ข่าว

'กิตติรัตน์'เชื่อกู้2ล้านล.ไม่ผิดกม.

'กิตติรัตน์'เชื่อกู้2ล้านล.ไม่ผิดกม.

21 ก.ย. 2556

'กิตติรัตน์' ไม่หนักใจฝ่ายค้านยื่นศาลรธน.ตีความกู้ 2 ล้านล. มั่นใจไม่ผิดกม. ด้าน 'ชัชชาติ' ลั่นกู้ปฏิวัติระบบขนส่ง คุ้มค่าแน่นอน

 

                          21 ก.ย.56 ในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ซึ่งออกอากาศทางช่อง 11 มีการนำเอาเทปบันทึกภาพการสัมภาษณ์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในเรื่องร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทางด้านการคมนาคมขนส่ง มาออกอากาศ

                          โดยนายกิตติรัตน์ กล่าวย้ำว่า การกู้ยังอยู่ในระบบงบประมาณขาดดุล คือเรามีงบประมาณประจำปีมากกว่ารายรับต่อเนื่องมา แม้ว่าจะสามารถลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญมาโดยตลอด ดังนั้นหากต้องการจะทำโครงการอะไรใหม่ๆ ในช่วงเวลานี้ไปจนถึง 5-7 ปีข้างหน้าโครงการเหล่านั้น จะทำได้ก็ต่อเมื่อต้องใช้เงินกู้เพื่อมาทำโครงการใหม่ๆ เหล่านี้ทั้งนั้น แต่มีการถกเถียงขณะนี้ว่าทำไมไม่ไปใช้งบประมาณประจำปี เพราะถ้าใช้ก็ต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลในงบประมาณประจำปีเพิ่มขึ้นเพื่อมาทำโครงการใหญ่ๆ การที่จัดแยกกฎหมายฉบับนี้ออกเป็นกฏหมายเฉพาะ เพื่อให้เห็นว่าการลงทุนในระบบการคมนาคมขนส่งของประเทศที่กำลังจะดำเนินการกันมีโครงการอะไรบ้าง แล้วเชื่อมโยงกันยังไงไม่ไปปนกับโครงการอื่นๆ หรือภารกิจอื่นๆในงบประมาณประจำปี ก็เป็นคำตอบเดียวกันคือ ใช้เงินกู้แล้วแยกออกมาให้เห็นได้ชัด

                          นายกิตติรัตน์ กล่าวอีกว่า อาจจะมีข้อถกเถียงอีกว่า ทำไมไม่ไปใช้การร่วมลงทุนกับภาคเอกชน ซึ่งรัฐบาลได้ชี้แจงหลายครั้งว่า สำหรับโครงการที่ไม่มีรายรับ เช่น สร้างถนน ขยายถนน เราไม่ได้ตั้งด่านเก็บเงินเพิ่ม หรือโครงการที่จะทำรถไฟรางคู่ ทุกท่านก็ทราบดีว่า ขณะนี้ไม่ได้เป็นโครงการที่เป็นที่ดึงดูดใจของภาคเอกชนโครงการลักษณะนี้การที่จะชักชวนภาคเอกชนมาร่วมลงทุนในขณะที่เรากำลังจะทำ คงจะทำไม่ได้ แต่จะมีโครงการอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะสามารถทำการร่วมทุนกับเอกชนได้ คือ โครงการที่มีการทำทางหลวงเก็บค่าผ่านทางหรือว่าแม้กระทั่งรถไฟความเร็ว ซึ่งอาจจะมีกลไกในการลงทุนสร้างรางโดยภาครัฐหรือกึ่งรัฐรวมทั้งให้มีการเดินรถโดยภาคเอกชนเหล่านี้เป็นไปได้ แต่การร่วมทุนกับเอกชนไม่ใช่ของได้เปล่า เราจำเป็นต้องให้สิทธิประโยชน์กับเอกชนเหล่านั้นด้วย และเอกชนเหล่านั้นก็มักจะต้องการสิทธิประโยชน์ค่อนข้างสูง การที่รัฐบาลลงทุนเอง ต้นทุนในการกู้ของรัฐบาลถือว่าต่ำที่สุด เอกชนรายใดๆ ไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศก็ไม่สามารถมีต้นทุนที่ต่ำเท่ากับเรา ฉะนั้นการดำเนินการตรงนี้เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ แต่หากมีโครงการใด พบว่ามีเอกชนที่สามารถจะมาลงทุนได้ แม้ว่าตนได้พูดถึงข้อสังเกต ข้อเสียที่อาจจะเกิดขึ้นก็ตาม แต่เขาอาจจะมีประสิทธิภาพ ในการบริหารจัดการที่ดีกว่า การบริการบางลักษณะในภาครัฐหรือแม้แต่รัฐวิสาหกิจอาจจะทำได้ไม่คล่องตัวเท่า ภาคเอกชนอาจจะสามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าที่รัฐจะไปทำ รัฐก็จะพร้อมที่จะให้เขาดำเนินการทำไป

                          รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ในแต่ละปีมีงบประมาณประจำปี ซึ่งงบฯปี 2557 ที่กำลังจะเริ่ม ซึ่งงบประจำปีอยู่ที่ 2.525 ล้านล้านบาทต่อ 1 ปี งบจำนวนนี้เป็นงบลงทุนอยู่ในยอดประมาณ 4 แสนล้านบาท ที่เหลือก็จะเป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการในเรื่องของการบริหารจัดการทั่วไป และเป็นงบประมาณทุกชนิด ทุกหน่วยราชการ ทุกกระทรวง ทบวง กรม การที่เราจะใช้งบประมาณประจำปี หากไม่เพิ่มยอดขึ้นก็ย่อมต้องเบียดบางรายการอื่นๆ ลง อย่างเช่นที่บางคนกำลังเป็นห่วงกันเรื่องการศึกษา การสาธารณสุข หรืองานด้านสังคมอื่นๆ ถ้าหากว่าเราเอาโครงการเหล่านี้เบียดเข้าไปในงบประมาณประจำปี จะทำให้การดำเนินการในด้านอื่นๆ ได้รับการกระทบ สมาชิกสภาบางท่าน ได้ยกข้อสังเกตว่า ถ้าไปเบียดงบที่เคยใช้อยู่ในด้านต่างๆ ก็จะเกิดปัญหาเพิ่มขึ้น ถ้าเพิ่มยอดขึ้นไปการขาดดุลสูงขึ้น แม้ว่ากรอบของการดำเนินการตามหลังพระราชบัญญัติงบประมาณ สามารถที่จะขาดดุลสูงขึ้นได้ แต่จะทำให้เกิดความเข้าใจผิด ว่าประเทศไทยแทนที่จะอยู่ในภาวะที่สามารถลดการขาดดุลจากการบริหารจัดการของงบประมาณประจำปีลงได้ กลายเป็นประเทศที่จะต้องมีการขาดดุลเพิ่มขึ้น

                          ดังนั้นการที่แยกออกเป็นกฏหมายต่างหากให้เฉพาะก็จะเห็นได้ว่าการลดการใช้จ่ายปกติลง จนเป็นสมดุล ซึ่งมีเป้าหมายในปลายปีงบประมาณ 2560 สามารถทำได้ ในขณะเดียวกันการลงทุนตรงนี้ ก็มีการแยกมาให้เห็นชัด และสามารถจะทำให้เกิดความต่อเนื่อง เกิดความโปร่งใสว่า เจตนารมณ์ของรัฐบาลที่จะดำเนินการลงทุนครอบคลุมในโครงการใดบ้างไม่ว่าจะเป็นทางถนน ทางรางระบบเดิม หรือทางรางที่เป็นรถไฟความเร็ว หรือรถไฟฟ้าในเมือง รวมทั้งระบบขนส่งทางน้ำ จะสังเกตเห็นว่าจะมีเรื่องของด่านของศุลกากร อีก 41 แห่งเข้ามาด้วย แต่จะไม่มีเรื่องของทางอากาศเพราะเราสามารถดำเนินการ ในกรอบปกติได้อย่างด้านทางอากาศ

                          ส่วนที่มีการกังวลว่าจะทำให้คนไทยมีหนี้เพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า 2 ล้านล้าน เป็นกรอบสำหรับ 7 ปี ฉะนั้นไม่ใช่ว่าเป็น 2 ล้านล้าน ที่จะเกิดขึ้นในทีเดียว หรือ 1 ปี ไม่ว่าจะเป็นปีงบประมาณหรือปีปฏิทิน ฉะนั้นถ้าเราเอา 2 ล้านล้านมาเฉลี่ยกับระยะเวลา 7 ปี จะตกประมาณปีละ 3 แสนล้านบาท คำถามคือจะเอาเงินมาจากไหน ขณะนี้วินาทีนี้เรามีสภาพคล่องที่เป็นส่วนเกินที่ระบบธนาคารกลางกรุงเทพจำเป็นต้องดึงออก เพราะเราสามารถเกินดุลการค้า เกินดุลบัญชีเงินสะพัด รวมทั้งสามารถดึงดูดการลงทุนหรือเงินลงทุนต่างประเทศเข้ามาได้ เรามีสภาพคล่องส่วนเกินมากกว่า 3 ล้านล้านบาท ซึ่งอาจทำให้มีคนมองไม่เห็น เพราะเงินจำนวนดังกล่าวถูกดึงออกจากระบบไปอยู่ที่ระบบธนาคารกลาง ในขณะที่ความต้องการ 2 ล้านล้านบาทไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เกิดขึ้นในเวลา 7 ปี วันนี้อาจจะมีคนได้พูดถึงความตั้งใจในการระดมทุน หากจะใช้เงินในประเทศทั้งหมดก็ย่อมทำได้ แต่การที่โครงการจำนวน 2 ล้านล้านบาท คงจะมีสัดส่วนของการนำเข้าอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร เทคโนโลยีต่างๆ บ้าง ในกรอบประมาณไม่เกินร้อยละ 50 ของเงินลงทุน การที่นำเข้าสิ่งเหล่านี้ก็ต้องใช้เงินตราต่างประเทศ เรามีเงินตราต่างประเทศพอในระบบของเงินทุนสำรองของประเทศ ในขณะเดียวกันเราไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับตลาดเงินทุนต่างประเทศมานานแล้ว

                          รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่เราหลุดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจแล้ว จะเป็นเรื่องที่ดีมากหากเรามีการเชื่อมโยงกับตลาดเงินทุนต่างประเทศบ้าง ไม่ใช่ว่าเข้าไปเวลาที่ไม่มีทางเลือกและก็จนแต้มต้องใช้เงินหรือเวลาที่เราไม่ต้องใช้เราก็ไม่ต้องเข้าไปเลย ดังนั้นการที่เราจะออกเป็นพันธบัตรระยะพอเหมาะ เช่น 10 ปี ให้กับตลาดต่างประเทศในจำนวนที่ไม่มากมาย เพื่อที่จะมาดูแลในส่วนที่จะต้องนำเข้าบ้างก็เป็นเรื่องที่ทำได้ด้วย และต่างประเทศก็จะมองเห็นว่าประเทศไทยในขณะนี้เรามีหนี้ต่างประเทศต่ำมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้กับภาครัฐการที่เรามีพันธบัตรลักษณะนี้จะทำให้เรามีข้อมูลสำคัญคือว่า อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรเหล่านี้จะอยู่ในตลาดตลอดเวลา จะทำให้เราเข้าใจได้ดีว่าประเทศเราอยู่ในสายตาของต่างประเทศแล้ว เขามองเราอย่างสบายใจหรือมองเราอย่างกังวลอย่างไร และการที่ออกอย่างต่อเนื่องในจำนวนที่เท่าๆ กัน เช่น ถ้าออกพันธบัตร 10 ปี ในจำนวนที่เท่าๆ กัน ปีที่ 11 ก็ออกมาเพื่อแทนพันธบัตรที่เคยออกในปีที่ 10 แล้วก็ชำระคืนในปีแรกและก็คืนไป ดังนั้นการดำเนินการครั้งนี้เรามีเงินทุนทั้งในประเทศ การที่จะเข้าไปในตลาดทุนต่างประเทศทำได้เพราะว่าเรามีหนี้ต่างประเทศน้อยมาก

                          สำหรับการแบ่งสัดส่วนการระดมทุนระหว่างระดมทุนในประเทศกับต่างประเทศ รมว.คลัง กล่าวว่า ก็คงจะใช้เงินในประเทศมากกว่า อย่างที่เรียนว่าใน 2 ล้านล้านบาท จำนวนมากกว่า หนึ่งล้านล้านนี้จะเป็นส่วนที่ไม่ต้องนำเข้าเลยและในจำนวนที่ประมาณน้อยกว่าหนึ่งล้านล้านนี้ เราสามารถที่จะใช้เงินในประเทศได้ในสภาพคล่องเงินบาทและเงินสำรองระหว่างประเทศที่เรามีเพียงพอ การที่จะเข้าไปในตลาดต่างประเทศบ้างนี้คงจะเป็นประมาณระหว่าง 1 ใน 4 ของส่วนที่จะต้องนำเข้านี้ ถึงประมาณร้อยละ 40 เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นก็จะทำให้เรามีหนี้ต่างประเทศก็น้อยด้วย แต่เราก็ยังสามารถที่จะมีข้อมูลสำคัญว่าชาวโลกที่มองเราเขามองเราอย่างไร

                          "มีคนไปเข้าใจว่าการลงทุน 2 ล้านล้าน เป็นการลงทุนที่เกินตัว ผมขออนุญาตเรียนว่าที่จริงแล้วมีการศึกษาโดยทั้งสภาพัฒน์ฯ และกระทรวงคมนาคม ถ้าหากจะลงทุนระบบคมนาคมขนส่งเรา มีความครบถ้วนแทบจะสมบูรณ์แบบนะครับ จะสามารถหรือลงทุนได้ถึง 4.2 ล้านล้าน อย่างไรก็ตามจากการหารือ เรามีความเข้าใจร่วมกันว่าทุกคนก็จะลงทุนด้วยความระมัดระวัง" นายกิตติรัตน์ กล่าว

                          เมื่อถามว่าหมายถึงตัว 4.2 ล้านล้านตั้งแต่ตอนแรกที่มีการให้แต่ละหน่วยงานเสนอเข้ามาใช่หรือไม่ แต่ยอดสูงถึง 4.2 ล้านล้าน แล้วก็ทยอยตัดออกมาเท่าที่จำเป็น รองนายกฯ กล่าวว่า ครับ เราก็มาดูกันในเรื่องของการที่จะลงทุนในกรอบที่ทำให้เกิดความมั่นคง และความมีวินัยทางการคลังสูงที่สุด ตัวเลข 2 ล้านล้านถ้วน เป็นตัวเลขที่ทำให้ทุกฝ่ายมีความมั่นใจได้ก็ขออนุญาตเรียนว่ากรอบวินัยทางการคลังของประเทศจะมีการประกาศโดยกระทรวงการคลัง โดยการพิจารณาของกระทรวงการคลังเอง แต่เดิมนั้นเราเคยมีปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ กรอบวินัยการคลังเราก็หลุดกรอบไป จนเกินร้อยละ 60 ปัจจุบันในกรอบวินัยการคลังอยู่ที่ร้อยละ 60 การที่เราพูดว่าเราพิจารณาลงทุน 2 ล้านล้านเราจะสามารถควบคุมกรอบวินัยการคลังคือหนี้สาธารณะต่อ GDP ของประเทศอยู่ที่ร้อยละ 50 แสดงว่าเราระมัดระวังและเผื่อไว้ ซึ่งเราพยายามจะให้ไปไม่ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และการเผื่อเอาไว้อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์

                          หากมีคนถามว่าโลกมีความผันผวนแบบนี้ ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นเราจะทำยังไง ร้อยละ 10 ของ GDP ในนาทีนี้ GDP อยู่ที่ 13 ล้านล้าน ถ้าร้อยละ 10 ที่เราเผื่อเอาไว้คือมีมูลค่าเท่ากับ 1.3 ล้านล้าน GDP โตขึ้นเรื่อยๆ ปีที่แล้ว GDP โตขึ้น 1 ล้านล้าน ดังนั้นถ้าเราพูดถึงระยะเวลา 7 ปีข้างหน้า GDP ที่อยู่ที่ 13 ล้านล้านก็จะโตขึ้นไปถึงใกล้ๆ 20 ล้านล้าน เพราะฉะนั้นการที่เราเผื่อเอาไว้ร้อยละ 10 ของ GDP ก็เท่ากับเราเผื่อไว้ 1.3 ล้านล้านหรือ 2 ล้านล้านอยู่ที่ GDP ปีไหน นอกจากนั้นในเรื่องของการที่เราพิจารณาไม่ใช่แค่รักษาระดับหนี้สาธารณะแต่เราต้องดูว่าเราจะต้องจ่ายดอกเบี้ยแล้ว เราก็ต้องการจ่ายเงินต้นในอดีตนั้นกฎหมายกู้เงินไม่เคยคำนึงไม่เคยคำนวณว่ากู้มาแล้วจะจ่ายเงินต้นจ่ายดอกเบี้ยยังไง คงจำได้ว่ารัฐบาลเป็นรัฐบาลที่ได้เข้ามาเราดำเนินการแก้ไขหนี้รายการสำคัญอันหนึ่ง 1.4 ล้านล้านบาท เป็นหนี้สมัยกองทุนฟื้นฟูหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้นยำกุ้งปี 2540 หนี้จำนวนนั้นเป็นตัวอย่างที่ดี คือวางไว้เฉยๆ จ่ายดอกเบี้ยปีละ 6 -7 หมื่นล้านทุกปีไม่มีการดูแลเงินต้นให้ลดลงเลยแต่รัฐบาลนี้เข้ามาเราก็ดำเนินการให้มีกลไกในการชำระหนี้ตัวนี้จนขณะนี้ยอดเงินต้นของหนี้จำนวนนี้ก็ลดลงมาแล้วแล้วก็ไม่เป็นภาระดอกเบี้ยต่องบประมาณแผ่นดินเพราะมีกลไกในการดูแล

                          "เราเป็นรัฐบาลที่คำนึงถึงว่าถ้ามีการกู้เงินแล้วจะถูกใช้อย่างไรนะครับ ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการกู้เงินจำนวนนี้ถ้าจะรวมทั้งเงินต้นที่จะผ่อนชำระด้วยตลอดระยะเวลาไปในอนาคตข้างหน้าเราต้องการควบคุมให้อยู่ในระดับที่ไม่เกินร้อยละ 4 ของงบประมาณประจำปี ดังนั้นการที่อยู่ในระดับที่เรียกว่าเป็นร้อยละ 4 ก็จะไม่ไปเบียดบังงบประมาณรายจ่ายอื่นๆที่เป็นเรื่องพัฒนาสังคมอะไร รวมทั้งจะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณในอนาคตให้ดีขึ้นอีกด้วย รายรับในอนาคตก็จะดีขึ้นด้วยเพราะว่าประเทศมีประสิทธิภาพทางการคมนาคมขนส่งที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นก็เรียนด้วยความมั่นใจนะครับว่า 2 ล้านล้านไม่ได้เป็นการกู้มาในคราวเดียวแล้วมากองเอาไว้เป็นกรอบวงเงินอย่างที่ท่านรัฐมนตรีคมนาคมได้เรียนการจะกู้แต่ละโครงการนั้นจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆให้ครบถ้วน เพราะฉะนั้นก็จะมีการลักษณะที่เป็นการทยอยใช้เงินกู้แล้วก็หลักการดำเนินการอย่างนั้นก็จะทำให้ทุกฝ่ายมีความมั่นใจในทุกก้าวที่เดินไปข้างหน้า" นายกิตติรัตน์ กล่าว

                          เมื่อถามว่าชาวบ้านฝากถามว่าใช้หนี้กี่ปีหมด นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ก็เรียนว่าเราอยู่ภายใต้ข้อสมมติว่าถ้าเราจ่ายเงินต้นน้อยๆ แล้วก็ถ้าสมมุติอัตราดอกเบี้ยเอาไว้เผื่อๆ ว่ามันจะสูงเราสามารถจะใช้บาทสุดท้ายหมดสิ้น 50 ปี บาทสุดท้ายแต่ทรัพย์สินยังอยู่ครบและทรัพย์สินที่เกิดขึ้นจากการลงทุน 2 ล้านล้านใน 50 ปีข้างหน้า คงจะมีมูลค่าสูงกว่า 2 ล้านล้านหลายเท่า โดยปกติแล้วทุกฝ่ายที่เคยทำทางด้านธุรกิจหรือว่าเรื่องของการดำเนินการที่ใช้เงินกู้บ้านจะเข้าใจว่าทรัพย์สินจะเป็นประโยชน์ในระหว่างที่ใช้แล้วก็จะเกิดประโยชน์ด้านอื่นๆ ในขณะเดียวกันหนี้จะค่อยๆทยอยลดลงแล้วก็ในหลายๆองค์กรไม่ได้คำนึงถึงว่าจะลดลงจนถึงขนาดไม่มีหนี้เหลือเลยเป็นบาทสุดท้ายเราเพียงแต่คำนวณให้ดูว่าถ้าต้องการจะหมดเลยในบาทสุดท้ายก็คือ 50 ปี

                          "หากอยากใช้หนี้หมดเร็วก็เพิ่มการชำระเงินต้นขึ้นอีกนิดเดียว ซึ่งขณะนี้เราเพียงแต่สมมติเรื่องของการชำระเงินต้นไว้แบบช้าๆ คนที่เคยผ่อนบ้านจะเข้าใจ หนี้จะลดลงเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งทั้งหมดบ้านหลังนั้นก็จะเป็นของเจ้าของที่เป็นการผ่อน กระบวนการในการทำงานก็ลักษณะเดียวกัน ก็พิจารณาว่าเราต้องการจะแลกกับการที่เราอาจจะต้องลดงบประมาณในบางด้านลงหวังว่าไม่ไปลดการศึกษา ไม่ไปลดการสาธารณสุข หวังว่าไม่ไปลดการวัฒนธรรม แต่ถ้าหากเราสามารถลดค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการรั่วไหลหรือการตัดสินใจที่ไม่ถูกต้องหรือว่า ขณะนี้ก็มีการกล่าวหากันนะครับว่าในวงราชการมีการรั่วไหลเรื่องต่างๆ ถ้าเราลดในส่วนนั้นแล้วมาชำระในส่วนนี้เราก็สามารถทำได้เร็วขึ้น" รองนายกฯ กล่าว

                          นายกิตติรัตน์กล่าวย้ำว่า ส่วนในเรื่องความโปร่งใส รัฐบาลได้ผลักดันให้ออกกฏระเบียบกฏหมายมารองรับตามกฏหมายรัฐธรรมนูญในเรื่องของการประกาศราคากลาง การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างให้มีความโปร่งใส รวมทั้งได้เชิญชวนผู้แทนภาคเอกชน ซึ่งมีความใส่ใจที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหา การทุจริตประพฤติมิชอบในวงการต่างๆ หมายถึงรวมทั้งภาคเอกชนเองและภาครัฐ ฉะนั้นในกระบวนการที่เราจะทำงานกันไป ก็มีองค์กรอิสระต่างๆ ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบในเรื่องต่างๆ เหล่านี้อยู่แล้ว ก็เชื่อว่าองค์กรเหล่านั้นจะช่วยกันดูแลไม่ให้เกิดการรั่วไหลได้ มีหลายโครงการที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งก็ต้องขออนุญาตชื่นชมกระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลังก็ทำงานประสานใกล้ชิด ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของการรถไฟสายสีแดงที่มีการดำเนินการให้มีความคืบหน้าในสัญญาต่างๆ รวมถึงสัญญาการเดินรถไฟใต้ดินสายสีม่วง ซึ่งก็คาราคาซังกันมานาน ก็สามารถที่จะผลักดันให้มีการเดินหน้าได้ เรื่องของการจัดซื้อรถเมล์ใหม่จำนวน 3,183 คัน ซึ่งมีการพูดจากันมาก่อนหน้านี้ว่าจะซื้อกันในราคาเฉลี่ยที่น่าตกใจ การดำเนินการต่างๆ ที่มีความโปร่งใสอย่างดีของทั้ง 3 โครงการ สามารถต่อรองราคา สามารถที่จะการดำเนินการจัดซื้อที่จะกำหนดคิวอาร์ ในลักษณะที่ดึงภาคเอกชนมาร่วมกันคิดจะเห็นได้ว่า 3 โครงการนี้ไม่ได้รับคำชมเลย คิดว่าที่ไม่ได้รับคำชมเลยแปลว่าดีมากเพราะว่าการเมืองมีการโปร่งใสในขณะที่ไม่มีใครหยิบยกขึ้นมากล่าวหาว่า มีการปฏิบัติที่ไม่เรียบร้อยได้ เพราะฉะนั้นนี่เป็นจุดเริ่มต้นและก็เป็นสัญญาณที่ดีที่เราจะยืนหยัดกันข้างหน้าในโครงการที่จะอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ก็จะมีการดำเนินการด้วยความโปร่งใสในมาตรฐานที่สูงเช่นเดียวกัน

                          เมื่อถามว่าฝ่ายค้านก็เตรียมจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วยตรงนี้หนักใจหรือไม่ นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ไม่หนักใจในเรื่องของข้อกฎหมาย เพราะได้มีการพิจารณามาแล้วว่าพระราชบัญญัติกู้เงิน ซึ่งความจริงก็ได้มีการดำเนินการมาหลายครั้งในอดีต ไม่ได้มีส่วนใดที่มีลักษณะขัดต่อรัฐธรรมนูญและประเด็นในเรื่องที่ฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาคิดว่าทางสำนักงานและแม้แต่คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เห็นในแนวทางนี้ว่าไม่ได้มีการขัด แต่ที่บอกว่าอาจจะหนักใจก็คือว่า ความจริงเป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นก็จะทำให้การดำเนินการมีความล่าช้าออกไป การดำเนินการที่ล่าช้าออกไปหมายถึงการที่อาจจะเสียโอกาสไปแต่ก็เชื่อว่ากระบวนการต่างๆ ในที่สุดไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงจะนึกถึงประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

 

'ชัชชาติ' ลั่นกู้ 2 ล้านล้าน ปฏิวัติระบบขนส่ง คุ้มค่าแน่นอน

 

                          นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม กล่าวในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน โดยชี้แจงถึง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ว่า เป็นโครงการที่เราทยอยทำใน 7 ปี และไตร่ตรองกันมานาน ทั้งหมด 53 ของโครงการ หลักๆ จะไปลงที่ระบบราง เพราะที่ผ่านมาเราลงทุนกับถนนค่อยข้างมาก 10 ปี ที่ผ่านมาดูตัวเลข 6 แสนกว่าล้านที่เราลงกับถนน รางแค่ 2 หมื่นกว่าล้าน แต่รางเป็นระบบที่ถูกและก็ประหยัด และมลภาวะน้อย ดังนั้นใน 2 ล้านล้าน ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 7 แสนกว่าล้าน จะลงไปที่ระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง ประมาณ 1,300 กิโลเมตรทั่วประเทศ 4 เส้นทาง และรถไฟรางคู่ ประมาณ 19 เปอร์เซ็นต์ 2,900 กิโลเมตร และมีรถฟฟ้าในกรุงเทพฯอีกประมาณ 240 กิโลเมตร ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ 4 แสนกว่าล้าน มีการทำสถานีขนส่งสินค้า เพื่อกระจายสินค้า 15 แห่งตามจังหวัดหัวเมืองทั่วประเทศ เชื่อมกับทางรถไฟ ทำด่านศุลกากร และท่าเรืออีก 4 แห่ง ที่ จ.อ่างทอง จ.สงขลา และ จ.ชุมพร ท่าเรือปากบาราปรับปรุงแม่น้ำป่าสัก เพื่อการเดินเรือ

                          "พ.ร.บ.นี้ ไม่เป็นการอนุมัติเงินกู้ และไม่ใช่เป็นการอนุมัติโครงการแต่เป็นการเตรียมกรอบเงินไว้เฉยๆ จากนั้นแต่ละโครงการที่จะทำต้องมาผ่านกระบวนการในการอนุมัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทำ EIA HIA ผ่านกระทรวงการคลัง สำนักงบ สภาพัฒน์ฯ ให้ความเห็น ครม. อนุมัติขั้นสุดท้าย พออนุมัติผ่านแต่ละโครงการแล้วถึงจะนำไปกู้เงินและก็จะดำเนินการได้ เขาจะมีการกลั่นกรองอย่างละเอียดทุกโครงการทั้ง 53 โครงการ ทั้งนี้ผ่านสภาคือแค่กรอบ ไม่ได้แปรว่าอนุมัติแล้วผ่านสภาแล้วจะกู้ได้ เป็นแค่กรอบเท่านั้น ว่าถ้าจะทำโครงการเหล่านี้ 7 ปี จะเตรียมตัวกรอบนี้ไว้ให้ 2 ล้านล้าน แต่ละโครงการจะต้องมีการพิจารณาละเอียด ส่วนขั้นตอนแต่ละโครงการต้องทำตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน EIA HIA ซึ่งหลายโครงการดำเนินการทำอยู่ ยื่นไปแล้วอยู่ที่ สผ. รถไฟทางคู่ 5 โครงการ เข้าใจว่ารถไฟความเร็วสูงก็ใกล้จะยื่นแล้ว" นายชัชชาติ กล่าว

                          นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า การทำ EIA HIA ขณะนี้เดินมาหลายโครงการแล้ว บางส่วนก็ต่อเนื่องจากรัฐบาลที่แล้ว เมื่อเสร็จแล้วก็จะเสนอไปผ่านให้สำนักงบ ให้ความเห็นสภาพการเงินประเทศ กระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ฯ ให้ความเห็นประกอบว่าโครงการนี้คุ้มทุนหรือไม่ ความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ต่างๆ อย่างไร จากนั้นจึงเสนอ ครม. อนุมัติเป็นรายโครงการ จะเห็นได้ว่า พ.ร.บ.นี้ไม่ได้เปลี่ยนวิธีการดำเนินโครงการการเลย ก็จะเหมือนการดำเนินโครงการตามปกติเพียงแต่เป็นการเตรียมแหล่งเงินเตรียมวิธีการหาเงินไว้ให้

                          นายชัชชาติ กล่าวว่า ขณะนี้รถไฟรางคู่ 5 เส้นทาง ที่คาดว่าสามารถดำเนินการได้ในปีหน้า คือ เส้นไปนครปฐม หัวหิน เส้นไปทางภาคเหนือ ภาคอีสาน โดยอยู่ในกระบวนการ EIA แล้ว และจะมีถนน 4 เลน รวมถึง โครงการมอเตอร์เวย์ กรุงเทพฯ-โคราช ก็พร้อมแล้ว และหลายโครงการก็เดินหน้าได้เลย เราจะไม่ทำอะไรที่ไม่คุ้มทุนหรือว่าตอบโจทย์ไม่ได้ ก็จะมีหน่วยงานที่เป็นอิสระเป็นกลาง และเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงๆ มาช่วยดู สำหรับวงเงินการขนส่งทางน้ำนั้น ทางน้ำประมาณ 3 หมื่นกว่าล้าน แต่ต้องเรียนว่าน้ำเป็นข้อจำกัดทางกายภาพ เพราะเราไม่สามารถไปขุดแม่น้ำทั้งเส้นได้ ดังนั้นจะทำเสริมเท่าที่จำเป็น ซึ่งการท่าเรือแห่งประเทศไทยก็มีงบลงทุนของเขาเอง การท่าเรือขยายเฟส 3 จึงไม่ได้อยู่ใน พ.ร.บ.ฉบับนี้

                          นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า รถไฟรางคู่เป็นเรื่องธรรมดาที่เราทำมานาน 20 ปี ส่วนรถไฟรางคู่สามารถทำได้ทันทีในปีหน้า ใน 5 สาย และจะทำจนครบ 11 สาย ส่วนรถไฟความเร็วสูงแม้จะอนุมัติผ่านโครงการในปีหน้า แต่ก็ต้องรออีกกว่า 7 ปี รถไฟความเร็วสูงจึงจะเริ่มวิ่งได้ ซึ่งเป็นการกระจายความเจริญจากกรุงเทพฯ สู่ภูมิภาค สู่เพื่อนบ้าน เชื่อมหัวเมืองใหญ่กรุงเทพฯถึงเชียงใหม่ 3 ชั่วโมง จากปัจจุบันนั่งรถ 8 ชั่วโมง ดังนั้นมิติของความเร็วหรือที่เรียกว่า economy of speed จะเป็นตัวที่กระจายโอกาสเข้าสู่เมืองต่างๆ

                          เมื่อถามว่ามีการพูดกันว่าที่มีรถไฟความเร็วสูงวิ่งขึ้นเหนือมากๆ เพราะตรงนั้นเป็นฐานเสียงของรัฐบาล นายชัชชาติ กล่าวยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง เราได้วิเคราะห์ทั้ง 4 เส้นทาง ไม่ได้วิเคราะห์แค่เชียงใหม่เท่านั้น แต่เนื่องจากเชียงใหม่เอง มีจำนวนประชากร นักท่องเที่ยวจำนวนมาก ซึ่งจะเห็นได้จาก สายการบินโลว์คอสต์แอร์ไลน์ที่ไปเชียงใหม่ ปัจจุบันมีผู้โดยสาร 6 ล้านคนต่อปี จากเดิมที่มี 2 ล้านคน จึงชี้ให้เห็นเชียงใหม่เป็นจุด แต่พอดีจุดหัวท้ายอยู่ไกล ฉะนั้นผู้โดยสารวิ่งเต็มเส้นทาง จึงทำให้มีผลตอบแทนที่มากขึ้น ดังนั้นโอกาสในการคุ้มทุนก็เร็วขึ้น