ข่าว

ถึงเวลาลืมแชมป์

ถึงเวลาลืมแชมป์

28 ก.ย. 2556

สปอร์ต คม วีกเอนด์ : ถึงเวลาลืมแชมป์

 

                         อย่างที่เห็นกันว่าเกมดาร์บีแมทช์ เมืองแมนสเตอร์ ที่อิติฮัด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเกมที่ "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี เข้าข่ม "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด แบบเหนือชั้น โดยเฉพาะเรื่องของแท็กติกที่ เดวิด มอยส์ ยังหาทางเอาศักยภาพของทีมออกมาได้ไม่เต็มที่

                         ตอนนี้แม้จะเป็นช่วงต้นฤดูกาล แต่ว่ากันว่า มอยส์ กับยูไนเต็ด ควรจะลืมเรื่องป้องกันแชมป์ได้แล้ว

                         ความกดดันทั้งหมดทั้งมวลคงตกอยู่กับ มอยส์ อย่างเต็มที่แล้ว ก่อนเปิดฤดูกาลก็กดดันหนักอยู่แล้วกับการรับงานแทนยอดกุนซืออย่าง เซอร์อเลกซ์ เฟอร์กูสัน พร้อมด้วยโปรแกรมสุดโหดในช่วงต้นฤดูกาล และที่ผ่านมา ผลงานในการพบกับทีมใหญ่สอบตกอย่างชัดเจน เรื่องราวมาตอกย้ำเข้าไปอีกในเกมดาร์บี แมทช์เมืองแมนเชสเตอร์ ครั้งแรกในชีวิตของมอยส์

                         เจ้าตัวบอกออกมาเองว่า เกมที่อิติฮัดเป็นฟอร์มการเล่นที่รับไม่ได้ และอย่างที่เห็นกันคือเป็นเกมที่สู้กันไม่ได้อย่างชัดเจน เกมหนักๆ 3 นัดที่ผ่านมากับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี, "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล และล่าสุด แมนฯ ซิตี เดาอย่างไรก็มองไม่ออกว่าในยุคของเฟอร์กี ทีมอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด จะเก็บได้เพียงแต้มเดียว แต่มันเกิดขึ้นในยุคของมอยส์

                         นอกจากเรื่องแต้มแล้วเรื่องจำนวนประตูจากทั้ง 3 นัด ดูแล้วก็น่าใจหาย มีประตูตอบแทนจากลูกฟรีคิกของ เวย์น รูนีย์ เพียงประตูเดียว

                         จริงอยู่เมื่อมองย้อนไปที่ฤดูกาล 2011-12 เฟอร์กี เคยทำทีมแพ้แมนฯ ซิตี ยับเยิน 1-6 ซึ่งเป็นเกมที่แพ้ย่อยยับที่สุดของเฟอร์กี ใน 26 ปีที่คุมทีมในโอลด์ แทรฟฟอร์ด แต่สถานการณ์โดยรวมแล้วไม่ได้ย่ำแย่อย่างสถานการณ์ในปัจจุบัน

                         เกมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่า แมนฯ ซิตี เหนือกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ทั้งเรื่องแท็กติก พละกำลัง ความมุ่งมั่น นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้แมนฯ ซิตี ได้ 4 ประตู ในช่วง 50 นาทีแรกของเกม และจริงๆ แล้วก็น่าจะเป็นฟอร์มที่ดีที่สุดในรอบปีของแมนฯ ซิตี ด้วยซ้ำไป

                         เซร์คิโอ อาเกโร แสดงให็เห็นถึงความคมในแดนหน้า ยายา ตูเร โดดเด่นที่แดนกลาง ขณะที่ ซามีร์ นาสรี กลับมาอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุด หลังจากยิงประตูที่ 4 ก็ได้รับตำแหน่งแมน ออฟ เดอะ แมทช์ ไป

                         ขณะที่แมนฯ ยูไนเต็ด ดูจะขาดพลังกันไปหมด จริงอยู่ที่โปรแกรมช่วงต้นฤดูกาลนี้สุดโหด แต่ก็ไม่ใช่ข้อแก้ตัวทั้งหมด กับสิ่งที่เห็นได้ว่าคุณภาพของทีมเป็นรองบรรดาทีมที่มีศักยภาพในการลุ้นแชมป์จะมีดีอยู่บ้างก็คือ เวย์น รูนีย์ กลับมายิงประตูได้อย่างต่อเนื่องอีกครั้ง

                         จุดเปลี่ยนสำคัญอีกจุดอยู่ที่มันสมองของ มานูเอล เปเยกรินี ที่สั่งให้ลูกทีมลงมาเร่งในช่วง 5 นาทีแรกของครึ่งหลัง เป็นการสรุปเกมได้เมื่อผ่านไป 50 นาที และแมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงพลังปาฏิหาริย์เหมือนที่ผ่านๆ มา

