
เหยื่อ!(3)เจอคุกคามหนัก...ถอยไม่ได้
เหยื่อ!(3)เจอคุกคามหนัก...ถอยไม่ได้ สาวใหญ่สู้สุดชีวิตบนหลังเสือ : เรื่อง- เสาวลักษ์ คงภัคพูน / ภาพ-จิตติมา จันพรม
เรื่องราวการต่อสู้ของ "พิกุล พรหมจันทร์" น้าสาวของ "เอ็กซ์" เกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง ที่เดินหน้าทวงความยุติธรรมให้หลานชาย ซึ่งถูกอุ้มฆ่าแขวนคอในช่วงนโยบายปราบปรามยาเสพติดเมื่อปี 2547 หนึ่งในผู้ถูกอุ้มหาย อุ้มฆ่ากว่า 300 คน ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ผ่านไป 8 ปี ในที่สุดศาลอาญาพิพากษาตัดสิน เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 ให้ประหารชีวิตตำรวจประจำ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ได้แก่ ด.ต.อังคาร คำมูลนา ด.ต.สุดธินัน โนนทิง และ ด.ต.พรรณศิลป์ อุปนันท์ ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย
นอกจากนี้ยังสั่งจำคุก 7 ปี พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ อดีตผู้กำกับการ (ผกก.) ฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องรับโทษ และสั่งจำคุกตลอดชีวิต พ.ต.ท.สุมิตร นันท์สถิตย์ อดีตรอง ผกก. ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยยกฟ้อง พ.ต.ท.สำเภา ยินดี อดีตสารวัตรปราบปราม (สวป.) ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์
การต่อสู้ที่ยาวนานผ่านการข่มขู่คุกคามมามากมาย เมื่อคดีงวดเข้ามา อันตรายกับชีวิตก็มากขึ้นเท่านั้น แต่ทางดีเอสไอ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอนแก่น กลับถอนนางพิกุลออกจากการคุ้มครองพยาน โดยให้เหตุผลว่าเจ้าหน้าที่ไม่พอ ทำให้วันนี้ชีวิตของพิกุลจึงแขวนอยู่บนเส้นด้าย
"เงินเก็บกว่า 3 ล้านบาท จากอาชีพนำผ้าไหมแพรวาที่สั่งทอพิเศษจากกาฬสินธุ์ไปขายในกรุงเทพฯ ต้องหมดไปกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งค่ารถรับส่งพยาน ค่าเดินทางไปร้องเรียนที่ต่างๆ ตลอด 8 ปีที่ต่อสู้มา อาชีพเดิมก็ทำต่อไม่ได้ เข้ากาฬสินธุ์ไม่ได้ มีคนตามตลอด รู้สึกไม่ปลอดภัย ขนาดอยู่บ้านที่เมืองนนท์ ก็เคยถูกรถกระบะเบียดขณะขี่มอเตอร์ไซค์ในซอย รถล้มปวดไปหมด ช่วงนั้นอยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ เลยไม่กล้าแจ้งความ กลัวเป็นข่าวเดี๋ยวพยานเราจะไม่กล้าขึ้นให้ปากคำ เพราะเรายังโดน แล้วเขาจะได้รับอันตรายขนาดไหน ตอนนี้ต้องอยู่ไม่เป็นที่ บ้านเดิมก็ขายแล้ว ระยะนี้คดีตัดสินแล้ว ยิ่งอันตราย เราตายคนเดียวเรื่องก็จบ แต่กลับถูกถอนการคุ้มครอง"
คนในครอบครัวเคยบอกให้หยุด แต่ "พิกุล" ยืนยันว่า ขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้ ถ้าไม่สู้เขาก็จะฟ้องกลับ ขนาดนี้ยังมีคนมาบอกถ้าคดีสิ้นสุดแล้วยกฟ้อง เขาจะฟ้องกลับเอาให้ล้มละลายเลย ตำรวจบางคนเคยขู่ฝากมาว่า ไม่ปล่อยไว้แน่ ดังนั้นถ้าไม่สู้ หรือหยุดเท่ากับตาย เอาเราตายแน่ และจากที่สู้ยิบตา ทำให้มีศัตรูรอบด้าน รวมทั้งตั้งแต่ต่อสู้มา ญาติของคนที่ถูกอุ้มฆ่า อุ้มหายก็มาให้พิกุลช่วย ตอนนี้จึงไม่ใช่สู้เพื่อทวงความยุติธรรมของตัวเองเท่านั้น แต่ทวงความยุติธรรมให้ชาวบ้านที่ต้องต่อสู้กับคนในเครื่องแบบ ที่เมื่อก่อนแทบไม่มีทาง
