ข่าว

'หนี้ครัวเรือน'คลายกังวลแต่ต้องระวัง

'หนี้ครัวเรือน'คลายกังวลแต่ต้องระวัง

26 ก.ย. 2556

สวัสดีเศรษฐกิจ : 'หนี้ครัวเรือน' คลายกังวลแต่ต้องระวัง : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร

 

                            จากข่าวสารที่ออกมาโดยผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกลาง ทำให้ผู้เขียนมีแนวโน้มเริ่มคลายกังวลในปัญหาหนี้ครัวเรือน เพราะเหตุว่าประการแรกมีการชะลอตัวลงของสินเชื่อเพื่อรายย่อย ไม่ว่าจะมาจากการหมดโครงการด้านรถยนต์ การเข้มงวดเรื่องสินเชื่อบ้าน คอนโดมิเนียม การเข้มงวดเรื่องอัตราส่วนภาระที่ต้องจ่ายหนี้เมื่อเทียบกับรายได้ หรือ Debt service ratio ที่มีการกำหนดกรอบที่ยอมรับได้ว่าไม่ควรเกิน 40% ของรายได้

                            ประการที่สองคือ ภาคบริษัทห้างร้านเอกชนก็พบว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ Debt to Equity ratio ดีขึ้น ดูได้จากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่คำนวณออกมาแล้วต่ำกว่า 0.8 เท่า และประการสุดท้ายคือภาคการส่งออกต่างเร่งปรับโครงสร้างการผลิตมากขึ้น ไปในตลาดใหม่ๆ มากขึ้น คิดค้นสินค้าใหม่ๆ มากขึ้น เพราะเหตุว่าความต้องการของผู้ซื้อในต่างประเทศนั้นยังคงลดลงและการฟื้นตัวของประเทศเหล่านั้นต้องใช้เวลา

                            ตัวเลขของ "หนี้ครัวเรือน" ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้เพิ่มขึ้นจากระดับ 6.61 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 64% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) มาอยู่ที่ 8.97 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 77.5% ของจีดีพี ในไตรมาสแรกปี 2556 นั้น ได้สร้างความไม่สบายใจให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก เพราะเกรงว่าจะเลยเถิดกันไปจนเป็นเหตุให้ครอบครัว ธุรกิจอุตสาหกรรม

                            ท้ายที่สุดคือประเทศก้าวไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่หลังจากที่เราเจอหลังสุดในปี 2540 และช่วง 2551 อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้หนี้ครัวเรือนแม้ว่าจะยังมีอัตราการขยายตัวต่อเนื่อง แต่ถ้าดูระดับการเพิ่มขึ้น ก็ต้องถือว่ามีทิศทางที่ชะลอลง บวกกับยอดคำขอสินเชื่อใหม่ที่เข้ามาก็ลดลงตามไปด้วย และสุดท้ายสุดคือธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินก็เพิ่มความระมัดระวัง มีความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อใหม่ค่อนข้างมากด้วย ดังคำที่ให้ข้อมูลของผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกลางที่ระบุว่า

                            "เราก็รู้สึกว่าหนี้ครัวเรือนก่อนหน้านี้มันขยายตัวสูง ตอนนี้ก็เริ่มลดลงมาบ้างแล้ว คือ ในช่วงปี 2554-2555 จะเห็นว่า หนี้ส่วนนี้โตปีละ 17-18% แต่ถ้าดูล่าสุด ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2556 นี้ อัตราการเติบโตลดลงเหลือ 16% ส่วนตัวเลขไตรมาส 2 แม้ยังไม่ออก แต่หากดูตัวเลขเร็วๆ คือ ตัวเลขการปล่อยสินเชื่อภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นตัวนำของหนี้ครัวเรือน ก็จะเห็นว่า สินเชื่อเริ่มลดลง โดยไตรมาส 2 โตประมาณ 19% จากไตรมาสแรกที่โต 21% แต่ถึงแม้ตัวเลขเหล่านี้จะเริ่มชะลอลง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะวางใจจนไม่ทำอะไรเลย เพราะธนาคารกลางเองก็ยังติดตามดูสถานการณ์ดังกล่าวต่อเนื่องเป็นระยะเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ก่อให้เกิดปัญหา"

                            อีกเรื่องที่เป็นรากฐานของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแม้เศรษฐกิจโลกจะเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นค่อนข้างชัดเจน และจะมีส่วนช่วยผลักดันการส่งออกของไทยให้ดีขึ้นบ้างตามสมควร แต่ถ้าสินค้าไทยไม่ได้เป็นสินค้าที่มีความต้องการของโลกไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม การส่งออกของไทยที่ตั้งเป้าไว้ก็คงจะต่ำกว่าเป้าหมายที่วางเอาไว้อยู่ดี คำถามคือไทยเราจะต้องทำอะไร ต้องปรับอะไร จึงจะมีที่ยืนในเวทีการค้าขายกับชาวโลกที่รวมถึงเพื่อนบ้านของเรา

                            ข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทย คือ เรามีปัญหาเรื่อง "แรงงาน" ซึ่งเวลานี้ประเทศไทยกำลังเผชิญ "วิกฤติซ้ำซ้อน" ที่ประกอบด้วยเรื่องของ "จำนวน" แรงงานที่ลดลงตามอัตราการเกิดของประชากรใหม่ปัจจุบันเท่าที่ทราบคือ 1.6% และเรื่องที่สำคัญคือปัญหา ความสามารถในการผลิต ผลิตให้โดนใจในราคาที่คนซื้อเขาพอใจ ความสามารถนี้มันผูกกับนวัตกรรม ความเก่งของนายจ้างและลูกจ้างของธุรกิจส่งออกครับ ภารกิจยังไม่จบ ยังต้องดูกันอีกยาวไกลในเส้นทางที่ไทยเราจะไปให้รุ่งโรจน์

 

 

------------------------

(สวัสดีเศรษฐกิจ : 'หนี้ครัวเรือน' คลายกังวลแต่ต้องระวัง : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร)