
โค้งสุดท้าย...'เดิน'ต้านเขื่อนแม่วงก์
โค้งสุดท้าย...'เดิน'ต้านเขื่อนแม่วงก์ ปลุกพลังฉีก'อีเอชไอเอ' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
จากหลักกิโลเมตรที่ 0 แม่เรวา-ป่าแม่วงก์ มุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ ระยะทางเกือบ 400 กิโลเมตร “ศศิน เฉลิมลาภ” ใช้หัวใจนำพาสองเท้าก้าวผ่านเปลวแดดและสายฝนไปตามถนน คล้าย ”คนบ้า” หอบหิ้ว “อีเอชไอเอ” หนังสือรายงานผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม กรณีสร้างเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ น้ำหนักราว 2-3 กิโลกรัม ร่วมเดินทางมาด้วย
11 วันแล้ว..ที่สองเท้ายังเดินดุ่มๆ ไปตามถนนทางหลวง ใบหน้ากร้านแดด ยิ้มแย้มทักทายผู้คน บางเวลาก็ง่วนอยู่หน้าจอโทรศัพท์สมาร์ทโฟน เพื่ออัพเดทความเคลื่อนไหวและขอบคุณมิตรภาพตามรายทางที่หยิบยืนแสดงนัย "สนับสนุน" เมื่อยิ่งใกล้เป้าหมายมากเท่าไหร่ ดูเสมือนว่ามวลชนจะยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นจากสิบเป็นร้อย!!
“ประเด็นมันซับซ้อน...ผมจึงเลือกวิธีเดินประท้วง เพื่อสื่อสารให้สาธารณชนสงสัยและรับรู้ ให้ตัวเราได้มีโอกาสสื่อสาร ผมเชื่อว่าข้าราชการในสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม( สผ.) รู้อยู่แล้วว่าทำไมเราถึงต้องออกมาเดิน ผมเชื่อว่ายังมีนักวิชาการด้านอนุรักษ์ต่างๆ ที่เก่งอยู่มาก การประท้วง สผ.ก็เพื่อไปกระตุ้นต่อมความรับผิดชอบของนักวิชาการคนอื่นที่มีจิตสาธารณะมาร่วมกัน” ศศิน บอกถึงเหตุผลของการเดินเท้า ระหว่างพักค้างแรมที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตร WWF ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
แล้วเกิดความลักลั่นอะไรในระบบตรวจสอบ “อีเอชไอเอ-เขื่อนแม่วงก์” กับความเป็นจริงของ “ผืนป่าแม่วงก์” ในสภาพปัจจุบัน?!!
“เพชร มโนปวิตร” ผอ.ฝ่ายงานอนุรักษ์ กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล WWF ประเทศไทย เปิดบ้านต้อนรับคณะเดินเท้าค้านอีเอชไอเอเขื่อนแม่วงก์ พร้อมเปิดแฟ้มข้อมูลไม่ลับ แต่ไม่พบอยู่ใน “อีเอชไอเอ”
“วันที่ถ่ายเสือโครงแม่ลูกได้ เป็นวันที่ 14 พฤษภาคม 2555 ประมาณ 1 เดือนหลังจากที่ ครม.มีมติอนุมัติให้สร้างเขื่อนแม่วงก์ เขาอาจมาแสดงตัวว่าอย่ามาสร้างเลย..”