"ยังดีใจว่า การต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมในคดีของหลานชาย นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมากมาย เมื่อก่อนกาฬสินธุ์ไม่มีศาลคดีเด็กและเยาวชน ตอนนี้ก็มีแล้ว รวมทั้งยังเป็นคดีที่เป็นกรณีศึกษาในการผลักดันให้ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมานอีกด้วย" พิกลระบุ
อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน
หลังจาก "วสันต์ พานิช" อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับ "ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ" และ "สมชาย หอมลออ" หยิบยกคดีอุ้มฆ่า นายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง เป็นหนึ่งในกรณีศึกษา
วสันต์ กล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีต้นแบบ และลงพื้นที่เพื่อค้นหาความจริงทันที ตรวจสอบพบว่ามีการซ้อม ทรมาน และจัดฉากแขวนคอ จึงนำเป็นคดีตัวอย่างรณรงค์ให้ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน นำเสนอต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น เพราะกฎหมายอาญาที่ใช้อยู่บางครั้งไม่เท่าทัน เช่น การลงโทษให้ได้อาย ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
ในที่สุดประเทศไทยก็ได้เข้าภาคีอนุสัญญานี้ ขั้นตอนต่อไปคือ ไทยต้องปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญา โดยขณะนี้มีการยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง เป็นกฎหมายภาคประชาชน แต่ภาครัฐยังไม่ได้ทำเป็นกฎหมาย หากรัฐบาลแก้กฎหมายจริง ใช้เวลาไม่นาน อยู่ที่จะทำหรือไม่
"การเอาคนมาแถลงข่าว หรือการเอาผู้ต้องขังที่ยังไม่พิพากษาความผิด สวมชุดนักโทษมาศาล เหล่านี้เป็นการประจาน เป็นการลงโทษเขาทางหนึ่ง ทั้งที่ยังไม่มีการตัดสินความผิด หากเขาถูกยกฟ้อง ใครจะรับผิดชอบกับภาพที่เขาถูกนำตัวมาแถลง อย่างนี้ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย แต่เป็นการผิดอนุสัญญา ปัจจุบันเมื่อยังไม่มีการแก้กฎหมายตามที่มีอนุสัญญา การทรมานคนแบบไม่ถึงตาย คนทำก็จะไม่ได้รับโทษ"
ส่วนกรณีอุ้มหาย นายวสันต์ ระบุว่า เป็นอนุสัญญาคนละฉบับกับการทรมาน เรียกว่าอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลมิให้ถูกบังคับให้สูญหายของสหประชาชาติ ซึ่งอนุสัญญาฉบับนี้ไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบันเพื่อเข้าเป็นภาคี จึงยังไม่ได้ใช้บังคับกับประเทศไทย บุคคลที่ถูกอุ้มหายจึงอยู่ในกลุ่มสูญหายเท่านั้น
สำหรับการร่วมอนุสัญญามีขั้นตอน คือ ประเทศสมาชิกรับรองอนุสัญญานั้นๆ เพื่อให้กฎหมายมีผล หลังจากนั้นแต่ละประเทศต้องมาให้สัตยาบันเพื่อเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาฉบับดังกล่าว ซึ่งประเทศใดไม่ให้สัตยาบัน ถือว่ายังไม่ได้เข้าร่วมในอนุสัญญา
...........................
(หมายเหตุ : เหยื่อ!(3)เจอคุกคามหนัก...ถอยไม่ได้ สาวใหญ่สู้สุดชีวิตบนหลังเสือ เรื่อง- เสาวลักษ์ คงภัคพูน / ภาพ-จิตติมา จันพรม)



