
'มอเตอร์เวย์-ทางรถไฟ'ละเมิดสิทธิ์คนอีสาน
'มอเตอร์เวย์-ทางรถไฟ' กับการถูกละเมิดสิทธิ์ครั้งใหม่ของคนอีสาน : สุมาลี สุวรรณกรรายงาน
นโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในวงเงิน 2.2 ล้านล้านบาท ตามแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ดูเหมือนจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากภาคประชาชน เพราะมองว่าโครงการนี้ไม่ชอบมาพากลและไม่โปร่งใสตั้งแต่การจะกู้เงินแล้ว แถมมีการขีดเส้นกำหนดโครงการต่างๆ เอง โดยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับรู้รับทราบข้อมูล เสมือนการวางแผนบนหอคอยงาช้าง แล้วสั่งการมาให้ข้าราชการระดับล่างปฏิบัติ แม้โครงการนี้หลายพื้นที่ได้เดินหน้าไปบ้างแล้ว แต่หลายพื้นที่ก็ยังไม่รู้ว่าบ้านตัวเองอยู่ในแผนพัฒนานี้ด้วย
ซึ่งหากศึกษาตามข้อมูลของกระทรวงคมนาคม ได้ระบุแนวทางดำเนินโครงการที่จะดำเนินการในวงเงิน 2.2 ล้านบาทเอาไว้คร่าวๆ ว่า เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของประเทศ หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว 7 ปี (ปี 2556-2563) โดยได้กำหนดภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการประกอบด้วย 3 ด้านสำคัญ โดยมีส่วนเกี่ยวพันกับภาคอีสานประกอบด้วย 1.การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งทางบกเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศและเพื่อนบ้าน แบ่งออกเป็น 3 โครงข่าย คือ โครงข่ายถนน เร่งพัฒนาระบบขนส่งทางถนน อาทิ เร่งสร้างโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) คือ บางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา, นอกจากนั้นยังเร่งเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งทางราง ตามแผนการลงทุนระยะเร่งด่วน พ.ศ.2553-2558 ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาให้ระบบรถไฟเป็นระบบหลักในการขนส่งสินค้า ระหว่างพื้นที่ผลิตภายในประเทศกับท่าเรือแหลมฉบัง และพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่าย, รูปแบบการขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งรูปแบบต่างๆ เข้าด้วยกัน รวมไปถึงโครงการจัดทำระบบรถไฟทางคู่ และรถไฟสายใหม่ คือ บ้านไผ่-มหาสารคาม-มุกดาหาร ส่วนรถไฟทางคู่ ได้เพิ่มเส้นทางใหม่ คือ บ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม เข้ามาอีก
เรื่องนี้ นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ รองประธานหอการค้าภาคอีสาน ระบุว่า โครงการ 2.2 ล้านล้านบาท ในทฤษฎีระบบการพัฒนาเศรษฐกิจ 1 ต่อ 5 เท่า เวลารัฐบาลเอาเงินมาทุ่ม 1 บาท จะมีเงินงอกเงยตามมา 5 บาท โดยมาจากนักธุรกิจที่จะเอาเงินมาลงทุน จากโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลได้วางแผนเอาไว้ ซึ่งที่ผ่านมารัฐชี้เป้าบอกว่าที่ ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา จะเป็นสถานีรถไฟความเร็วสูงและจะพัฒนาแบบญี่ปุ่น โดยบอกแค่นี้ปรากฏว่าขณะนี้มีนักลงทุนมากว้านซื้อที่ดินเต็มไปหมด ราคาที่ดินจากไร่ละ 3 หมื่นบาท กลายเป็นไร่ละ 3 ล้านบาท การลงทุนแบบนี้ดีไหม ดี แต่การมองอะไรด้านเดียวดีหมด แต่พอเผื่อไว้ มองหลายด้านจะเห็นผลเสียตามมา
"เรื่องลงทุนคุ้มไม่คุ้ม สถานีรถไฟต้องมีคนเข้าไปจัดการเยอะ กระบวนการรองรับเพื่อผูกขาดตรงนี้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยจะต้องมีคนมาประมูลทำอาหารรถไฟทั้งสายในอีสาน จะกลายเป็นการผูกขาดทันที ตัวเล็กตัวน้อยที่เคยทำมาหากินในพื้นที่ก็จะถูกไล่หมด แม่ค้า พ่อค้าขายข้าวของบนรถไฟตอนนี้ถูกไล่แล้ว รวมถึงมอเตอร์เวย์ ที่จะมาจากปากช่อง คนในเมืองเขาไม่ยอม ไม่ให้เข้ามาในเมืองเพราะให้ไปลงก่อนถึงเมือง 20 กม. แต่ปัญหาคือ ทุกวันนี้ชาวบ้านยังไม่รู้ว่ามอเตอร์เวย์คืออะไร ทุกคนคิดว่าเป็นถนนธรรมดา แต่จริงๆ เป็นถนนที่กั้นซ้าย ขวา ไม่ให้รถ หรือสิ่งกีดขวางอะไรเข้าไปได้เลย ซึ่งนั่นหมายถึงต่อไปนี้ การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างคนสองฟากฝั่งไม่สามารถทำได้ หากก่อสร้าง จะทำให้สภาพชีวิตเปลี่ยนไปทันที รถไฟความเร็วสูงเช่นกัน หากก่อสร้างจะผ่าสังคม ชุมชนจะหายไป จะเปลี่ยนวิถีชีวิตคนมาก แต่คนไม่รู้ว่าจะเกิดผลกระทบแน่นอน ซึ่งตรงนี้รัฐต้องบอก"