                         จากจำนวนแต้มที่มีอยู่ของแมนฯ ยูไนเต็ด ตอนนี้ เป็นการเริ่มฤดูกาลได้แย่ที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 2004-05 จัดได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่เข้าทางมอยส์ เอาเสียเลย อย่างก่อนเกมกับแมนฯ ซิตี เจ้าตัวตัดสินใจไม่เสี่ยงส่งชื่อ โรบิน ฟาน เพอร์ซี ดาวยิงตัวเก่งไว้ในทีม ตามข่าวแล้ว "อาร์วีพี" มีอาการบาดเจ็บที่โคนขาหนีบ แม้จะสามารถลงซ้อมได้ทั้งสองวันก่อนเตะ

                         แต่เรื่องที่กุนซือรายนี้ต้องรับผิดชอบจริงๆ น่าจะเป็นเรื่องการวางเกม 2 จุดสำคัญในสนาม เมื่อให้ มารูยาน เฟลไลนี มาตาม ยายา ตูเร และให้ ริโอ เฟอร์ดินานด์ ดูแล เซร์คิโอ อาเกโร ซึ่งทั้งสองอย่างไม่ได้ผล จนต้องมีการแก้เกมเปลี่ยนตัว เปลี่ยนตำแหน่งกันมั่วไปหมด อีกทั้งผู้เล่น 11 ตัวจริงก็ไม่ถูกใจแฟนๆ เท่าไรนัก

                         ไม่แปลกที่เริ่มมีคนคิดว่า มอยส์ มีความเหมาะสมขนาดไหนกับการทำทีมในระดับนี้ เพราะนอกจากจะสู้ แมนฯ ซิตี ไม่ได้แล้ว กับลิเวอร์พูล ก็ไม่สามารถนำทีมชนะในเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บีแมทช์ มาแล้ว 11 ปีในฐานะกุนซือเอฟเวอร์ตัน และเหตุการณ์ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อมาอยู่ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

                         พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้แม้จะเพิ่งผ่านไปแค่ 5 นัด แต่ความห่างชั้นที่มีกับเพื่อนบ้านขนาดนี้คงชัดเจนแล้วว่าทั้งแมนฯ ยูไนเต็ด และเดวิด มอยส์ น่าจะลืมเรื่องการลุ้นแชมป์ไปได้แล้ว และสิ่งที่ต้องคิดให้หนักน่าจะเป็นการพยายามทำอันดับให้ติด 1 ใน 4 ของตารางให้ได้

                         และถึงเป้าหมายจะต่ำลงมาจากการลุ้นแชมป์แล้ว ในทีมก็น่าจะต้องแก้ปัญหากันไปเรื่อยๆ แม้เกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกไปชนะ สวอนซี ในนัดเปิดฤดูกาล ก็ยังมีจุดอ่อนให้เห็นชัดเจน นั่นคือเรื่องของเกมรับที่ทั้ง ริโอ เฟอร์ดินานด์ กับ ปาทริซ เอฟรา ดูจะมาปัญหากับความโรยรา

                         การมาของมารูยาน เฟลไลนี อาจจะช่วยให้แดนกลางดูดีขึ้น แต่ดูดีๆ ดูเจาะเข้าไปแล้วก็ยังเห็นกันได้ว่าแดนกลางยังเป็นพื้นที่ที่แมนฯ ยูไนเต็ด ยังเป็นรองทีมอื่นๆ ทั้ง แมนฯ ซิตี, เชลซี, อาร์เซนอล หรือแม้กระทั่ง "ไก่เดือยทอง" สเปอร์ส

                         ตอนนี้จึงเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากที่แมนฯ ยูไนเต็ด อาจจะหลุดจากการเป็นทีมท็อปไฟว์ของอังกฤษแบบไม่รู้ตัว ต่อไปเมื่อความหนักของโปรแกรมเบาบางลงไปแล้ว ปีศาจแดง จำเป็นต้องเก็บแต้มแบบเป็นกอบเป็นกำให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยก็ขอเกาะกลุ่มบรรดาทีมใหญ่ๆ ไปก่อน รวมทั้งพยายามกำจัดจุดอ่อนของตัวเองไปเรื่อยๆ

                         จากนี้ไป แมนฯ ยูไนเต็ด น่าจะได้หลีกจากเกมหนักๆ สักระยะ จนถึงวัน 10 พฤศจิกายนนั่นแหละที่จะต้องกลับมาเจอของจริงอีกครั้งกับ "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล ซึ่งน่าจะเป็นเกมที่ทั้งยูไนเต็ด และมอยส์ ไม่น่าจะมีโอกาสพลาดได้อีกแล้ว

                         เรื่องการไม่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก อาจเป็นเรื่องน่าผิดหวัง แต่หากพลาดถึงโควตายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นั่นคือหายนะ