ข่าว

จากเกาะอีสเตอร์ถึงการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ

จากเกาะอีสเตอร์ถึงการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ

25 ก.ย. 2556

จากเกาะอีสเตอร์ถึงการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล

               เกาะอีสเตอร์ หรือปาสกัวในภาษาสเปน และราปานุยในภาษาพื้นเมือง เป็นดินแดนที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ที่โดดเดี่ยวที่สุดในโลก เพราะอยู่ห่างจากชายฝั่งของประเทศชิลี ซึ่งเป็นเมืองแม่ถึง 4,000 กิโลเมตร ตัวเกาะมีพื้นที่ 171 ตร.กม. มีกำเนิดมาจากการระเบิดของภูเขาไฟใต้มหาสมุทร เมื่อประมาณ 5 ล้านปีก่อน

               เกาะอีสเตอร์ถูกค้นพบโดยนักสำรวจชาวฮอลันดา ชื่อจาคอป ร็อกกาวีน เมื่อวันที่ 5 เมษายน ค.ศ.1772 ซึ่งตรงกับวันอีสเตอร์ บนเกาะในเวลานั้นมีชาวเกาะอยู่ประมาณ 2,000 คน พวกเขาไม่รู้จักโลกภายนอก ไม่มีเรือหรือแพที่จะเดินทางข้ามมหาสมุทร สภาพบนเกาะแห้งแล้ง ไม่มีป่า และไม่มีสัตว์ชนิดอื่น แต่สิ่งที่สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ร็อกกาวีนและลูกเรือก็คือ ก้อนหินที่สลักเป็นรูปศีรษะคน จำนวน 200 ชิ้น ที่ตั้งเรียงรายอยู่บนชายฝั่ง แต่ละรูปขนาดมหึมา หินบางก้อนสูงถึง 33 ฟุต และมีน้ำหนักกว่า 80 ตัน ซึ่งเมื่อสำรวจลึกเข้าไปในเกาะก็พบรูปสลักทำนองเดียวกันอีก 700 ชิ้น บางชิ้นมีความสูงถึง 65 ฟุต และหนัก 270 ตัน ร็อกกาวีนตั้งข้อสังเกตด้วยความฉงนฉงายว่า ชาวเกาะสามารถแกะสลักและเคลื่อนย้ายก้อนหินขนาดใหญ่ได้อย่างไร ในเมื่อบนเกาะไม่มีซุงหรือเถาวัลย์ที่จะเลื่อนหรือชักลากก้อนหินเหล่านั้น

               ปริศนาบนเกาะอีสเตอร์นำไปสู่ความพยายามหาคำอธิบายในลักษณะต่างๆ ในเวลาต่อมา เช่น อีริก ฟาน ดานิเกน นักเขียนผู้สร้างตำนานว่ามนุษย์ต่างดาวเป็นผู้สร้างพีระมิดแห่งกาซา ก็เสนอแนวคิดว่า รูปสลักบนเกาะอีสเตอร์เป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาว ขณะที่นักโบราณคดีที่ทำการวิเคราะห์ลึกลงไปใต้พื้นผิวของเกาะ สันนิษฐานว่าเกาะแห่งนี้น่าจะถูกยึดครองโดยชาวโพลินีเซียน เมื่อประมาณ ค.ศ.400-700 และด้วยภูมิอากาศที่ใกล้เคียงป่าเมืองร้อน ภูเขาบนเกาะนี้น่าจะปกคลุมด้วยปาล์มและเถาไม้เลื้อย ทั้งอุดมไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะฝูงนกทะเลจำนวนมาก และอาหารหลักของชาวเกาะในตอนนั้นก็คือโลมา ซึ่งมีอยู่อย่างชุกชุม รวมทั้งนกเหล่านั้นด้วย และด้วยสภาพที่เป็นเหมือนสวรรค์กลางมหาสมุทร จึงทำให้ประชากรของเกาะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว

               แล้วก็มาถึงคำถามว่า ความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งพืช และสัตว์ แม้แต่มนุษย์เอง สูญหายไปในหมด เพราะเมื่อร็อกกาวีนเดินทางไปถึงนั้น สัตว์บกบนเกาะมีเพียงไก่บ้านไม่กี่ตัว กับแมลงไม่กี่ชนิด และผู้คนที่อดอยาก ซึ่งขัดแย้งกับรูปสลักหินขนาดมหึมาจำนวนมาก

               ตามตำนานของชาวราปานุย กล่าวว่า ผู้ที่เดินทางมาตั้งถิ่นฐานบนเกาะนี้กลุ่มแรกคือพวก “หูยาว” ซึ่งเรียกตามลักษณะของใบหู และคนกลุ่มนี้เป็นผู้สลักหินเพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษของตน ซึ่งใช้เวลายาวนานถึง 50 ปี ต่อมาก็มีคนกลุ่มใหม่ที่เรียกว่าพวก “หูสั้น” เข้ามาอยู่ด้วย ตอนแรกทั้งสองกลุ่มก็อยู่กันด้วยดี แต่ต่อมาก็เกิดความขัดแย้งเนื่องจากขาดแคลนอาหารถึงขั้นรบพุ่งกัน และพวกหูยาวถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่จากการสำรวจก็ไม่พบหลักฐานที่แสดงว่ามีคนถูกสังหารเป็นจำนวนมาก

               อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนในยุคปัจจุบันให้ความสนใจไม่ใช่ก้อนหินที่สลักเป็นรูปศีรษะ เช่นในอดีต แต่ค้นคว้าหาคำตอบว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ดินแดนที่เคยได้ชื่อว่า “เกาะสวรรค์” กลายเป็น “เกาะนรก” ซึ่งนักวิทยาการสมัยใหม่เชื่อว่า ประการแรกน่าจะมาจากการที่ชาวเกาะอีสเตอร์ใช้ทรัพยากรบนเกาะอย่างสิ้นเปลืองและสูญเปล่า ไม่ว่าจะเป็นหินจากภูเขา ป่าไม้พืชพันธุ์ต่างๆ จนทำให้สัตว์ที่มีอยู่บนเกาะสูญพันธุ์จนหมดสิ้น และมนุษย์เองก็ต้องประสบกับชะตากรรมที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของตนเองในที่สุด

               ครับ เกาะอีสเตอร์ จึงน่าจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่มีให้ได้เห็นกันอย่างชัดเจน


............

(หมายเหตุ :ขอบคุณภาพจาก www.dangdd.com)