ข่าว

คุยทุกเรื่องให้รู้เรื่อง'ต้องพูดภาษาเดียวกัน'

คุยทุกเรื่องให้รู้เรื่อง'ต้องพูดภาษาเดียวกัน'

20 ก.ย. 2556

คุยทุกเรื่อง ให้รู้เรื่อง'ต้องพูดภาษาเดียวกัน' : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn

               หลากหลายเรื่องราวทางสังคมที่เกิดขึ้นมีที่มาสำคัญจากการ “สื่อความ” ผมยอมรับว่าได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการทำความเข้าใจภาพที่นิสิตเพศที่สามของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งถ่ายทอดออกมาด้วยเรื่องเพศเพื่อเชื่อมโยงไปถึงการต่อต้านการแต่งกายด้วยชุดนักศึกษา มารู้ความจริงต่อเมื่อ “เขา” ออกมาเปิดเผยความในใจ เช่นเดียวกับฝ่ายที่เห็นต่าง มีภาพข่าวของ “อาจารย์ในสถาบันเดียวกันนั้น” แต่งกายในชุดนักศึกษาต่างกรรมต่างวาระ แต่ทราบว่า มีเหตุผลเพื่อต้องการ “ลดช่องว่าง” ระหว่างครูอาจารย์และนิสิตนักศึกษา

               เมื่อได้พบกับสภาพปัญหาที่ปรากฏ ทำให้เข้าใจได้อย่างซาบซึ้งยิ่งขึ้นว่า “การสื่อความหมาย” ถือเป็นเรื่องสำคัญทั้งในทางการเมือง การทำธุรกิจ แม้แต่การใช้ชีวิตในยามปกติของทุกๆ คน กระทั่งมีคนไปคิดทำหลักสูตรการสื่อสารทางการเมือง เหมือนหรือคล้ายๆ กับการสื่อสารทางธุรกิจ เพราะเห็นว่าการพูด การแสดงความคิดเห็น หรือ การถ่ายทอดสิ่งต่างๆ ในทางการเมืองสู่กลุ่มผลประโยชน์หลายฝักฝ่ายในสังคมเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด เช่นเดียวกับการทำธุรกิจการค้า ยิ่งต้องเน้นความแม่นยำ ถูกต้อง เพื่อให้ลูกค้า ผู้ถือหุ้น และสังคม มีความเข้าใจ เชื่อมั่น ไม่สับสน

               โดยเมื่อกล่าวถึง “ลูกค้า” ผมจำได้ว่าเคยเขียนบทความอยู่บทความหนึ่ง ที่ขึ้นต้นด้วยการตั้งคำถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง ในชื่อว่า “เมื่อลูกค้าไม่อยากเป็น ลูกค้า” ในประเด็น “เมื่อลูกค้าไม่อยากเป็นลูกค้า” เกิดขึ้นเพราะมี “ผู้บริโภคบางส่วน” แสดงทัศนะไว้น่าสนใจว่า เหตุผลของการกำหนดให้พนักงานให้บริการหลายๆ แห่ง เรียก “ลูกค้า” ว่า ลูกค้า เพราะอยากให้มีการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจแขกว่าใครอายุแก่กว่าใคร ด้วยอาจเคยมี “ลูกค้าบางคน” เข้ามาติดต่อแบบไม่สุภาพ หรือ สร้างความรำคาญลำบากใจให้แก่พนักงานผู้ให้บริการ ทำให้การเรียกขานฝ่ายตรงข้ามด้วย “คำกลางๆ“ อย่าง “ลูกค้า” เข้ามาทดแทนคำว่า พี่ ว่า น้อง ดังเคยเป็นที่นิยมในอดีตที่ผ่านมา ส่วนเรียกขานแบบใหม่จะช่วยส่งผลอย่างไรต่อธุรกิจการค้าของตนต้องพิจารณากันต่อไป

               เคยได้ยินคนไทยด้วยกันพูดเวลาศึกษาปัญหาทางการเรียนรู้ และการศึกษาของไทยว่า การที่พวกเราอยู่หมายเลข 8 เมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน ก็เพราะ “แนวนโยบาย หรือ การสื่อสารนั้นผิดพลาด” ผิดกันตั้งแต่เรียนอนุบาลไปถึงครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย แทนที่จะพยายามยัดเยียดองค์ความรู้ซึ่งนิสิตนักศึกษานักเรียนพึงสามารถนำมาใช้ในชีวิตจริง กลับสอนให้ท่องตำรา จดจำทุกสิ่งที่สามารถนำไปใช้ทำข้อสอบให้ผ่านได้ มากกว่าคิดจะนำไปพัฒนาองค์ความรู้ต่อยอดการเพิ่มพูนความรู้ประสบการณ์กับสิ่งที่ต้องปฎิบัติในชีวิตประจำวัน

               ตามข่าวลึกๆ ได้ทราบว่า ช่วงชั้นทางการศึกษาที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาอยู่ เป็นส่วนหนึ่งของสภาพปัญหาอีกมากมายที่ถูกเปิดโปงขึ้นมา ยังมีเรื่องซึ่งเป็นปัญหาซ่อนอยู่อีกหลายเรื่อง ทั้งในเรื่องของสัดส่วนครูอาจารย์ ต่อผู้เรียน องค์ความรู้ภายนอกห้องเรียน ที่เด็กไทยไม่ค่อยมีโอกาสได้รับ จะเพราะผู้สอนเกียจคร้าน หรือ มีค่าใช้จ่ายสูงไม่คุ้มค่าการลงทุนลงแรง

               จึงไม่น่าแปลกใจว่า วันนี้ ทั้งเรื่อง “ม็อบ” การประท้วงเรียกร้องสิทธิของเกษตรกร ความวุ่นวายในรัฐสภา กระทั่งการเจรจากับกลุ่มโจรใต้ ซึ่งยังคงหาจุดลงตัวไม่พบนั้น เชื่อได้ว่า หากไม่เกิดจากพูดคุยกันคนละภาษาที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้แล้ว ก็อาจเกิดได้จาก “ความพยายามจะไม่เข้าใจคู่กรณี” เพราะความขัดแย้งที่เนิ่นนานขยายวงออกไปอาจให้ประโยชน์ให้แก่ตนหรือกลุ่มของตนได้มากกว่าการหันหน้าเข้าหากัน ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่การเจรจาประนีประนอมไกล่เกลี่ยเพื่อให้ความขัดแย้งยุติลงนั้น เป็นเรื่องยากยิ่ง เพราะแต่ละคนไม่พยายามเข้าใจเรื่องที่พูดคุย หรือพูดกันคนละเรื่องและอาจสื่อความด้วย “ภาษา (ถ้อยคำ)” ที่อาจยากไปเหมือนกรณียกตัวอย่างในช่วงแรก หรือเปรียบเปรยได้ว่า เลือกจะเดินไปในทางทีเข้าทางตัวเอง ไม่ลดราวาศอก ไม่ยอมพูดภาษาเดียวกัน