"เพชร" เล่าถึงที่มาของเสือที่พบในผืนป่าแม่วงก์ หลังจากร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เข้าไปติดตั้งกล้องดักถ่ายสัตว์ป่ามาร่วมหกเดือน ว่า ได้ถ่ายภาพเสืออย่างน้อย 10 ตัว จากการคำนวณทางสถิติแล้ว คาดว่าพื้นที่ป่าแม่วงก์น่าจะมีเสือเกือบ 20 ตัว อาศัยอยู่ ยังถือว่ามีความหนาแน่นต่ำ เพราะศักยภาพของพื้นที่รองรับได้ประมาณ 50 ตัว นอกจากนี้ยังได้ภาพกระทิง หมูป่า เก้ง สัตว์ที่เป็นเหยื่อหลักของเสือโคร่ง การกระจายตัวครอบคลุมทั่วพื้นที่แล้ว โดยเฉพาะบริเวณที่ถูกน้ำท่วมหากมีการสร้างเขื่อนก็พบเก้ง กวาง หมูป่า ข้อมูลเหล่านี้เป็นจุดอ่อนที่สำคัญมาก แต่ในรายงานอีเอชไอเอไม่พูดถึงข้อมูลเหล่านี้เลย ไม่ได้มีความเป็นปัจจุบันของข้อมูล ยังอ้างว่าเป็นป่าเสื่อมโทรมเหมือน 20-30 ปีก่อน
“พื้นที่อนุรักษ์ที่เหลืออยู่น้อย บ้านของสัตว์ป่ามันต้องมีขีดเส้นพื้นที่เหล่านี้ ห้ามเข้าไปยุ่ง ไม่ว่าโครงการนั้นจะมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแบบไหน ต้องให้ค่าของระบบนิเวศมันเป็นสมบัติของชาติ สมบัติของโลกต่อไป ผมหวังเราคงไม่ต้องไปอาศัยคนทั่วโลกมาบอกรัฐบาลไทยว่า เขื่อนแม่วงก์มันไม่มีความเหมาะสม ถ้าเกิดว่ารัฐบาลยังผ่านโครงการไปตามลำดับขั้นตอน ผมคิดว่าในส่วนของ WWF พร้อมจะนำเสนอเรื่องนี้ให้ประชาคมโลกได้รับรู้ว่า มันไม่เหมาะสมอย่างไร ผมเชื่อว่าคนทั่วโลกคงไม่อยากเห็นพื้นที่ป่าบ้านของเสือโคร่งถูกทำลายไปอีก ถ้าโครงการยังดึงดังต่อไป เรื่องนี้ถึงครูอังคนาแน่ (ฮา)"
“เพชร” ยืนยันว่า ปัจจุบันแม่วงก์เป็นป่าที่สมบูรณ์ และป่าแม่วงก์จะเป็นแหล่งขยายพันธุ์ของเสือของโลกที่สำคัญแห่งหนึ่ง ซึ่งไทยได้ไปสร้างพันธสัญญาบทเวทีโลกไว้ระดับหนึ่งว่าเราให้ความสำคัญกับเสือโคร่ง ป่าแม่วงก์ส่วนหนึ่งของผืนป่าตะวันตก ที่มีอยู่เพียง 2-3 แห่งเท่านั้นที่ไม่มีคนอาศัยอยู่เลย แต่จะมีกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ก็คือสัตว์ป่าเท่านั้น
“เราเป็นห่วงพื้นที่น้ำท่วม 1 หมื่นกว่าไร่ สิ่งนี้จะมีมาตรการบรรเทาผลกระทบ เช่น น้ำท่วมป่าก็ไปปลูกป่าเพิ่ม สัตว์ป่าที่ตกค้างก็ไปอพยพช่วยเหลือออกมา แต่ผมเชื่อว่าทำได้ยาก เมื่อสัปดาห์ก่อนเจ้าหน้าที่ป่าไม้เพิ่งเสียชีวิต 2 นาย จากปัญหาลักลอบล่าสัตว์ป่าเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับล่างทุ่มเทให้แก่การพัฒนางานอนุรักษ์ แต่นโยบายของรัฐจะมาทำในสิ่งที่สวนทางกัน ถ้าเรายอมให้ป่าบ้านสัตว์ป่าพัฒนาเป็นเขื่อนได้ การตัดถนนก็คงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป อาจจะขออนุญาตทำเหมืองเพิ่มก็ได้อีกเช่นกัน เขื่อนแม่วงก์ก็จะเป็นโดมิโนตัวแรก" เพชร บอกถึงสิ่งที่กังวล
ด้าน รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เสริมว่า โครงการต่างๆ ที่อยู่ในโมดูลต่างๆ ในโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่กรมชลประทานเคยศึกษามาแล้วทั้งนั้น แต่ติดที่มันสร้างไม่ได้ ด้วยเหตุที่ว่า "ไม่คุ้มทุน" ไม่ผ่านความเห็นชอบของ สผ. มาวันนี้มติคณะรัฐมนตรีบอกว่า "ต้องทำได้" หน่วยงานที่สนองนโยบาย ชงโครงการเอง ตรวจสอบเอง มันน่าเป็นห่วง ทั้งที่ความเชื่อมโยงในแก้ปัญหาน้ำมันไม่มีอยู่แล้ว เอาโครงการเก่าๆ มาใส่ๆ เอาทุกอย่างมารวมกัน ผลลัพธ์จะได้อะไร ไม่มีใครประเทศนี้รู้ เพราะยังไม่มีการศึกษา?!
