา 154 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการควบคุมการตราพระราชบัญญัติ มิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรวินิจฉัย มาใช้บังคับว่า จะต้องดูประเด็นที่ยื่นร้องก่อน เพราะกระบวนการยื่นตีความมีเนื้อหาสาระแตกต่างกัน เพราะเป็นประเด็นกระบวนการที่อาจไม่ชอบ และคดีที่ร้องไปแล้วมีข้อเท็จจริงที่เสียบบัตรแทนกัน หากจะอ้างว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัว ก็ต้องพิสูจน์ว่ามีการเสียบบัตรแทนกันมากกว่าที่ปรากฏในหลักฐานหรือไม่ เพราะมีพฤติกรรมหลายอย่างที่น่าสงสัยอยู่ และในขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้รับคำร้องไว้วินิจฉัยตามมาตรา 68 แล้ว

                         นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในขณะนี้มีทั้งหมดถึง 5 คำร้อง โดยมีประเด็นพิจารณามาก เช่น ในแง่เนื้อหาของตัวร่างมีคำถามว่า กระทบกระเทือนรูปแบบของรัฐ คือ ดุลอำนาจตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ และการพยายามเปลี่ยนดุลอำนาจเพื่อให้อำนาจตัวเอง หรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ถือเป็นการล้มล้างการปกครอง หรือพยายามได้มาซึ่งอำนาจโดยไม่ชอบหรือไม่ อีกทั้งยังมีปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการตรากฎหมาย ว่ามีการขัดรัฐธรรมนูญและผิดข้อบังคับ เช่น การตัดสิทธิผู้แแปรญัตติ จึงเห็นว่ามีความไม่ชอบอยู่หลายกรณี

                         นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าอาจต้องใช้เวลาวินิจฉัยนานเกิน 20 วัน และเห็นว่าการนำขึ้นทูลเกล้าฯจะเป็นอุปสรรค ปัญหา ศาลก็น่าจะพิจารณาคำร้องที่ขอให้นายกรัฐมนตรี ระงับการทูลเกล้าฯ และขอแนะนำว่านายกฯอย่านำร่างรัฐธรรมนูญ ที่ยังมีปัญหาขึ้นทูลเกล้าฯก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะถ้าตัดสินใจไปก็ต้องรับผิดชอบ หากเกิดปัญหาตามมาหลังจากนั้น ส่วนจะใช้วิธีเดินทางไปต่างประเทศ แล้วให้รองนายกรัฐมนตรีลงนามแทนหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ

                         "พรรคยืนยันว่าจะมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในสมัยประชุมนี้อย่างแน่นอน แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นที่จะอภิปราย โดยจะมุ่งที่การบริหารล้มเหลวและการทุจริตเป็นหลัก โดยอยากให้นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับกระบวนการของรัฐสภาด้วย เพราะในการแถลงผลงานครบรอบ 1 ปี นายกฯไม่ได้มารับฟัง โดยยังไปเปิดงาน 2 ล้านล้านบาทอ้างว่าเป็นกฎหมายลงทุนแต่ความจริงเป็นกฎหมายกู้เงิน แสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้รับฟังการเสนอความเห็นในสภาเลยว่าสามารถที่จะลงทุนได้ตามระบบงบประมาณปกติ ทั้งนี้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็คาดหวังให้ประชาชนรับทราบพฤติกรรมของรัฐบาลและเป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งจะมีกรณียื่นถอดถอนต่อเนื่องด้วย และเป็นการฟ้องกับสังคมว่าการดำเนินการของรัฐบาลมีปัญหาอย่างไร"

                         หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระบุว่า มีขบวนการล้มรัฐบาลวันที่ 8 ตุลาคม ว่า นึกไม่ออกว่ามาจากไหน ต้องถามคนพูด และไม่รู้ว่าทำไมต้องเป็นวันที่ 8 ต.ค.

 

 

ลุย 'อุบลฯ' เยี่ยมชาวบ้านหลังประสบอุทกภัย

 

                         นายอภิสิทธิ์ ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (27 ก.ย.) เพื่อเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ อ.พิมูลมังสาหาร โดยแสดงความเป็นห่วงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลว่า ยังมีขลุกขลัก มีปัญหากับมวลชนอยู่ เช่น กรณีที่ จ.ปราจีนบุรี ก็เกิดปัญหาเรื่องการปิด-เปิดประตูระบายน้ำ และอยากให้ครม.มีมติที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องการเยียวยาว่าจะชดเชยเกษตรกรอย่างไรจะมีความชัดเจนมากขึ้นที่จะระบายน้ำลงทุ่ง โดยผู้ปฏิบัติหน้าที่คือท้องถิ่นต้องตัดสินใจหน้างานได้ แต่รัฐบาลต้องกำหนดทิศทางให้ชัด

                         นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่เห็นว่ารัฐบาลได้นำบทเรียนจากปี 2554 มาปรับปรุงแนวปฏิบัติในแก้ปัญหา จึงทำให้เห็นว่าภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงไม่ต่างจากปี 2554 เพียงแต่สถานการณ์ไม่หนักเท่าปี 2554 เท่านั้น การที่รัฐบาลอ้างว่าน้ำท่วมทุกปีอยู่แล้ว และปีนี้ดูแลให้ไม่เกิดปัญหาเท่ากับปี 2554 นั้นไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา เพราะรัฐบาลมีหน้าที่บริหารจัดการให้ดี จะเอากรณีน้ำท่วมปีนี้ไปเทียบว่าไม่ท่วมหนักเหมือนปี 2554 ถือเป็นผลงานของรัฐบาลแล้วไม่ได้ เพราะปัจจัยต่างกัน