ข่าว

'พืชการเมือง'ส่งสัญญาณกดดันรัฐบาล

'พืชการเมือง'ส่งสัญญาณกดดันรัฐบาล

24 ก.ย. 2556

'พืชการเมือง'ส่งสัญญาณกดดันรัฐบาล :รายงานโดยกัมปนาท ขันตระกูล /สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร/ มัทนา ลัดดาสิริพร

               การเลื่อนประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ที่ จ.ลพบุรี วันที่ 19-20  กันยายน ที่ผ่านมา ออกไปโดยไม่มีกำหนด เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลต้องระดมสรรพกำลังรับมือพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินสองล้านล้าน เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ หรือ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน

               อาจกล่าวได้ว่า เป็นการทอดระยะเวลาออกไปที่ถูกจังหวะอย่างยิ่ง ในการลดแรงกดดันจากการชุมนุมของภาคเกษตร ซึ่งไฟกองแรกจุดขึ้นจากปัญหา "ยางพารา" ตกต่ำ โดยชาวสวนยางในพื้นที่ภาคใต้ ที่มีศูนย์กลางการขับเคลื่อนที่นครศรีธรรมราช ตั้งแต่ 23 สิงหาคม ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้

               ความหมายของการทอดระยะเวลาออกไปที่ถูกจังหวะ อยู่บนพื้นฐานที่ว่า เดิมที่ในช่วงที่จะมีการประชุม ครม.สัญจรมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจากเกษตรกรในกลุ่มจังหวัดภาคกลาง ทั้งอ่างทอง และสระบุรี ประกาศตบเท้าเข้าลพบุรี ด้วยเป้าหมายที่จะเรียกร้องความช่วยเหลือจากรัฐบาล ให้ขยายระยะเวลาโครงการรับจำนำ "ข้าว" ออกไป เนื่องจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2555/2556 รอบที่ 2 จะเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงวันที่ 16-30 กันยายนนี้ ดังนั้นจึงขอให้ขยายเวลาการรับจำนำข้าวให้ไปสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน เพื่อให้สอดคล้องกับการเก็บเกี่ยว โดยก่อนหน้านี้ อุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ประธานสภาเกษตรกรลพบุรี ได้นำตัวแทนชาวนาภาคกลางเข้ายื่นหนังสือเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี

               "ถ้ารัฐบาลไม่ขยายเวลารับจำนำข้าว เท่ากับว่าชาวนาจะขายข้าวได้แค่ตันละ 7,000 บาท ต่างจากการนำเข้าโครงการเมื่อหักค่าความชื้นแล้ว อาจได้ราคาถึงตันละ 1.2 หมื่นบาท ที่ผ่านมาชาวนาไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันตามเวลา เพราะบางพื้นที่ซึ่งต้องพึ่งน้ำจากระบบชลประทาน แต่ปีนี้เจ้าหน้าที่ส่งน้ำมาล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น นี่คือสิ่งที่เกษตรกรในแถบภาคกลางประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน" อำนวย ทองหมาย เกษตรกรใน จ.พระนครศรีอยุธยา สะท้อนความเดือดร้อน

               แน่นอนว่า หากภาพของมวลชนในภาคกลาง ที่จะเดินทางไปรวมตัวกันระหว่างที่มีการประชุม ครม.สัญจร ที่ลพบุรี ย่อมไม่ส่งผลดีแน่ อาจเป็นปัญหาในแง่ของความน่าเชื่อถือของรัฐบาล เพราะในทางการเมือง พื้นที่ภาคกลางถือเป็นการผสมผสาน ทั้งระหว่าง พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคชาติไทยพัฒนา ต่างไปจากภาคใต้ ที่เป็นฐานที่มั่นของพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นมวลชนที่เคลื่อนไหวทั้งจากปัญหาราคายางพาราและปาล์มน้ำมัน จึงไม่ต่างไปจากกลุ่มคนที่เป็นฐานเสียงของพรรคฝ่ายค้านในทางอ้อม และถูกโยงมาเป็นประเด็นที่จะลดความชอบธรรมต่อข้อเรียกร้องโดยบุคคลในรัฐบาล

               แม้ว่าการประชุม ครม.สัญจรจะเลื่อนออกไป แต่ใช่ว่าปัญหาของชาวนาภาคกลางจะพบทางออก ความเคลื่อนไหวของเครือข่ายชาวนาภาคกลางที่กำลังก่อตัว ด้วยการนำมวลชนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เป็นการรุกคืบอีกด้านเพื่อกดดันรัฐบาล เป็นแรงบีบที่เพิ่มขึ้นจากปัญหายางพารา

               ในเรื่องนี้ วราเทพ รัตนากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังรวบรวมข้อมูลที่ชาวนาร้องขอมา เนื่องจากโครงการได้ปิดไปแล้ว ส่วนชาวนาที่กำลังเกี่ยวข้าว และเข้าโครงการนี้ไม่ทัน ต้องมาดูว่าได้ใช้สิทธิ์ตามหลักเกณฑ์ที่มี ทั้งจากรอบแรก และรอบสองไปแล้วหรือยัง ถ้าใช้สิทธิ์ครบแล้ว ถือว่าหมดสิทธิ์ไปแล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้ใช้สิทธิ์ หรือใช้สิทธิ์ยังไม่ครบ จะนำมาพิจารณาว่า ควรขยายเวลาได้หรือไม่

               ขณะที่การขยายระยะเวลาจำนำข้าวคือปัญหาที่เป็นตัวแทนจากกลุ่มพื้นที่ภาคกลาง ความเคลื่อนไหวของเกษตรกรผู้ปลูก "ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์" ในรอบเดือนกันยายน คงเป็นภาพของตัวแทนกลุ่มจังหวัดภาคเหนือได้เป็นอย่างดี เพราะสัญญาณความเดือดร้อนที่ก่อตัวเป็นกลุ่มมวลชนในช่วงไล่เลี่ยกัน บนพื้นฐานราคาผลผลิตตกต่ำ และเข้าไม่ถึงมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ

               ทั้งนี้ชาวไร่ข้าวโพดยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลพยุงราคาผลผลิตที่กิโลกรัมละ 8 บาท สำหรับความชื้น 30% และกิโลกรัมละ 10 บาท สำหรับความชื้น 14.5% โดยรัฐต้องรับซื้อข้าวโพดของเกษตรรายละ 30 ตัน การช่วยเหลือต้องครอบคลุมทั้งพื้นที่มีเอกสารและไม่มีเอกสารสิทธิ์ เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นภายหลังมติ ครม.เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมา ที่เห็นชอบให้ดำเนินการแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2556/2557 รวมวงเงินจ่ายขาด จำนวน 1,907.25 ล้านบาท แต่ช่วยเหลือเฉพาะเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ และไม่เกิน 25 ตัน ส่วนเกณฑ์การแทรกแซงราคาความชื้นไม่เกิน 30% กิโลกรัมละ 7 บาท และความชื้นไม่เกิน 14.5% อยู่ที่กิโลกรัมละ 9 บาท

               รัช ครุฑนา อุปนายกสมาพันธ์ผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จังหวัดน่าน กล่าวว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีปัญหาของแหล่งปลูกใน จ.เชียงใหม่ พะเยา แพร่ น่าน ตาก อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิรองรับ หลายจังหวัดทางภาคเหนือจึงรวมตัวกันยื่นเสนอไปยังกรมการค้าภายใน ผ่อนผันให้เกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิเข้าร่วมโครงการได้

               "เราทำหนังสือถึงรัฐบาลผ่านทางจังหวัด ขอให้รัฐบาลกำหนดระยะเวลาการแทรกแซงราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2556-30 เมษายน 2557 ให้รับซื้อในราคากิโลกรัมละ 8-10 บาท พิจารณาตามความชื้น รายละไม่เกิน 50 ตัน โดยให้เวลารัฐบาลตัดสินใจภายใน 15 วัน นับจากวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา หรืออีกไม่กี่วันข้างหน้านี้" รัชกล่าว

               ส่วนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มรสุมพืชผลที่กำลังก่อตัว คือ "อ้อย" โดยราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2556/2557 ที่จะประกาศในเดือนตุลาคมนี้ คาดว่าอยู่ที่ 820-830 บาทต่อตัน ส่วนราคาที่เกษตรกรเสนอไปก่อนหน้านี้ คือ 1,190 บาทต่อตัน ดังนั้นสิ่งที่กระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะเจ้าภาพ จะต้องเข้ามาดูแล คือ หาเงินทุนมาสนับสนุนเช่นที่ผ่านมา ที่รัฐบาลเคยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยกู้ผ่านกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท.) เพื่อเพิ่มราคาอ้อยให้คุ้มต้นทุนการผลิต เท่ากับว่า กท.ต้องกู้เงินมากกว่า 4 หมื่นล้านบาท สำหรับรองรับผลผลิตที่จะเข้าสู่ระบบกว่า 110 ล้านตัน ข้อสรุปของสหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย อ้างถึงนโยบายของรัฐบาล ที่ใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับโครงการจำนำข้าว และช่วยผู้ปลูกยางพารา ก็ต้องช่วยผู้ปลูกอ้อยด้วย

               เช่นเดียวกับข้อเสนอของ สมาคมชาวไร่มันสำปะหลังภาคอีสาน ที่ทำหนังสือถึง รมว.พาณิชย์ ต่อการกำหนดนโยบายราคาผลผลิตมันสำปะหลังปี 2556/2557 ทั้งการชดเชยส่วนต่างและการรับจำนำผลผลิต ถือเป็นการรุกคืบสำคัญ เพื่อให้รัฐบาลตระหนักถึงการที่จะวางแนวทางแก้ไข ข้อเสนอดังกล่าวประกอบด้วย ขอให้รัฐบาลจ่ายชดเชยส่วนต่างต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร เพื่อใช้เป็นค่าวัสดุทางการเกษตร เฉลี่ยที่ 0.70 บาทต่อกิโลกรัม หรือตันละ 700 บาท จากต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 2.01 บาทต่อกิโลกรัม

               ประมาณการว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณชดเชยให้เกษตรกร คิดเป็นผลผลิต 28 ล้านตัน รวม 19,600 ล้านบาท ต่ำกว่าการใช้งบประมาณในการรับจำนำมันสำปะหลังฤดูกาล 2555/2556 รวมเป็นเงิน 26,500 ล้านบาท ส่วนมาตรการรับจำนำมันสำปะหลัง ขอให้รับจำนำในระดับราคาเดียว คือ 2.75 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับมันสำปะหลังที่มีเชื้อแป้ง 25% และ 3 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับมันสำปะหลังที่มีเชื้อแป้ง 30% โดยกำหนดเป้าหมายการรับจำนำ 15 ล้านตัน หรือ 40% ของผลผลิตทั้งหมด

               เหล่านี้คือสภาพปัญหาของพืชเกษตรแต่ละชนิด ที่มีเงื่อนไขแตกต่างกันออกไป และท้าทายการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ก่อนที่ความเดือดร้อนจะลุกลามจนยากจะควบคุม

...........

(หมายเหตุ : 'พืชการเมือง'ส่งสัญญาณกดดันรัฐบาล :รายงานโดยกัมปนาท ขันตระกูล /สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร/ มัทนา ลัดดาสิริพร)