ข่าว

เอกซเรย์แผนรับน้ำกทม.มั่นใจ'เบากว่าปี2554'

เอกซเรย์แผนรับน้ำกทม.มั่นใจ'เบากว่าปี2554'

26 ก.ย. 2556

เอกซเรย์แผนรับน้ำกทม.2556 มั่นใจ'เบากว่าปี2554' : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน

               สถานการณ์ฝนตกหนักช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงน้ำที่เริ่มเอ่อท่วมในพื้นที่โดยรอบ ไม่ว่าจะเป็น สิงห์บุรี ลพบุรี ปราจีนบุรี สร้างความวิตกแก่คนกรุงเทพฯ ไม่น้อย เพราะภาพมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ยังคงไม่จางหาย วันนี้เราจึงมาตรวจสอบแนวรับของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่าจะ "เอาอยู่" หรือไม่

               ผู้บริหารศูนย์ป้องกันน้ำท่วม กทม. อธิบายว่า ระบบระบายน้ำโดยรวมในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังไม่ต่างจากเมื่อปี 2554 แต่เพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบระบายน้ำ คันกั้นน้ำ เขื่อนกั้นน้ำ และระบบคูคลอง เพื่อสร้างความมั่นใจว่า แม้จะเกิดสถานการณ์ในระดับเดิม เกิดขึ้นความเสียหายจะไม่หนักเท่าเดิม

               สถานการณ์น้ำที่จะมีผลกระทบต่อกรุงเทพฯ ยังเป็น 3 น้ำหลัก ประกอบด้วย "น้ำท่วม-น้ำเหนือ-น้ำหนุน" ซึ่งระบบที่วางเอาไว้มีการป้องกันทั้ง 3 น้ำ อย่างรัดกุม

               ในระบบการระบายน้ำนั้นแบ่งกรุงเทพฯ ออกเป็น 3 ส่วน คือ 1.กรุงเทพฯ ชั้นใน 2.กรุงเทพฯ ตะวันออก เป็นส่วนที่อยู่ด้านหลัง ถนนร่มเกล้า ซึ่งเป็นคันกั้นน้ำพระราชทาน และส่วนนี้นี่เองที่ถือเป็นแนวฟลัดเวย์ที่จะใช้ระบายน้ำ และ 3.กรุงเทพฯ ตะวันตก โดยใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นแบ่ง

               ทั้งนี้ กรุงเทพฯ ชั้นใน และตะวันตก ถือว่าอยู่ในแนวคันกั้นน้ำพระราชทาน โดยใช้ถนนร่มเกล้า และถนนหทัยราษฎร์ เป็นคันกั้นน้ำ เพื่อป้องกันน้ำที่ถูกถูกระบายออกทางด้านตะวันออกไหลกลับเข้าสู่กรุงเทพฯ ชั้นใน ส่วนคันกั้นน้ำกรุงเทพฯ ตะวันตก จะอยู่ด้านทิศเหนือ โดยใช้คลองมหาสวัสดิ์ และถนนศาลาธรรมสพน์ เป็นแนวคันกั้นน้ำ เพื่อป้องกันน้ำที่จะไหลบ่ามาจาก จ.นนทบุรี

               สำหรับการป้องกัน "น้ำท่วม น้ำขัง" ซึ่งมาจากฝนตกหนัก ถ้าฝนตกไม่เกิน 60 มิลลิเมตร ภายใน 1 ชั่วโมง สามารถระบายได้หมดใน 2 ชั่วโมง โดยผ่านระบบต่างๆ ได้แก่ คู คลอง ระบายน้ำ 1,682 คลอง ยาว 2,600 กิโลเมตร, ท่อระบายน้ำยาว 6,400 กิโลเมตร แบ่งเป็น ถนนสายหลัก 1,640 กิโลเมตร ตรอก ซอย ยาวประมาณ 4,760 กิโลเมตร, สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่ ขีดความสามารถระบายน้ำ 1,032 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำ 185 แห่ง ประตูระบายน้ำ 214 แห่ง และบ่อสูบน้ำอีก  180 แห่ง

               นอกจากนี้การระบายน้ำจะระบายลงอุโมงค์ขนาดใหญ่ คือ 1.อุโมงค์ยักษ์พระรามเก้า-รามคำแหง เป็นอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ที่สุดที่ตั้งแต่ กทม.เคยมีมา ขณะนี้ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถระบายน้ำได้ปริมาณมากกว่า 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 5 เมตร ระยะทางยาว 5 กิโลเมตร จุดเริ่มต้นที่คลองลาดพร้าวเชื่อมกับคลองแสนแสบ และไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

