
'ปู'ตอบ'พอแล้ว'!หลังถูกถามปมล้มรบ.
'ยิ่งลักษณ์'เมินตอบ '8 ตุลา'ล้มรัฐบาลตามที่'ทักษิณ'ระบุ มั่นใจความพยายามของ 'บรรหาร' ไม่สูญเปล่า แม้ฝ่ายตรงข้ามรัฐไม่ตอบรับเวทีปฏิรูป
เมื่อเวลา 11.30น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงเวทีปฏิรูปประเทศที่ดูเหมือนว่าความพยายามของนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา จะไม่ประสบความสำเร็จในการเชิญฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเข้าร่วม ว่า ส่วนหนึ่งก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความพยายามที่ เราอยากให้ทุกฝ่ายมาพูดคุยกัน และอย่างน้อยนายบรรหารก็ได้ไปเชิญ และได้รับฟังปัญหาและข้อคิดเห็นต่าง ๆ ซึ่งจะได้นำมาพูดคุยกันในเวทีปฏิรูปประเทศ ตนเชื่อว่าการที่เราร่วมกันทำด้วยความตั้งใจจริง ๆ วันหนึ่งจะได้รับการตอบรับ อย่างไรก็ตาม เวทีปฏิรูปการเมืองยังเปิดรับอยู่ตลอดเวลา
เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่ฝ่ายค้านตั้งเวทีคู่ขนานกับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า อย่างน้อยฝ่ายค้านก็มองเห็นว่าเราควรจะมีการปฏิรูปการเมือง และเห็นว่าควรมีการพูดคุยกัน เราอาจจะทำกันคนละวง แต่เมื่อมีความคิดตกผลึกแล้ว ตนก็เชื่อว่าเป้าหมายสุดท้ายก็เป็นเป้าหมายเดียวกัน คือ การทำให้ประเทศมีทางออก และก้าวไปข้างหน้าด้วยความสามัคคีปรองดอง ดังนั้นแม้ว่าเบื้องต้นจะต่างคนต่างทำ แต่ถ้าทำด้วยเจตนารมณ์เดียวกัน ก็เชื่อว่าวันหนึ่งคงจะมีเวทีในการพูดคุยกันต่อไป
"การปฏิรูปคือ การที่เราต้องรับฟังความเห็นต่าง เวลา การพูดคุย และการที่เปิดกว้างกับสาธารณะชน จะทำให้ประชาชนได้รับฟัง และได้รับรู้ข่าวสารที่กว้างขึ้น สุดท้ายก็จะได้รับความเห็นชอบจากประชาชน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ชอบธรรม" น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะพี่ชายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุว่า มีความพยายามล้มรัฐบาลให้ได้วันที่ 8 ต.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยกล่าวเพียงว่า “พอแล้ว” และเลี่ยงเดินขึ้นรถทันที
มีหมายแทรกไปตรวจน้ำที่มีนบุรี ไร้ผู้บริหารกทม.ร่วม จากนั้นเข้าสภาให้กำลังใจโหวตผ่านร่างพรบ.2ลล.มาตรา3
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงสายของวันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐสภามีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศใน วาระ 2 เป็นวันที่สอง แต่ปรากฏว่านายกรัฐมนตรีได้มีภารกิจเพิ่มเติมนอกเหนือจากภารกิจที่ระบุไว้ล่วงหน้า โดยนายกรัฐมนตรีเดินทางไปตรวจระดับน้ำที่ประตูระบายน้ำคลองแสนแสบสำนักงานเขตมีนบุรี และไปเป็นประธานเปิดงาน "111 ปี มีนบุรี" และมอบถ้วยรางวัลฯของนายกรัฐมนตรีให้แก่ผู้ชนะการแข่งขันเรือยาว "ศึกเจ้าแห่งคลองแสบ" ด้วย และหลังจบภารกิจนี้นายกฯได้เดินทางเข้าไปยังรัฐสภาทันที และได้เข้าไปนั่งร่วมอยู่กับ ส.ส.ฝั่งเพื่อไทย และจากนั้นได้มีการลงมติในมาตรา3 ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้กดลงคะแนนแต่อย่างใด และเมื่อผ่านมาตรา 3 แล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ได้เดินออกจากห้องประชุมสภา
ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ของนายกฯนั้นยังมี นายวิชาญ มีนชัยนันทน์ ส.ส. กทม.พรรคเพื่อไทย นายวิรัตน์ มีนชัยนันทน์ ส.ก.พรรคเพื่อไทย ร่วมคณะมาด้วย และเป็นที่น่าสังเกตว่าการลงพื้นที่เพื่อตรวจดูความพร้อมการรับมือน้ำท่วมของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นไปอย่างกะทันหัน ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ทำให้ไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรุงเทพมหานครมารายงานข้อมูลหรือชี้แจงสถานการณ์ มีเพียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติของสำนักการระบายน้ำที่อยู่ประจำจุดเท่านั้น พร้อมระบุว่า หัวหน้าที่ดูแลออกพื้นที่เพื่อตรวจดูระดับน้ำในเขตที่รับผิดชอบ
โดยเวลา 11.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมด้วยนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปที่ประตูระบายน้ำคลองแสนแสบเขตมีนบุรี สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ระดับน้ำของประตูระบายน้ำคลองแสนแสบ และประตูระบายน้ำฝั่งตะวันออก (ปทุมธานี) ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้สอบถามถึงสถานการณ์ระดับน้ำบริเวณประตูระบายน้ำคลองแสนแสบ โดยในสัปดาห์หน้าจะเดินทางไปตรวจราชการที่ประตูระบายน้ำคลองหกวาสายล่าง เพื่อจะแก้ปัญหาตั้งแต่ประตูน้ำฝั่งปทุมธานีก่อนที่น้ำจะไหลทะลักลงเข้ามา ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ฝากให้นายกรัฐมนตรีช่วยดูแลบริเวณประตูระบายน้ำคลอง 14 -16 เพราะว่าประตูระบายน้ำคลอง 13 เป็นจุดที่ล่อแหลมมาก
จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจประตูระบายน้ำว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย(กบอ.)สำรวจพื้นที่ และเร่งจัดทำแผนระบายน้ำในพื้นที่ท้ายเขื่อน เพราะบางพื้นที่ของภาคเหนือเรายังต้องการน้ำเข้าเขื่อน แต่ฝนภูมิอากาศตกท้ายเขื่อนทำให้มีความกังวลทั้งปริมาณระดับน้ำในเขื่อนที่ใช้ในเรื่องชลประทาน ขณะเดียวกันท้ายเขื่อนจะมีปริมาณน้ำฝนที่มากซึ่งต้องเร่งดำเนินการในส่วนของปลายน้ำ กบอ.จะเร่งหาแนวทางร่วมกันโดยเร็ว และในวันจันทร์ที่ 23 ก.ย. รมว.มหาดไทย จะเรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงกรุงเทพมหานครด้วย เพื่อจะได้สอบถามซักซ้อมความพร้อมต่างๆ ในการเตรียมพร้อม ขณะเดียวจะต้องเร่งตรวจว่าจุดทั้งหมดพร้อมทำงานอย่างเต็มที่ตามที่เราได้ทำในเบื้องต้นในช่วงงบประมาณ 1.2 แสนล้านบาทหรือไม่
ส่วนระบบที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้พร้อมหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า ต้องเรียนว่า ระบบป้องกันเราทำได้ระดับหนึ่งต้องเรียนอย่างนี้เพราะงบประมาณเร่งด่วน 1.2 แสนล้านเราคงจะทำตามที่เรียนไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นการบริหารจัดการน้ำในลักษณะของซิงเกิลคอมมานด์ เรื่องการรวบรวมข้อมูลการวิเคราะห์เป็นศูนย์เดียวแล้ว และการเตรียมรับมือในส่วนการบรรเทาสาธารณภัยเราได้ประกาศล่วงหน้าในการตั้งศูนย์ช่วยเหลือส่วนหน้าเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถ้ามีระดับน้ำท่วมขังในจังหวัดผวจ.จะมีระดับในการดำเนินการป้องกันภัยพิบัติอยู่แล้วจะยกระดับอย่างไรเราจะดูจากภาพรวมอีกครั้ง แต่ระบบบริหารจัดการทั้งหมดเข้าระบบแล้ว
สำหรับการประสานงานกับผู้ว่าฯกทม.เพื่อแก้ปัญหาในกทม.จะมีปัญหาหรือไม่นั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า จริงๆแล้วโดยหลักด้วยคำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรีภายใต้กบอ.นั้นทางกทม.คงต้องทำงานร่วมกับเรา แต่ว่าในทางปฏิบัติได้มอบหมายให้รมว.มหาดไทยประสานงาน อย่างไรก็ตามในช่วงนั้น นายจารุพงศ์ ได้กล่าวเสริมขึ้นว่า “ผมโทรตลอดครับ” จากนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงกล่าวต่อว่า ตนได้มีการคุยกับรองปลัดกทม.ด้วย
เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ที่ผ่านมารัฐบาลมีปัญหาเรื่องการประสานงานกับ กทม.มาตลอด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า เราคงต้องพยายามอย่างเต็มที่ เราเชื่อว่าการทำงานแก้ปัญหาให้กับคนกทม.ก็หวังว่าจะได้รับความร่วมมือร่วมกันแต่อาจจะมีความเห็นต่างทางด้านเทคนิคก็มาพูดคุยกัน ดังนั้นวันนี้เราใช้เวทีทางด้านของกระทรวงมหาดไทยที่จะเชิญ ผวจ.ทุกจังหวัดเพื่อรับทราบปัญหาหน้างาน ขณะเดียวกันจะสอบถามแผนการทำงานติดขัดอะไรเพื่อให้มีการประสานกันอย่างเต็มที่ เมื่อถามว่า นายกฯคิดว่าการเมืองจะไม่เป็นอุปสรรคในการประสานงานกันหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า หวังว่าทุกคนจะไม่เอาเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ
เมื่อถามว่า วันนี้รัฐบาลสามารถให้ความมั่นใจได้ในระดับหนึ่งกับการเตรียมการรับมือน้ำท่วม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า เรียนว่าในระดับการบริหารจัดการเจ้าหน้าที่ การเตรียมพร้อม วันนี้มีการประสานงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น ส่วนการป้องกันจะมีตามจุดหลักๆ แต่ต้องเรียนว่าจุดอื่นๆ อาจจะทำไม่ได้หมด เพราะว่าเป็นแผนเบื้องต้นซึ่งจริงๆอย่างที่เรียนว่าเราต้องบูรณาการอย่างยั่งยืนภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เวลา 09.00 น. ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล น.ส.เรณู ตังคจิวางกูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ได้นำข้าราชการ และลูกจ้างประจำที่เกษียณอายุราชการของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ประจำปี 2556 จำนวน 9 ราย เข้าเยี่ยมคาราวะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อรับโอวาทและอำลาในโอกาสที่เกษียณอายุราชการฯ โดยมี นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พลตำรวจตรี ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายสุภรณ์ อัตถาวงค์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง คณะผู้บริหารสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย
โอกาสนี้ นายกฯได้กล่าวถึงความสำคัญว่า สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลไกในการขับเคลื่อนประเทศชาติและรัฐบาล ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีมาโดยตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่เข้ามาบริหารประเทศ พร้อมกล่าวขอบคุณข้าราชการ และลูกจ้างประจำที่เกษียณอายุราชการของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ประจำปี 2556 ทุกคนที่ได้ช่วยกันเสียสละทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ทำให้งานต่าง ๆ สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และขอให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตในช่วงหลังเกษียณอายุราชการปฏิบัติภารกิจส่วนตัวและอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข และมีสุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในสิ่งที่หวังไว้ทุกประการ