ในขณะที่ภาคเอกชนใน จ.อุดรธานี ที่รอคอยรถไฟความเร็วสูงเช่นกัน อย่าง นายสวาท ธีระรัตนนุกูลชัย ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี บอกว่า มีโอกาสพูดคุยกับตัวแทนทีมงานรถไฟความเร็วสูงของประเทศจีน ทราบว่ารถไฟความเร็วสูงจากประเทศจีน ผ่านประเทศลาวมาจ่อที่เชื่อมประเทศไทย โดยการลงทุนของประเทศจีน จะไม่มีขึ้นได้หากโครงการรถไฟความเร็วสูง สายหนองคาย-กรุงเทพฯ ไม่เกิดขึ้น เพราะเป้าหมายของจีนคือ ประเทศไทยประเทศศูนย์กลางอาเซียน ทำให้ประเทศจีนเองก็กำลังดูท่าทีของประเทศไทยอยู่ ในขณะที่รัฐบาลไทยมีนโยบายก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงระยะแรกมาถึงที่ จ.นครราชสีมา เท่านั้น
ส่วน นายสมศักดิ์ ขจรเฉลิมศักดิ์ ประธานหอการค้ากลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ก็บอกว่า โอกาสที่ประเทศไทยจะลงทุนสร้างรถไฟความเร็วสูงเอง มีความเป็นไปได้น้อย น่าจะต้องพิจารณาเรื่องการให้สัมปทาน หรือให้สิทธิประโยชน์กับผู้ลงทุน ที่มีหลายประเทศสนใจมาลงทุนอยู่แล้ว แต่สำหรับรถไฟทางคู่ ประเทศไทยน่าจะพิจารณาดำเนินการก่อน เพราะจะสร้างศักยภาพการลงทุน มากกว่ารถไฟความเร็วสูงที่พูดเรื่องท่องเที่ยว ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีตัวเลขมากแค่ไหน อยากให้รัฐบาลสร้างความชัดเจน เรื่องรถไฟทางคู่มากกว่าที่เป็นอยู่
นั่นคือความเห็นของภาคธุรกิจ ที่มองความเป็นไปได้ในโครงการ มากกว่านโยบายหาเสียงของรัฐที่ฝากเอาไว้ และในการดำเนินการเรื่องนี้ ของระดับพื้นที่ เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นของคน อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ต่อกรณีโครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม เพราะปัจจุบันในภาคอีสานมีเส้นทางรถไฟเพียง 2 เส้นทางคือ นครราชสีมา-อุบลราชธานี และ นครราชสีมา-หนองคาย โดยหลายปีที่ผ่านมามีความพยายามของภาคเอกชนที่จะผลักดันให้เกิดทางรถไฟสาย บ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม เพื่อเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและเวียดนามหวังรองรับอาเซียนในอนาคต
และการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ครั้งนั้น มีนายทรงพล จำปาพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธาน โดยทางรถไฟสาย บ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม ระยะทางรวม 356.7 กิโลเมตร มีสถานี 15 สถานี ผ่านพื้นที่ 1 จ.ขอนแก่น และผ่าน 1 อำเภอ ได้แก่ อ.บ้านไผ่, ผ่านพื้นที่ 2 จ.มหาสารคาม และได้ผ่าน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.กุดรัง อ.บรบือ และ อ.เมืองมหาสารคาม ผ่านพื้นที่ 3 จ.ร้อยเอ็ด และได้ผ่าน 7 อำเภอ ได้แก่ อ.ศรีสมเด็จ อ.จังหาร อ.เมืองร้อยเอ็ด อ.เชียงขวัญ อ.โพธิ์ชัย อ.โพนทอง และ อ.หนองพอก, ผ่านพื้นที่ 4 จ.ยโสธร และได้ผ่าน 1 อำเภอ ได้แก่ อ.เลิงนกทา (กำลังผลักดันให้ปรับปรุงสนามบินเดิมให้เป็นสนามบินพาณิชย์), ผ่านพื้นที่ 5 จ.มุกดาหาร และได้ผ่าน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.นิคมคำสร้อย อ.เมืองมุกดาหาร และ อ.หว้านใหญ่ และผ่านพื้นที่ 6 จ.นครพนม และได้ผ่าน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ธาตุพนม อ.เรณูนคร และ อ.เมืองนครพนม
