ข่าว

'ไร่ส้ม'กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง

'ไร่ส้ม'กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง

27 ก.ย. 2556

'ไร่ส้ม'กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn

               กลายเป็นเรื่อง “ฮอต” ร้อนแรง “ทอล์กออฟเดอะทาวน์” พูดกันลั่นสนั่นเมืองอีกครั้งกับกรณีของ บริษัท ไร่ส้ม ซึ่งมี คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรชื่อดังในฐานะผู้บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท ซึ่งไปเชื่อมโยงกับกรณีที่ ป.ป.ช. ชี้มูลบรรดาพนักงาน อสมท หลายๆ คน ที่มีการกล่าวหากันทำนองว่าเอื้อประโยชน์หรือรับประโยชน์โดยมิชอบ

               เรื่องดังกล่าวเป็นปกติธรรมดาที่คนดังเมื่อเป็นข่าวจะในทางดีหรือทางร้ายย่อมโด่งดังเหมือนชื่อเสียงที่ติดตัวคนคนนั้น เรื่องของคุณสรยุทธ กลายเป็นที่ “ถกเถียง” ถึงขนาดภาคเอกชน 3-4 แห่งออกมาแสดงความเห็นคัดค้านกรณีที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ยังคงอนุญาตให้คุณสรยุทธทำรายการอยู่ต่อไปได้ โดยอ้างเหตุผลคล้ายๆ ว่าคดียังไม่ถึงที่สุด และเมื่อถึงวันที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้ อสมท คืนเงินแก่บริษัท ไร่ส้ม เป็นจำนวน 50 กว่าล้านบาท น่าจะทำให้ฝ่ายบริหารของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 สบายใจได้เปลาะหนึ่ง และน่าจะทำให้คุณสรยุทธยืดอกออกทีวีได้อย่างสง่าผ่าเผยอีกครั้ง ท่ามกลางความระแวงสงสัยต่างๆ ของสังคมที่มีสิทธิจะตั้งคำถามหรือตรวจสอบบุคคลสาธารณะได้อย่างเป็นปกติ

               ทำให้เราน่าจะพิจารณากันในเชิงวิชาการว่า “ผลแห่งคำตัดสินของศาลปกครองกลาง” นั้น มีความหมายและส่งผลกระทบถึงใครอย่างไรบ้าง             

              ประการแรก กรณีคำตัดสินให้คืนเงินแก่ บริษัทไร่ส้ม นั้น ขอเรียนว่าเป็นคดีที่ทางฝ่ายบริษัทไร่ส้ม ในฐานะโจทก์ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพราะเชื่อว่า ได้มีการดำเนินการตามกระบวนการอย่างถูกต้องในการยื่นเสนอผังรายการให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของทางช่อง 9 อสมท ในระยะเวลาที่คุณสรยุทธยังทำหน้าที่พิธีกรผู้ดำเนินรายการอยู่ที่นั่น โดยองค์คณะเสียงส่วนใหญ่ของศาลเห็นด้วยตามคำฟ้อง เพราะมองในทำนองว่า การคิดคำนวณเวลาการออกอากาศและค่าใช้จ่ายต่างๆ จัดเป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ อสมท ต้องตรวจสอบดูแลให้ถูกต้องตามระเบียบข้อกำหนดต่างๆ แถมยังมีคำสั่งให้ อสมท คืนเงินส่วนที่โฆษณาล้ำเข้าไปในเวลาของบริษัทไร่ส้ม อีกจำนวนหนึ่ง เรียกว่าถ้าเป็น “มวย” ยกนี้บริษัทไร่ส้มชนะขาดลอย เป็นสิ่งที่ตุลาการศาลปกครองเสียงส่วนใหญ่ในองค์คณะ ท่านมองเรื่องของเอกสารสัญญาทางปกครอง เป็นเรื่องทาง “ปกครอง” อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งมีตุลาการเสียงข้างน้อยเห็นแย้ง ถือเป็นความสวยงามในการที่ศาลมีอิสระในการใช้ดุลพินิจที่แตกต่างกันได้ และคงต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายเพราะเชื่อว่าองค์คณะทุกท่านต่างใช้วิจารณญาณอยู่ในขอบเขตอำนาจตามกฎหมาย (สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ในสำเนาคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง)

               ประการต่อมา ในกรณีของบริษัทไร่ส้ม ต้องไม่ลืมว่า ทาง ป.ป.ช. หากจำกันได้ ผมได้สืบค้นข้อมูลจากแหล่งที่มาของสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้เขียนระบุว่า “ป.ป.ช.ได้มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2555 ว่า นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด เจ้าหน้าที่ธุรการระดับ 5 สำนักกลยุทธ์การตลาด บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) มีมูลความผิดทางวินัยร้ายแรงและมีมูลความผิดทางอาญา น.ส.อัญญา อู่ไทย หัวหน้าส่วนธุรการขาย ระดับ 6 ฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง แต่ไม่มีมูลความผิดทางอาญา นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมการผู้จัดการบริษัท ไร่ส้ม จำกัด และ น.ส.มณฑา ธีระเดช เจ้าหน้าที่บริษัท ไร่ส้ม จำกัด (ในฐานะส่วนตัว) และบริษัท ไร่ส้ม จำกัด (ในฐานะนิติบุคคล) มีมูลความผิดทางอาญา ฐานสนับสนุนพนักงานกระทำความผิด” นั่นหมายความว่า “เรื่องทางอาญา” ก็ต้องว่าไปตามมูลฐานความผิดของแต่ละบุคคล แม้จะมีข่าวจากแหล่งข่าวเดียวกันว่าทางคณะทำงานของอัยการยังมีความเห็นว่าสำนวนฟ้องของ ป.ป.ช. ยังไม่สมบูรณ์ กระทั่งอาจต้องตั้งคณะกรรมการร่วมทั้งสองฝ่ายเพื่อพิจารณา แต่เรื่องนี้หาก ป.ป.ช. ในที่สุดจะทำการฟ้องเองก็มีอำนาจตามกฎหมายเช่นกัน

               ทำให้ในกรณีของ ไร่ส้ม และคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา ยังเป็นเรื่องที่คงต้องกล่าวขวัญถึงอยู่ต่อไป แต่ก็ถือเป็นสิ่งดีที่ทุกฝ่ายมอง “ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้าย” เพราะไม่ว่าผลคำตัดสินพิพากษาจะออกมาในทางหนึ่งทางใด ย่อมเป็นที่ยุติ หากคุณสรยุทธ และบริษัทไร่ส้ม ท้ายสุด ไม่มีความผิด ก็เท่ากับพ้นมลทินและเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้คนเป็นคดีความต้องรู้สึกอึดอัดเสียสมาธิในการทำงานมาระยะเวลาหนึ่ง เหมือนได้ผ่อนคลายภาระอันหนักอึ้ง แต่หากผลตรงกันข้ามก็ย่อมเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายพึงให้ความเคารพต่อคำตัดสินพิพากษาของศาล ซึ่งได้กระทำการในหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย