ข่าว

ปลุกพลังต้านคอร์รัปชั่น

ปลุกพลังต้านคอร์รัปชั่น

23 ก.ย. 2556

สัมภาษณ์พิเศษ : 'วิชัย อัศรัสกร' ปลุกพลังต้านคอร์รัปชั่น ดึงมวลชนร่วมตรวจสอบ

 

                          กว่า 3 ปีที่ผ่านมาภาคเอกชนไทย นำโดยหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ภายใต้การนำของ "ดุสิต นนทนาคร" ประธานกรรมการหอการค้าไทยในสมัยนั้น ลุกขึ้นมาประกาศต่อต้านการคอร์รัปชั่น พร้อมตั้งภาคีเครือข่ายเพื่อขยายความร่วมมือไปยังองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และกำลังหลักคือภาคประชาสังคม

                          จนปัจจุบัน แม้ในภาพรวมของการคอร์รัปชั่นในประเทศไทยจากการสำรวจครั้งล่าสุดดูจะยังไม่ลดลง แถมจะสูงขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ แต่จากภาคีเครือข่ายฯ สู่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) พบว่ามีความเข้มแข็งจากความตื่นตัวของคนในสังคมไทยที่ออกมาแสดงตนถึงการยอมรับไม่ได้กับการคอร์รัปชั่นนั้นมีมากขึ้นนั่นเอง

 

งัดไม้เด็ดมุ่ง"ป้องกัน"ทุจริต

 

                          "วิชัย อัศรัสกร" รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และในฐานะเลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น เป็นอีกกำลังหลักสำคัญของการขับเคลื่อนการต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่เข้ามาร่วมทำงานในองค์กร พบว่ามีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเรื่องที่คาดไว้ได้อยู่แล้ว เพราะคนที่ทุจริตอยู่เขาไม่เห็นด้วย ก็พยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้งานนี้ไม่ราบรื่น ตั้งแต่แรกที่เข้ามาช่วยคุณดุสิต ไม่ว่าจะพูดคุยกับใครหรือแม้แต่คนที่ทุจริตอยู่ ก็ไม่มีใครกล้าออกมาบอกว่าจะไม่ต่อต้านการคอร์รัปชั่น หรือกล้าออกมาพูดว่า "ผมจะโกง"

                          นั่นแสดงว่าทุกคนต่างรู้ดีอยู่แล้วว่า การ "ทุจริตคอร์รัปชั่น" ไม่ใช่เรื่องดี

                          อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำได้ตอนนี้มี 3 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกคือ การ "ปลูกจิตสำนึก" เช่น การจัดงานรวมพลัง เพราะต้องอาศัยมวลชน การจะทำงานคนเดียว หรือ 5 คน 10 คน เป็นจำนวนที่น้อยไป แม้เราจะใจกล้าก็ตามแต่หากทำไปก็จะไม่ได้ผล ดังนั้นต้องพยายามสร้างเครือข่ายให้มาก ซึ่งการเดินมาในจุดนี้ถือว่ามาถูกทางแล้ว จนปัจจุบันเรามีเครือข่ายถึง 47 องค์กร เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มี 13 องค์กร และเชื่อว่าจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ

                          "เราต้องสร้างความร่วมมือให้ใหญ่ขึ้นและคิดว่ายังมีเครือข่ายอื่นอีกที่จะมาร่วมกันได้ โดยมีวัตถุประสงค์เดียวกัน ซึ่งตรงนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญ แล้วเราก็มารวมพลังกัน อย่าคิดว่าการรวมพลังคือมาแค่แป๊บเดียวแล้วจบ หรือไม่ได้ประโยชน์อะไร ขอแค่มาแสดงพลังงานกันให้มาก อย่างที่ผมเคยพูดว่า น้ำ 1 แก้ว หากรวมกันให้มากพอ ก็อาจกลายเป็นสึนามิ แล้วมันจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศให้ไปในทางที่ดีได้" วิชัย กล่าว

                          ถัดมาคือการ "ปราบปราม" เป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลกับองค์กรอิสระ ซึ่งเขามีอำนาจและหน้าที่โดยตรง ซึ่งขณะนี้เราต้องยอมรับว่า กระบวนการในการนำคนทุจริตมาลงโทษมีความล่าช้ามาก เพราะฉะนั้นจึงเหลือทางเลือกที่สามที่ตนเริ่มมีความหวังขึ้นมาได้บ้าง