ส่วนสถานี 15 สถานี ได้แก่ สถานีบ้านไผ่ สถานีกุดรัง สถานีบรบือ สถานีมหาสารคาม สถานีร้อยเอ็ด สถานีเชียงขวัญ สถานีโพนทอง สถานีหนองพอก สถานีเลิงนกทา สถานีนิคมคำสร้อย สถานีมุกดาหาร สถานีหว้านใหญ่ สถานีธาตุพนม สถานีเรณูนคร สถานีนครพนม
ซึ่งแนวเส้นทางได้ตัดผ่านพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 8 แห่ง ได้แก่ 1.ป่าหนองเม็กและป่าลุมพุก 2.ป่ากุดรัง 3.ป่าไม้ล้ม ป่าโคกหนองบัว 4.ป่าดงมะอี 5.ป่าดงบังอี แปลงที่ 5, 6.ป่าดงปอ 7.ป่าดงอี แปลงที่ 1 และ 8.ป่าดงหมู โดยไม่มีการตัดผ่านพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่า เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ และวนอุทยานแต่อย่างใด
เบื้องต้นคณะทำงานได้ระบุว่า มีการเข้าพบผู้ว่าราชการของแต่ละจังหวัดและผู้ว่าราชการทุกจังหวัดที่กล่าวมาข้างต้นเห็นด้วยกับการก่อสร้างดังกล่าว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมมีข้อเสนอว่าต้องศึกษาเรื่องการกีดขวางทางน้ำ และลดผลกระทบให้ประชาชนในพื้นที่ด้วย เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาภายหลัง
ส่วน การประเมินผลกระทบด้านสังคม ให้ดำเนินการตามแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนและมีการประเมินผลกระทบวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของชาวบ้านไผ่ในพื้นที่ ระบุว่า อยากให้มีสถานีรถไฟเดียวที่บ้านไผ่ไม่อยากให้มีสถานีอื่นหรือที่ อ.กุดรัง จ.มหาสารคาม เพราะจะทำให้ธุรกิจหรือกิจการต่างๆ ได้มารวมอยู่ที่เดียว และธุรกิจอื่นๆ จะได้ทำให้เศรษฐกิจของบ้านไผ่ดีขึ้น
นอกจากนั้นประชาชนในพื้นที่ ยังเสนอให้สร้างทางข้ามให้ชาวบ้านใช้ข้าม หรือใช้เส้นทางระยะทางไม่ไกล เพราะชาวบ้านต้องนำสัตว์เลี้ยงข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งอาจจะไกลสำหรับพวกเขา เพราะแต่ก่อนจะข้ามตรงไหนก็ได้แต่ตอนนี้มีรางรถไฟมากั้นอาจทำให้ไม่สะดวกและควรจะไปสอบถามเขาด้วยว่าระยะทางที่จะเป็นถนนข้ามนั้นเขาเห็นด้วยหรือไม่เพราะชาวบ้านกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบโดยตรง รวมไปถึงให้ดูเรื่องผลกระทบกับเกษตรกรด้วย อีกทั้งควรจะประชาสัมพันธ์หรือทำการลงประชาคมในพื้นที่ที่จะเวนคืน
นั่นคือความคิดเห็นของประชาชนบางส่วนที่รับรู้ข้อมูลและได้เข้าไปแสดงความคิดเห็น แต่ยังมีประชาชนอีกเป็นจำนวนมากที่จะยังไม่รับรู้ว่า ไร่นาของตัวเองจะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างรถไฟสายใหม่นี้หรือไม่ และในเรื่องนี้ นายสุวิทย์ กุหลาบวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนพัฒนาชนบทภาคอีสาน หรือ กป.อพช. อีสาน และคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งต้องทำการบ้านหนักในเรื่องนี้ ระบุว่า หากรัฐจะดำเนินการพัฒนาโครงการใดก็ตาม จะต้องให้ประชาชนในระดับฐานรากรับรู้ข้อมูลถึงผลกระทบที่พวกเขาจะได้รับ เพื่อให้พวกเขามีสิทธิและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพราะหาไม่เช่นนั้นแล้ว จะถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของพวกเขาอย่างแรง
รวมไปถึงการก่อสร้างทางรถไฟสายใหม่ที่มีการขีดเส้นเอาไว้แล้วนี้ ต้องมองความคุ้มค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นด้วย เพราะหากลงทุนแล้ว ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ตามที่วางเอาไว้และกลับส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนมากกว่าผลดีที่จะได้รับ รัฐควรจะกลับมาทบทวน และนำโครงการพัฒนาเหล่านี้ กลับไปถามประชาชนในพื้นที่ว่า เขาต้องการหรือไม่ หรือเขาต้องการอย่างไร เพื่อจะได้ให้การพัฒนาตรงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง
..............
(หมายเหตุ : 'มอเตอร์เวย์-ทางรถไฟ' กับการถูกละเมิดสิทธิ์ครั้งใหม่ของคนอีสาน : สุมาลี สุวรรณกรรายงาน)