"ผมอ่านอีเอชไอเอ หากทำฝาย รวมกับบ่อน้ำ การศึกษาทางเลือก ในรายงานบอกว่าราคาต่อลูกบาศก์เมตรมันแพงกว่าการไปสร้างเขื่อน 1.3 หมื่นล้านบาทอีก" ศศิน ยกมือขึ้นถามข้อสงสัยในรายงานอีเอชไอเอเขื่อนแม่วงก์
“วิธีคิดในอีเอชไอเอน่าเป็นห่วง คนเขียนรายงานไม่มีความชำนาญเรื่องนี้ วิเคราะห์แหล่งน้ำผิด เราเสียเงินไปมหาศาลศึกษาอีไอเอ แล้วได้ข้อมูลมาแบบนี้ น่าเป็นห่วงมากรายงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมมันเชื่อถือไม่ได้” รศ.ดร.บัญชา ตอบฟันธง!
การเดินเท้าเฮือกสุดท้ายอีกกว่า 40 กิโลเมตร ยังดำเนินต่อไป..แม้ฝ่าเท้าของ "ศศิน" และผู้ร่วมเดินทางจะผุพองพันธนาการด้วยพลาสเตอร์ยาหลายชั้น สองขาอ่อนล้าจนแทบจะเดินต่อไม่ไหว..แต่หัวใจทุกคนยังสู้เพื่อผืนป่าและสัตว์ที่ด้อยโอกาสทุกชีวิต
"ศศิน" เชื่อว่า การเดินเท้ากลางเมืองครั้งนี้ จะเปิดโอกาสให้คนมาสนับสนุน หวังว่าถ้าคนมามากๆ จะแสดงให้รัฐบาลเห็นว่า ผู้คนเขาไม่ได้กลัวน้ำท่วม ไม่เชื่อข้อมูล แบบที่ กบอ. (สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ) บอกทั้งหมด เขาก็รู้จักคิด และเห็นว่า น้ำท่วมปี 2554 มันแค่ปรากฏการณ์ในรอบนานๆ เกิดที คุณจะเอาตัวนี้มาอ้างกับประชาชนว่า เขากลัวน้ำท่วม แล้วก็ไปทำลายทรัพยากรอื่นๆ โดย “ลดมาตรการการตรวจสอบ” คนที่มีความรู้มีสติปัญญาเขาก็พร้อมจะขัดแย้งกับคุณได้นะ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องประชาธิปไตย เป็นเรื่องความรู้
"หากมองภาพรวมว่าการมีป่าตะวันตกที่มีศักยภาพแบบนี้ เปรียบได้กับ ”พานทอง” แต่ที่คุณกำลังเอาไปเป็น ”กระโถน” ที่รองรับน้ำได้แค่นิดเดียว คนลาดยาวไม่ผิดอะไร แต่คนที่ รู้ สผ.ต้องรู้ คชก. (คณะกรรมการผู้ชำนาญการ) ต้องรู้ ผมต้องประท้วงคนที่รู้ แต่กลับไปเป็นเครื่องมือของ กบอ. ผมประท้วงมาตรฐานการทำงานของ สผ. แม้เขาบอกว่า ไม่มีอำนาจหน้าที่อะไร แต่ผมต้องการคนดูแลสิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพดีกว่านี้ ถ้าจะผ่านรายงานอีเอชไอเอฉบับนี้ ผมมีสิทธิ์ที่จะไม่เห็นด้วย" ศศิน ยืนยันหนักแน่น
ช่วงเย็นของวันที่ 22 กันยายนนี้ หมุดหมายการเดินเท้าของ “ศศิน เฉลิมลาภ” และมวลชนคนไม่เอาเขื่อน ร่วมคัดค้าน “อีเอชไอเอ” จะมาสิ้นสุดบริเวณลานด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ปทุมวัน พร้อมการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้คนหัวใจเดียวกัน พร้อมด้วยบทเพลงพิเศษ เพลงกอดแม่วงก์, เพลงศศิน ฯลฯ, เรื่องเล่าจากภาพถ่าย “แม่วงก์-กรุงเทพฯ 388 กิโลเมตร จากป่าสู่เมือง...เราคัดค้าน EHIA เขื่อนแม่วงก์” , เวทีเสวนาวิวาทะ (กำ) จากเขื่อนแม่วงก์ และปิดท้ายด้วยการร่วมอ่านแถลงการณ์พร้อมยื่นหนังสือต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
.............................
(หมายเหตุ : โค้งสุดท้าย...'เดิน'ต้านเขื่อนแม่วงก์ ปลุกพลังฉีก'อีเอชไอเอ' ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