                          นั่นหมายถึงเรื่องการ "ป้องกัน" แต่หากไม่มีกฎหมายใหม่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมา ก็คิดว่าหมดหวัง เพราะเราจะพูดเรื่องป้องกันแต่ปากเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าจะทำกันอย่างไร เพราะคนที่ทุจริตนั้น ด่าเขาไปเถอะ เขาไม่กลัวหรอก หรือการจะปลูกจิตสำนึกก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเมื่อเขาไม่มีความกลัวอยู่แล้วจะไปมีจิตสำนึกอะไร คนที่ทุจริตเขาไม่มีความละอายกันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พวกเขากลัวจริงๆ คือกลัว "คุกตะราง"

                          โดยกฎหมายใหม่ของ ป.ป.ช. มาตรา 103/7, 103/8 ให้อำนาจประชาชนในการเข้าไปตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้ ซึ่งจะครอบคลุมทั้งงบประมาณของรัฐจำนวน 2.5 ล้านล้านบาท งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจกว่า 50 แห่ง จำนวนรวมกว่า 4 ล้านล้านบาท และงบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมูลค่า 7 แสนล้านบาท

                          กฎหมายใหม่ที่ว่านี้จะทำให้มาตรการด้านการป้องกันของเราเป็นรูปธรรมได้มากขึ้น โดยเราได้สร้างกลไกหนึ่งขึ้นมา ที่เรียกว่า "ข้อตกลงคุณธรรม" ฟังชื่อดูเหมือนจะรื่นหู เพราะเราต้องการให้เป็นเช่นนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วจะมีพิษสงอย่างยิ่ง คือสามารถป้องกันการทุจริตได้จริง เรียกว่าคนที่คิดจะทุจริต หากเทียบเป็นคนกำลังขับรถมาด้วยความเร็ว จะถูกเบรกจนหัวทิ่มเลยก็ว่าได้ เพราะจะมีผลเร็วและทันที และจะเร็วกว่าการปราบปรามเสียด้วยซ้ำ

                          "สิ่งที่เราทำอยู่ขณะนี้คือ เราร่วมกับ 2 ฝั่ง คือ ส่วนแรกคือรัฐบาล ซึ่งการที่จะเข้าไปตรวจสอบเรื่องใดต้องมั่นใจว่าผู้ที่มีอำนาจในการสั่งการเขาเล่นกับเราด้วย และส่วนที่ 2 คือองค์กรตรวจสอบ ซึ่งจะมีทั้ง ป.ป.ช., ป.ป.ท. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ) และสตง.(สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) เขาเป็นเครือข่ายกับเราอยู่แล้ว แต่เราต้องรักษาดุลอำนาจของทั้ง 2 ฝ่าย คือหากเห็นว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น เริ่มต้นเราจะไปที่ฝ่ายบริหารก่อน เพราะมีความรวดเร็วในการสั่งการ แต่หากฝ่ายบริหารปากว่าตาขยิบ เราก็จะไปที่องค์กรอิสระ แม้ว่ากระบวนการอาจจะมีความล่าช้ากว่า แต่เขาก็มีอำนาจทางกฎหมายในการจัดการ"

 

หวังสร้างโมเดลไร้คอร์รัปชั่น

 

                          เมื่อพูดถึงกลุ่มที่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชั่นนั้น รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า กลุ่มประชาชนถือว่าให้ความร่วมมือมาก แต่เราจะต้องเข้าไปจัดระบบให้เขา คือเราไม่ต้องการไปสร้าง หรือก่อม็อบ โวยวาย แต่ต้องการสร้างระบบให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบจริงๆ ไม่ใช่แค่การจ้องจับผิดหรือสร้างความวุ่นวาย ซึ่งตนไม่สนับสนุน แต่ขอให้มาช่วยกันตรวจสอบ เพราะปัจจุบันจะมีเรื่องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบจำนวนมาก

                          อย่างไรก็ตาม การรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่นที่ผ่านมาต่อเนื่อง แต่เมื่อมีผลสำรวจออกมากลับพบว่า การคอร์รัปชั่นไม่ได้ลดลง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นนั้น วิชัยประเมินว่า น่าจะเกิดจากสาเหตุผู้ทุจริตมีความย่ามใจ เพราะคิดว่าในอดีตเมื่อเขาโกงแล้ว กฎหมายทำอะไรเขาไม่ได้ หรือลงโทษได้ แต่เขาก็อาจจะหนีไปได้ ไม่อยู่ให้ลงโทษ หรือในบางครั้งกระบวนการเอาผิดใช้เวลานานเกิน จนทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ไม่เกิดความยำเกรง