               2.อุโมงค์ยักษ์ รัชดาภิเษก-สุทธิสาร ช่วยระบายน้ำในเขตพื้นที่ห้วยขวาง ดินแดง จตุจักร พญาไท ดุสิต และบางซื่อ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตร เส้นทางยาว 6 กิโลเมตร เริ่มจากย่านถนนรัชดาภิเษก ตัดกับถนนสุทธิสาร จากนั้นไปสิ้นสุดที่แม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มก่อสร้างไปแล้วเมื่อกลางปี 2554

               3.อุโมงค์สวนหลวง ร.9 มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตร มีความยาวอยู่ที่ 9.5 กิโลเมตร ประสิทธิภาพในการระบายน้ำอยู่ที่ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จุดเริ่มต้นจากสวนหลวง ร.9 ไปถึงแม่น้ำเจ้าพระยา อุโมงค์นี้จะทำให้พื้นที่กว่า 85 ตารางกิโลเมตร ได้รับประโยชน์ รวมถึงพื้นที่ย่านประเวศ พระโขนง บางนา และสวนหลวง

               4.อุโมงค์ยักษ์ดอนเมือง จะเป็นอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินที่จะยาวที่สุด และใหญ่ที่สุดในบรรดา 4 แห่ง มีเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบ 6 เมตร ยาว 13.5 กิโลเมตร

               อัตราระบายน้ำทั้งหมดอยู่ที่ 155.5 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

               นอกจากนี้ยังมีบึงแก้มลิงต่างๆ ที่ใช้เก็บกักน้ำรวม 25 บึง ปริมาตรกักเก็บ 12,888,305 ลูกบาศก์เมตร โดยบึงที่มีขนาดใหญ่ 3 ระดับ คือ 1.แก้มลิงคลองมหาชัย-คลองสนามไชย ปริมาตรกักเก็บ 6 ล้านลูกบาศก์เมตร 2.บึงหนองบอน ปริมาตร 5 ล้านลูกบาศก์เมตร และ 3.บึงในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ปริมาตร 288,000 ลูกบาศก์เมตร รวม 24,176,305 ลูกบาศก์เมตร

               ปัญหาต่อมาที่กำลังน่าเป็นห่วงขณะนี้คือ "น้ำเหนือ" ที่เริ่มเอ่อท่วมในจังหวัดต่างๆ ซึ่งกรุงเทพฯ ด้านตะวันตก หากน้ำเหนือไหลบ่ามาจาก จ.นนทบุรี จะติดที่คันกั้นน้ำ ถนนศาลาธรรมสพน์ และคลองมหาสวัสดิ์ ซึ่งจะมีประตูระบายน้ำตามคลองสาขาต่างๆ แต่ประตูใหญ่จะอยู่ที่จุดเชื่อมคลองมหาสวัสดิ์ และคลองทวีวัฒนา รวมถึงจุดเชื่อมคลองมหาสวัสดิ์ และคลองบัว ที่จะเชื่อมยังคลองบางกอกใหญ่

               โดยน้ำส่วนหนึ่งจะถูกระบายออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาตามคลองสาขา โดยมีเครื่องสูบน้ำอยู่บริเวณติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อเร่งการระบายน้ำ ขณะที่น้ำบางส่วนจะถูกระบายออกตามคลองสาขาเพื่อลงยัง "แก้มลิงคลองมหาชัย และ คลองสนามไชย" ก่อนที่จะระบายออกยังอ่าวไทย

               นอกจากนี้ น้ำที่มาจากคลองทวีวัฒนา จะมาระบายออกที่คลองภาษีเจริญก่อนที่ส่วนหนึ่งจะระบายลง แม่น้ำเจ้าพระยา และอีกส่วนจะถูกผันออกไปยัง แม่น้ำท่าจีน ต่อไป

               ขณะที่ กรุงเทพฯ ด้านตะวันออก น้ำเหนือจะไหลมาจาก จ.ปทุมธานี หากน้ำผ่านจากรังสิต มาแล้วจะพบกับแนว "คลองหกวา สายล่าง" ที่จะมีประตูน้ำเชื่อมคลองสาขาต่างๆ และน้ำจากคลองสาขานี่เอง จะไหลมาบรรจบกับคลองแสนแสบ ก่อนที่จะระบายออกไปยัง แม่น้ำบางปะกง ทาง จ.ฉะเชิงเทรา

               อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นเขตมีนบุรี คลองสามวา หนอกจอก ลาดกระบัง ถูกจัดเป็นพื้นที่รับน้ำ หรือฟลัดเวย์ ดังนั้น หากมีน้ำไหลมาพื้นที่ดังกล่าว ก็ต้องรับกับสภาพน้ำท่วม เพื่อที่จะระบายน้ำออกไปยังทะเลอ่าวไทย ด้าน จ.สมุทรปราการ ต่อไป

               ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังมั่นใจว่าด้วยปริมาณน้ำที่มาในขณะนี้ไม่น่าจะมีปัญหาการรองรับจนเกิดน้ำท่วม หรือหากมีน้ำมาเป็นปริมาณมากก็ยังน่าที่จะรับมือได้ เว้นแต่เพียงประการเดียวคือ "คนที่อยู่ด้านเหนือ กดดันให้เปิดประตูระบายน้ำเพื่อให้น้ำที่ขังด้านเหนือลดลง"

               "น้ำเหนือก้อนสุดท้าย" ที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ คือ น้ำที่จะไหลผ่านมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจุดนี้ กทม. เป็นห่วงน้อยที่สุด เพราะยืนยันว่า ขณะนี้ได้เตรียมการพร้อมแล้ว โดยการเสริมแนวพนังกั้นน้ำริมตลิ่งเพิ่มจากเดิมเมื่อปี 2554 จาก 2.50 เมตร โดยครั้งนี้ได้เสริมคันกั้น ตั้งแต่ 2.50-3.00 เมตร และจากสถิติเมื่อปี 2554 ระดับน้ำเจ้าพระยาสูงสุดอยู่ที่ 2.50 เมตร ดังนั้น ครั้งนี้จึงไม่น่ามีปัญหาแต่อย่างใด

               ทั้งนี้ แนวพนังกั้นน้ำจะอยู่บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ มีความยาวตลอดแนว 77 กิโลเมตร เสร็จสิ้นแล้ว 75.80 กิโลเมตร ยังเหลืออีกจุดที่เป็นฟันหลออีก 2 แห่ง คือ 1.จุดวัดปุรณาวาส คลองมหาสวัสดิ์ และ 2.จุดถนนทรงวาด ซึ่งยังติดปัญหาเรื่องชุมชนที่ยังตกลงกันไม่ได้ แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าแม้จะมีช่วงที่ฟันหลอ แต่ก็สามารถจัดการได้โดยมีการเตรียมกระสอบทรายไว้อุดช่องว่างอย่างพอเพียงพร้อม ทั้งยืนยันว่าจะไม่เกิดปัญหาแน่นอน

               โดยพนังกั้นน้ำช่วง คลองบางเขน-คลองเทเวศร์ อยู่ที่ระดับ 3.00 เมตร พนังกั้นน้ำช่วงเทเวศร์ถึงสะพานพระราม 9 สูง 2.80 เมตร และช่วงสะพานพระราม 9 ถึงสุดเขต กทม. สูง 2.50 เมตร

               นอกจากนี้ ประมาณการล่าสุดที่ กรมชลประทานระบุว่าจะปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาในจำนวน 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีต่อวัน ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงกรุงเทพฯ สามารถรับน้ำได้ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีต่อวัน และสำหรับน้ำสุดท้ายที่หากมาบรรจบอาจจะทำให้เกิดปัญหาได้คือ "น้ำหนุน" แต่เรื่องนี้ กทม. ก็ไม่ได้หวั่น เพราะแนวรับ คือพนังกั้นน้ำตามริมตลิ่งที่ได้วางเอาไว้แล้ว

               อีกทั้งประมาณการที่ได้กำหนดเอาไว้ คือ น้ำฝนและน้ำเหนือ จะมากที่สุดคือช่วงปลายเดือนกันยายนนี้เท่านั้น จากนั้นจะหมดฝน ขณะที่น้ำหนุนซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำลงทะเล จะสูงขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม จึงไม่ใช่ช่วงที่จะมาบรรจบกัน

               หากทุกอย่างเป็นไปตามที่กรมชลประทานระบุไว้ ช่วงที่หนักที่สุด คือ ช่วงวันที่ 25-29 กันยายนนี้ แต่จากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น "ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม" กทม. ยังยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า "เบากว่าปี 2554 เยอะ"

..........

(หมายเหตุ : เอกซเรย์แผนรับน้ำกทม.2556 มั่นใจ'เบากว่าปี2554' : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน)