
เหยื่อ!(1)2ทายาทอุ้มหายกับฝันร้ายนาน9ปี
เหยื่อ!(1)2ทายาทอุ้มหายกับฝันร้ายนาน9ปี : เรื่อง-เสาวลักษ์ คงภัคพูน/ภาพ-จิติมา จันพรม
ความตายเป็นสิ่งน่ากลัว แต่ก็พอทำใจได้ ส่วนคนที่ไม่รู้ว่าอยู่หรือตาย ถูกอุ้มหายสาบสูญ เป็นความสูญเสียที่ส่งผลหายนะต่อคนที่อยู่ข้างหลัง โดยเฉพาะกับเด็กน้อยที่รอคอยแม่กลับมาทุกวัน มีความหวังลมๆ แล้งๆ หลอกตัวเองว่า "แม่ยังอยู่"
9 ปีผ่านไป สองพี่น้องชาวกาฬสินธุ์ ก้าวผ่านวัยเด็กกันเพียงลำพัง เมื่อพ่อติดเหล้าอย่างหนักหลังแม่ถูกอุ้ม ครอบครัวล่มสลาย ที่สุดพ่อเสียชีวิตจากมะเร็งตับ ยายเสียชีวิตจากโรคภัยที่สะสมความเครียดเมื่อลูกสาวที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงถูกอุ้มหาย
ขณะเกิดเรื่อง เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2547 "เฟรม" อายุ 15 ปี เรียนชั้น ม.3 "ฟิวเจอร์" อายุ 10 ปี เรียนชั้น ป.5 ไปโรงเรียนตามปกติ แต่ "ฟิวเจอร์" รู้สึกแปลกใจที่วันนี้แม่ไม่มารับ กลับเป็นลูกจ้างในบ้านมาแทน ระหว่างทางรับรู้ถึงความรู้สึกของคนขับรถที่ดูเครียดและกังวล ที่สุดก็เอ่ยปากว่า "ถ้ากลับบ้านแล้วไม่เห็นแม่ คิดว่าแม่ไปไหน" ก็ได้คำตอบจาก "ฟิวเจอร์" ว่า "ก็น่าจะไปเที่ยวนะ"
กลับเข้าบ้านพบบรรยากาศโกลาหล ญาติเข้าออกบ้านกับขวักไขว่ มาจับใจความได้เมื่อมีนายตำรวจจากภาค 4 ที่เคยติดต่อประจำกับที่บ้านมาบอกพ่อว่า "เฮียให้ผมช่วยมั้ย ทีมผมไม่ได้ทำ ผมจะช่วยตามพยานให้" แต่พ่อกลับต่อว่าด่าทอรุนแรงซ้ำไปซ้ำมาว่า "ทำไมต้องทำผู้หญิง" นายตำรวจคนนั้นจึงกลับออกไป
ก่อนเกิดเหตุการณ์ไม่กี่เดือน ครอบครัวเพิ่งเลิกขายหวยใต้ดิน หันมาขายหวยบนดินแทน จึงหยุดส่งส่วยตำรวจจังหวัด แต่ยังส่งให้ตำรวจภาคอยู่ ก็ถูกคุกคาม มีข่าวเข้าหูว่า พ่อถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้มีอิทธิพลของ จ.กาฬสินธุ์ ในยุคนั้น ช่วงประกาศสงครามกับยาเสพติด จึงระมัดระวังตัวมาก ส่วนแม่ไม่เคยหวาดระแวง เพราะติดต่อและให้ความช่วยเหลือกับตำรวจมาตลอด แต่จู่ๆ ก็มีตำรวจในเครื่องแบบหลายสิบนายบุกบ้าน ขอตรวจค้นโดยยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ไป แจ้งข้อหาการพนัน ขายหวย ครั้งแรกศาลสั่งไม่ฟ้อง
ถัดมาอีกไม่นาน ตำรวจมาตรวจที่บ้านอีก ครั้งนี้ "เฟรม" ลูกชายคนโตถูกแม่สั่งให้หลบอยู่เงียบๆ ที่บันไดบ้าน เพราะเกรงจะไม่ปลอดภัย เขาขดตัวด้วยความหวาดกลัว หัวใจเต้นตึกตัก กลัวมาก ตัวสั่น ความกลัวนี้ยังหลอนต่อมาอีกหลายปี และครั้งนี้ "เฟรม" เชื่อว่าน่าจะเป็นชนวนให้แม่ถูกอุ้ม เพราะหลังค้นบ้านไม่เจอของผิดกฎหมาย ตำรวจนำโดยระดับนายพันรายหนึ่ง ที่รู้จักกับแม่เป็นอย่างดี ก็สั่งให้ลูกน้องยกคอมพิวเตอร์ไปอีก ครั้งนี้แม่ไปด่าว่าตำรวจนายนั้น ต่อหน้าลูกน้องว่าเป็น "หมา" สร้างความโกรธแค้นให้อย่างมาก หลังจากนั้นไม่นาน แม่พร้อมกับ นางวันทนา ทักษิมา เพื่อนคนสนิท ก็ถูกดักอุ้มหายตัวไปทั้งสองคน
ตั้งแต่ค่ำวันนั้นจนถึงวันนี้ เกือบสิบปี ไม่มีข่าวคราวแม่อีกเลย ฟิวเจอร์นอนร้องไห้เติบโตมากับความเศร้าสร้อย มองดูความเปลี่ยนแปลงในครอบครัวที่พลิกเปลี่ยนอย่างกะทันหัน รู้สึกเหมือนถูกผลักตกจากที่สูง ชีวิตเคว้งคว้าง พ่อหันเข้าหาเหล้า ดื่มทุกครั้งที่ลืมตาตื่น ส่วนยายที่เคยมีลูกสาวส่งเสีย ก็ต้องมาขายก๋วยเตี๋ยวหาเลี้ยงหลานๆ ที่ญาติมาฝากไว้ จนร่างกายสู้งานหนักไม่ไหว บวกกับความเครียดจึงเจ็บป่วย โรคร้ายลุกลาม สุดท้ายธุรกิจโรงงานสุราก็ล่ม หนี้สินรุงรัง
เมื่อพ่อตาย สองหนุ่มน้อยต้องขายบ้านเอาเงินใช้หนี้ ถึงตอนนี้ยังมีหนี้อีกกว่า 3 แสนบาท ที่ทั้งสองยังแบกรับภาระอยู่ "ฟิวเจอร์" เรียนปี 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มข. ก็กำลังประสบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการเรียน เหลือเงินจากค่าประกันชีวิตพ่อเพียง 2 แสนบาท ที่ต้องใช้จนเรียนจบ ไปขอทุนจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ เคยมีคนแนะนำให้ไปขอข้าววัด ก็ทำได้ครั้งเดียว ตอนนี้เครียดมากกังวลว่าเงินที่มีอาจไม่พอสำหรับเรียนจนจบ จึงคิดว่าอาจต้องหยุดเรียนกะทันหัน
"ตอนเด็กเคยคิดฆ่าตัวตายนะ คิดว่าไม่มีแม่แล้วเราจะอยู่ยังไง เดินไปที่ดาดฟ้าชั้นสามของบ้าน จะโดดตึกตาย แต่มาคิดว่า ถ้าเราตายแล้วแม่กลับมาล่ะ แม่จะเสียใจมั้ย เลยไม่ทำ ได้แต่หลอกตัวเองว่าพรุ่งนี้แม่จะกลับมา ก็อยากบอกคนที่อุ้มแม่ไปฆ่าว่า ใจร้ายมาก แม่แค่ไม่ส่งส่วยเพราะเลิกขายหวยใต้ดิน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเลย กลับต้องมาตายแบบนี้ งานศพก็ไม่ได้จัด กลายเป็นศพไร้ญาติ ถ้าสำนึกผิดก็ช่วยหาทางบอกหน่อยว่าแม่เสียชีวิตที่ไหน อย่างน้อยคนเป็นลูกก็อยากได้กระดูกแม่มาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ จะขอไม่อาฆาตพยาบาท เพราะถึงยังไงก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ คุณได้ทำมันไปแล้ว"
คดี"อุ้ม2สาวใหญ่"
ในช่วงประกาศสงครามกับยาเสพติด จ.กาฬสินธุ์ เป็นจังหวัดแรกในการรับนโยบายนี้มาปฏิบัติจนเกิดคดีอุ้มฆ่าต่อเนื่องกว่า 28 คดี ส่วนคดีนี้เกิดขึ้นเวลา 12.00 น. วันที่ 2 ธันวาคม 2547 นางอ้อยนภา สุขประสงค์ อายุ 35 ปี และนางวันทนา ทักษิมา ถูกชายฉกรรจ์ประมาณ 3 คน ดักอุ้มหายขณะขับรถกลับจากลงเสาเอกโรงงานสุรากลั่นที่เป็นธุรกิจใหม่ของครอบครัว วันนั้นญาติไปรวมกันที่โรงงานสุราทั้งหมด ยกเว้นบุตรชายทั้งสองคนไปโรงเรียนตามปกติ นางอ้อยนภาได้นำเงินสด 3 แสนบาท แจ้งว่าจะไปซื้อของมาขายในโรงงาน และหายตัวไป พบรถแวนยี่ห้อเกียร์สีแดง ทะเบียน กข 859 กาฬสินธุ์ จอดอยู่ริมถนนสายห้วยสีทน-กาฬสินธุ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์
มีพยานชาวบ้านเพียงปากเดียวให้การว่า เห็นชายฉกรรจ์ประมาณ 3 คน ขับรถกระบะปาดหน้า ผู้หญิงในรถเก๋งได้เปิดประตูลงมาพูดคุยเสียงดัง ก่อนที่หญิงสองคนจะตามขึ้นรถกระบะไป ต่อมาพยานรายนี้ปิดปากเงียบไม่ให้การใดๆ อีกเลย ด้านตำรวจสรุปคดีว่า สาเหตุน่าจะเกิดจากธุรกิจมืด อาจเกิดจากเบี้ยวหนี้พนันบอล จากนั้นคดีก็ไม่คืบหน้าอีกเลย
เหยื่อ!(2)ชีวิตที่เปลี่ยนไปของ"เต้"
ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ ถูกอุ้มฆ่า ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเท่านั้น เพราะแม้แต่คนที่ "ตรงเกินไป" ก็อาจเสี่ยงต่อการถูกอุ้มได้ไม่น้อยกว่ากัน ดังเช่น "กมล เหล่าโสภาพันธ์" นักเคลื่อนไหวภาคประชาชนและสมาชิกเครือข่ายภาคประชาชนต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ถูกอุ้มหายเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นคดีช็อกชาวบ้านไผ่ เพราะที่นี่เป็นเมืองสงบ อยู่แบบรู้จักกันหมด หากมีเรื่องเคืองใจก็จะมีคนกลางช่วยเคลียร์ นี่นับเป็นคดีสะเทือนขวัญแรกของชุมชนเก่าแก่แห่งนี้
นับตั้งแต่นั้นมา 5 ปีเศษ ลูกเมียของนายกมลตกอยู่ในเมฆหมอกฝันร้ายเข้ามาปกคลุม ประกอบกับธุรกิจค้าส่งเบียร์อยู่ในช่วงมีปัญหามาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้ต้องขายบ้าน ขายรถสิบล้อ หกล้อ รถกระบะรวมกว่า 10 คัน ใช้หนี้สินได้ส่วนหนึ่ง จากนั้นก็อพยพมาอยู่ตัวเมืองขอนแก่น ทำร้านกาแฟและขายข้าวมันไก่ในปัจจุบัน
"เต้" อัครวินท์ เหล่าโสภาพันธ์ ลูกชายวัยเบญจเพสช่วงเกิดเหตุ มีหน้าที่การงานดี ตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เงินเดือนเกือบ 3 หมื่นบาท ก็ต้องลาออกจากงาน หลังใช้เวลาส่วนหนึ่งเดินเรื่องขอความช่วยเหลือในการติดตามคดี งานประจำก็ต้องทำ และยังต้องโทรศัพท์ปลอบใจแม่กับน้องชายที่เรียนอยู่ชั้น ม.5 ให้เข้มแข็ง เต้จึงต้องกลับมาสานต่อธุรกิจของพ่อที่อยู่ในช่วงขาลง ที่สุดก็ไม่รอด หากพ่ออยู่อะไรก็คงไม่เลวร้ายมากเท่านี้
"ผมเกิดมาบนกองเงิน เป็นคุณหนู ไปโรงเรียนมีลูกน้องพ่อขับรถเบนซ์รับส่ง วันไหนนั่งสามล้อไปครูกับเพื่อนจะแซวตลอด พ่อผมค้าขายเก่งร่ำรวยตั้งแต่ยังหนุ่ม เป็นนักแข่งรถแรลลี่ระดับแชมป์ แต่พอพ่อหายตัวไป ชีวิตพวกเราเปลี่ยน แม่เป็นแม่บ้านดูแลสามีและลูกมาทั้งชีวิต ไม่รู้เรื่องธุรกิจเลย นั่งร้องไห้ทุกวัน เหม่อลอย ซึมเศร้า กินไม่ได้ น้ำหนักลด บอกสงสารน้อง ชีวิตลำบากไม่สุขสบายเหมือนเต้ ไม่มีรถขับต้องนั่งรถเมล์ไปเรียน พอเราหมดทุกสิ่ง ก็เหมือนกับต้องแบกหน้าไว้นะ แต่ก็ต้องทำใจ เมื่อ 2-3 วันก่อนแม่ยังเพิ่งถามว่า ถ้าป๊ากลับมาตอนนี้จะเป็นยังไง แสดงว่ากว่า 5 ปี แม่ยังคิดถึงแต่เรื่องนี้ ลูกๆ ต้องคอยปลอบใจไม่ให้คิดมาก"
คนที่ได้รับผลกระทบไม่น้อยกว่ากันคือ "ตั้ม" ลูกชายคนเล็กที่รู้สึกผิดในใจมาตลอด เพราะวันที่พ่อหายไป ได้โทรศัพท์ติดต่อเข้ามาที่เบอร์ตั้ม แต่กำลังอาบน้ำอยู่จึงไม่ได้รับสาย หลังจากนั้นโทรศัพท์ที่บ้านก็ดังขึ้น แม่รับสายแต่ไม่มีเสียงปลายทาง
"เช็กการใช้โทรศัพท์พบว่า พ่อโทรเข้าเบอร์น้องเวลา 22.15 น. 22.16 น. และ 22.17 น. ส่วนโทรศัพท์บ้าน โทรเข้าเวลา 22.18 น. ซึ่งผิดนิสัยพ่อมาก เพราะปกติเป็นคนทำอะไร ไม่ย้ำ ไม่ร่ำไร การโทรศัพท์ไปหลายเบอร์ถี่ๆ แสดงว่าต้องเกิดอะไรไม่ดีขึ้นแน่ พอมีเรื่องจริงๆ น้องเขาก็เศร้า ร้องไห้ โทษตัวเอง กว่าจะทำใจได้ก็ตั้งนาน" เต้บอก
สิ่งยืนยันว่าพ่อไม่มีวันได้กลับมาอีกแล้ว เมื่อทางบ้านได้รับโทรศัพท์หลังอุ้มหายประมาณ 10 วันจากตำรวจคนหนึ่งบอกว่า "กมลเป็นคนดี แต่ไม่ทันระวังตัว คิดว่ามาโรงพักจะปลอดภัย อยากจะช่วยนะ แต่สุดวิสัย เสียใจด้วยช่วยได้แค่นี้"
คดีนี้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ สมัย พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ เป็นผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ แต่เมื่อถูกย้ายคดีก็เงียบหายไปด้วย
คดี"ปิดปากนักสู้"
นายกมล เหล่าโสภาพันธ์ เป็นคหบดีคนดังในตลาดบ้านไผ่ ที่ทุกคนรู้ดีว่าเป็นนักต่อสู้และนักร้องเรียน เมื่อมองเห็นความไม่ถูกต้องชอบธรรม จะเดินหน้าร้องเรียนหน่วยงานนั้นๆ และติดตามความคืบหน้าชนิดกัดไม่ปล่อย ทำให้มีศัตรูรอบด้าน
กลางดึก วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 ตรงกับวันตรุษจีน ที่คนจีนส่วนใหญ่จะอยู่กับครอบครัวในบ้าน แต่นายกมลได้ไปโรงพัก เพื่อนำเอกสารบางอย่างจากเทศบาลที่อาจใช้เป็นหลักฐานเปิดโปงคดีประมูลเช่าที่ดินการรถไฟบ้านไผ่ที่นายกมล ติดตามเรื่องมาตั้งแต่ปี 2550 หลังพบความไม่ชอบมาพากลบางประการ เกี่ยวกับการเสนอราคาเช่าที่ดินรถไฟ เพื่อก่อสร้างอาคารพาณิชย์ จำนวน 3 ชั้น 5 คูหา ย่านสถานีรถไฟบ้านไผ่ ซึ่งนายกมลแจ้งว่า มีการก่อสร้างผิด พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และการปิดประกาศในการดำเนินการไม่มีความโปร่งใส
กระทั่งวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2551 มีตำรวจบางนายได้สนทนาทางโทรศัพท์กับนายกมล และขอให้นายกมลหยุดติดตามเรื่องดังกล่าวเสีย แต่นายกมลยังไม่ยอมหยุด ต่อมาวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 นายกมลกลับไปแจ้งความที่ สภ.บ้านไผ่ ว่าตำรวจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ วันรุ่งขึ้นกลับไปตามเรื่องที่ สภ.บ้านไผ่ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 ก็ออกไปตามเรื่องอีกและไม่ได้กลับบ้านอีกเลย
หลังจากนั้นพบรถยนต์ที่นายกมลขับไปถูกนำไปจอดทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลสิรินธร ห่างไปประมาณ 20 กิโลเมตร ครึ่งทางก่อนเข้าตัวเมืองขอนแก่น ซึ่งสมัยนั้นไม่มีกล้องวงจรปิดจึงไม่มีหลักฐานใดๆ มีเพียงดีเอสไอตรวจพบคราบเลือดใต้เบาะคนขับ และดูเหมือนจะเป็นหลักฐานเดียวที่มีอยู่จนทำให้คดียังย่ำอยู่กับที่
...........
(หมายเหตุ : เหยื่อ!(1)2ทายาทอุ้มหายกับฝันร้ายนาน9ปี : เสาวลักษ์ คงภัคพูน/ภาพ-จิติมา จันพรมรายงาน)



