
ยกฟ้อง'เจิมศักดิ์'กล่าวหา'คิงเพาเวอร์'
ศาลยกฟ้อง 'เจิมศักดิ์' กล่าวหา 'คิงเพาเวอร์' ขายของปลอดภาษีไม่มีตั๋วเครื่องบิน ระบุมีคลิปวิดีโอ หลักฐานพิสูจน์ ซื้อเหล้า บุหรี่ ได้จริง
27 ก.ย. 56 เมื่อเวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.1822/2554 ที่บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด โดยนายรัฎฐาปกรณ์ ทับปั้น ผู้รับมอบอำนาจ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต ส.ว. เป็นจำเลย ในความผิดฐานดูหมิ่นด้วยการโฆษณา และหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 , 328 และ 332 โดยโจทก์ยื่นฟ้อง สรุปว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 53 เวลากลางคืน จำเลยในฐานะผู้ดำเนินรายการ “ ลงเอย อย่างไร ” ตอน ของเถื่อน ภาษีเถื่อน ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ว่าเป็นบริษัทขายสินค้าเถื่อน หนีภาษีเถื่อนให้แก่บุคคลทั่วไป เป็นบริษัทไม่ดี ฉ้อโกงภาษีอากรของรัฐบาล
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ - จำเลย นำสืบแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยพูดในรายการทำนองว่าสามารถสั่งซื้อเหล้า ไวน์ แชมเปญ ผ่านบริษัทของโจทก์ได้โดยไม่ต้องเสียภาษี โดยไม่ต้องใช้ตั๋วเครื่องบินและหนังสือเดินทาง และมีบริการส่งถึงบ้านได้
ขณะที่ โจทก์ มีพนักงานบริษัท คิงเพาเวอร์ เบิกความสอดคล้องกันทำนองว่า โจทก์ได้รับอนุญาตให้ขายสินค้าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และที่ บ.คิงเพาเวอร์ โดยต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรก่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรคอยตรวจสอบความถูกต้องของสินค้า ส่วนการสั่งซื้อสินค้าปลอดภาษี ผู้ที่สั่งซื้อต้องมีหนังสือเดินทางและตั๋วเครื่องบินระบุวัน - เวลา เที่ยวบินไว้ด้วย หากจะซื้อไปนอกประเทศ สามารถสั่งซื้อได้ไม่จำกัดจำนวน แต่หากซื้อเข้าในประเทศจะสั่งซื้อได้ตามปริมาณที่ศุลกากรกำหนด โดยโจทก์มีบาร์โคดสินค้าและแผนผังการนำเข้าของสินค้ามายืนยันว่าปฏิบัติตามระเบียบที่ศุลกากรกำหนดทุกประการ และไม่มีการสั่งซื้อสินค้าทางโทรศัพท์ ไม่มีการนำสินค้าไปส่งให้ถึงที่บ้าน
ส่วนรายการที่จำเลย จัดนั้น เป็นรายการเสนอข้อเท็จจริงสะท้อนปัญหาสังคม ขายของเถื่อนของหนีภาษี และการทุจริต แม้จำเลยจะอ้างว่า คำพูดในรายการเป็นการตั้งคำถามถึง รมว.คลัง ในการแก้ปัญหาจำหน่ายสินค้าลักลอบหนีภาษี แต่สิ่งที่จำเลยพูดย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยจำเลยพูดไปตามข่าวลือ ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน จึงไม่ใช่การพูดเพื่อวิพากษ์วิจารณ์หรือติชมโดยสุจริตและเป็นธรรม ตามกฎหมาย
แต่ในทางนำสืบจำเลย ก็ยังมีผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยว เป็นพยานมาเบิกความยืนยันว่า สามารถสั่งซื้อสุรา ไวน์ และแชมเปญ ปลอดภาษีศุลกากรจากบริษัทของโจทก์ได้จริง โดยพยานมีหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอยืนยันถึงการทดลองสั่งซื้อสุรา ไวน์ และแชมเปญ จำนวนหลายลังจากบุคคลหนึ่ง โดยไม่ต้องมีหนังสือเดินทางและตั๋วเครื่องบิน ซึ่งสินค้าทั้งหมดถูกใส่อยู่บรรจุภัณฑ์ที่มีชื่อบริษัทของโจทก์ติดอยู่ที่ถุงและมีผู้นำมาส่งให้ถึงที่บ้าน แม้การสั่งซื้อสินค้าดังกล่าวจะไม่ได้สั่งซื้อจากบริษัทโจทก์โดยตรง แต่ก็เป็นสินค้าของบริษัทโจทก์จริง ขณะที่คลิปดังกล่าวเชื่อว่าคงยากแก่การตัดต่อ ประกอบกับพยานดังกล่าวไม่เคยรู้จักโจทก์และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงเชื่อว่าพยานเบิกความอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริง และเชื่อว่าสามารถสั่งซื้อสินค้าปลอดศุลกากรจากบริษัทโจทก์ได้จริง ซึ่งเป็นการพิสูจน์ได้ว่า คำพูดที่จำเลยกล่าวในรายการเป็นเรื่องจริง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 การกระทำของจำเลยจึงไม่ความผิดฐานหมิ่นประมาท พิพากษาให้ยกฟ้อง
ภายหลัง นายเจิมศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากนี้จะปรึกษาทางทนายความว่าจะฟ้องกลับ บ.คิงเพาเวอร์ หรือไม่ ซึ่งตนพูดในฐานะสื่อมวลชนไม่มีเจตนาหมิ่นประมาท แต่เป็นการวิจารณ์ถึงการขึ้นภาษีสุราและบุหรี่ของรัฐบาลในขณะนั้น ที่มีการลักลอบนำสุราและบุหรี่หนีภาษีเข้ามา
"สิ่งที่พูดในรายการ มีเจตนาจะถามรัฐบาลถึงการแก้ปัญหาการลักลอบขายสินค้าหนีภาษี ไม่ได้มีเจตนาจะพูดถึง บ.คิงเพาเวอร์ ให้เสียหาย ซึ่งผมพูดถึงคิงเพาเวอร์เพียงแค่ 1 นาทีเท่านั้น จากเวลาในรายการทั้งหมด 55 นาที และขณะนั้นผมเป็นบอร์ดการท่าอากาศยาน แค่นำสิ่งที่เพื่อนบอกว่าสามารถเอาเหล้าและบุหรี่ไม่เสียภาษีออกมาได้จริง มาพูดเพื่อที่จะฟ้องถึงรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว"