                          "แต่ตอนนี้เรามีกระบวนการป้องกันที่จะทำได้เร็วแล้ว เช่น การเข้าไปตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างรถเมล์เอ็นจีวี จะถือเป็นกรณีศึกษา มีความตั้งใจที่จะนำไปใช้กับกรณีการจัดซื้อจัดจ้างอื่นๆ ทั่วประเทศสามารถนำรูปแบบนี้ไปใช้ได้ แต่สำหรับรถเมล์เอ็นจีวีเราทำแบบเข้มข้น เพื่อให้เป็นโมเดล ที่ต่อไปเราจะนำไปใช้กับโครงการใหญ่ๆ เช่น เรื่องน้ำ และโครงการ 2 ล้านล้านบาท"

                          สำหรับประชาชนทั่วไปไม่จำเป็นต้องรอกระบวนการนี้ ก็สามารถตรวจสอบได้ จากนั้นให้แจ้งไปยัง ป.ป.ช. หรือแจ้งมาที่องค์กรก็ได้ โดยกระบวนการของเรา คือ การทำให้เป็นระบบ ถ้าสร้างผู้สังเกตการณ์ และเครือข่ายเยอะๆ อีกหน่อยบ้านเมืองเราน่าจะเปลี่ยนแปลงได้ อย่างกรณีในต่างจังหวัดถือว่ามีมาก แม้ตัวเงินจะไม่ใช่โครงการใหญ่ๆ แต่ก็พบว่าเปอร์เซ็นต์ในการคอร์รัปชั่นถือว่าสูงกว่าในกรุงเทพฯ การตรวจสอบของเราก็จะมีเครือข่ายคือหอการค้าจังหวัด และมีป.ป.ช.จังหวัด เข้าร่วม

                          "ตอนนี้เราทำไปทีละขั้นตอน ขอให้มีโมเดลที่ชัดเจนก่อน เมื่อชัดเจนแล้วเราก็จะขยายเครือข่ายให้มากขึ้น และตอนนี้เราก็มีคนอยู่แล้ว เริ่มทำงานแล้วด้วย หรือหากใครต้องการเข้ามาช่วย ก็สามารถเข้ามาร่วมได้ที่อย่างน้อยตอนนี้มีช่องทางแล้ว"

                          วิชัยกล่าวด้วยว่า กรณีรถเมล์เอ็นจีวีนั้น เราต้องยืนยันก่อนว่าเราไม่ได้คัดค้านไม่ให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้าง แต่เราเห็นสมควรว่าจะต้องมีการกำหนดสเปกที่ชัดเจน รถเมล์ที่จะซื้อจะต้องมีคุณภาพและสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง และเมื่อสเปกมีความชัดเจนแล้ว ต่อมาก็ดูที่เรื่องราคาจะต้องมีความสอดคล้องกัน ที่สำคัญจะต้องไม่มีเงินทอนเด็ดขาด

                          และหากการเข้าไปร่วมตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างรถเมล์เอ็นจีวีในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ ก็จะถือได้ว่าเป็นกรณีแรกจริงๆ ที่เราเชื่อว่าจะปราศจากการคอร์รัปชั่น และจะทำให้กระบวนการนี้มีความศักดิ์สิทธิ์จริง กฎหมายนี้ให้อำนาจแก่ประชาชนอย่างแท้จริง

                          "เราทำงานในเรื่องการป้องกัน ซึ่งต่างจากการปราบปรามที่เราทำไม่ได้ และเราก็ไม่ได้ไปจับจ้องคนที่กระทำความผิด หรือคนที่คิดจะกระทำความผิด แต่ที่เราทำเป็นการป้องกัน เหมือนเราทำเครื่องกำจัดยุง ที่เราไม่รู้ว่ายุงตัวไหนจะเข้ามา แต่หากเข้ามาก็ถูกช็อตตาย เราก็ไม่รู้"

                          ดังนั้น กระบวนการ "ป้องกัน" ที่เราทำนี้อยู่ภายใต้กฎหมาย จะทำให้ใครที่คิดว่ากฎหมายนั้นเล่นงานเขาไม่ได้ ก็คงต้องคิดใหม่เสียแล้ว