
'ปุ้ม'ชี้ผลพวงรัฐประหารทำลงทุนสะดุด
'ปุ้ม'ชี้ผลพวงรัฐประหารทำลงทุนสะดุด ย้ำ 2 ล้านล้านโปร่งใสตามระบบ เตรียมทำรูปเล่มแจงผลงานนายกฯเดินทางต่างประเทศ
19 ก.ย.56 นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการครบรอบ 7 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ว่า 7 ปีที่ผ่านมาเราได้บทเรียนเยอะ ซึ่งตนเป็นคนหนึ่งที่ต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อ 7 ปีที่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญคือ ประชาธิปไตยที่สูญเสียไป ซึ่งวันนี้เราได้บทเรียน ทั้งนี้ จากการที่ตนได้มีโอกาสทำงานกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลามโหม ในเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ได้ร่วมเดินทางไปต่างประเทศกับนายกฯ พูดจากับหลายกลุ่มก็จะเห็นว่า 2 ปีที่ผ่านมา เราต้องใช้เวลาอย่างมากในการที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับมา เพราะผลกระทบจากรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งคือการตัดสินใจทำรัฐประหารล้มล้างระบอบประชาธิปไตย เมื่อประชาธิปไตยได้กลับคืนมาจากการเลือกตั้งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก็ต้องใช้เวลาอย่างมากในการทำความเข้าใจ
นายสุรนันทน์ กล่าวต่อว่า ตัวอย่างที่ดีในวันนี้คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้าน ซึ่งถ้าหากมีความต่อเนื่องในการจัดทำงบประมาณตั้งแต่ปี 2548-2549 ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เริ่มต้นโครงการโมเดิร์น ไทยแลนด์ ถ้ามีความต่อเนื่องในช่วงเวลาดังกล่าว ก็จะทำให้เราไม่เกิดความล้าหลังในการลงทุนอย่างที่ผ่านมา ทำให้วันนี้เราต้องตัดสินใจลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งก็หวังว่าสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่จะเข้าใจ และทำให้การลงทุนที่เราขาดมาในอดีตเดินไปข้างหน้าได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า แม้รัฐบาลในวันนี้มาด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่การบริหารประเทศก็ยังสะดุด นายสุรนันทน์ กล่าวต่อว่า ประชาธิปไตยเมื่อได้กลับคืนมาก็ต้องมีกระบวนการเพื่อให้เกิดคามมั่นคงขึ้น จากการที่เราถูกล้มล้างไป หากเปรียบรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 เราเป็นรถไฟตกราง ซึ่งวันนี้เรากลับขึ้นรางได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาสร้างความมั่นใจ ขณะเดียวกันยังมีกลุ่มหลายกลุ่มคิดว่าประชาธิปไตยไม่สำคัญ พยายามจะล้มล้างระบอบประชาธิปไตย คิดจะเอาอำนาจไว้ในมือตัวเอง ตรงนี้รัฐบาลไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และคิดว่าการต่อสู้นั้นต้องอยู่ในระบบรัฐสภา จะแพ้ชนะก็ว่ากันในแต่ละประเด็น เพราะในที่สุดแล้วทุกคนก็ต้องกลับสู่การเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนตัดสินในช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา
เมื่อถามว่า หากร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ไม่ผ่านจะทำให้เกิดผลเสียอย่างไร นายสุรนันทน์ กล่าวว่า สิ่งที่เสียหายคือ โอกาส วันนี้เราล้าหลังมามากการที่รัฐบาลได้นำเสนอเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับในสากล การหารือกับสถาบันการเงินไทย และต่างประเทศเขามองว่า 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้กระตุ้นเศรษฐกิจกลับมาได้ โดยตอนนี้ถึงเวลาที่จะลงทุนขนาดใหญ่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน หรือบริหารจัดการหนี้ หากต้องสะดุดลงก็จะทำให้ความเชื่อมั่นสูญเสียไป และไม่ได้เรียกกลับมาง่ายๆ ตรงนี้ถือเป็นโครงการของประเทศ ของคนไทยทุกคน ฉะนั้นถ้าเราช่วยกันให้ผ่านไปได้จะมีการสร้างรายได้จำนวนมหาศาลในระยะสั้น และในระยะยาว ส่วนสิ่งที่รัฐบาลทำมักถูกยื่นให้ศาลตีความนั้นก็เป็นไปตามกระบวนการ หากเป็นเจตนารมณ์ที่ดี ก็หวังว่าเราจะได้รับความเป็นธรรมจากการตีความนั้น และหวังว่าจะไม่มีวาระซ่อนเร้น ส่วนข้อสงสัยเรื่องการใช้เงินนั้นทุกอย่างเป็นไปด้วยความโปร่งใส ทุกอย่างจะต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ตลอดจนกลไกต่าง ๆ ที่เป็นไปตามระบบ ระเบียบราชการทั้งสิ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้รัฐบาลได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้เห็นสิ่งที่จะได้หรือยัง นายสุรนันทน์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ใช้เวลาที่จะต้องชี้แจงกับประชาชน ซึ่งมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอยู่แล้วในต่างจังหวัดหลายจุด และการจัดนิทรรศการในกทม. ก็ได้รับการตอบสนองที่ดี
เมื่อถามว่า หากพ.ร.บ.กู้เงิน ผ่านไปได้ด้วยดีจะเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงหรือไม่ นายสุรนันทน์ กล่าวว่า ไม่ใช่ผลงานของรัฐบาล แต่จะเป็นผลงานของคนไทยทุกคน เพราะคืออนาคตของประเทศ และถ้าประชาชนคิดว่าดีเราก็ขอโอกาสทำงานต่อ แต่ที่สำคัญคือนายกฯ บอกให้ลงทุนไปก่อนแม้ยังไม่รู้ว่าอีก 7 ปีใครจะเป็นรัฐบาล แต่ถ้าการลงทุนมีความต่อเนื่องไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็จะได้ประโยชน์
เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าหากร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านผ่าน รัฐบาลจะอยู่ครบ 4 ปี นายสุรนันทน์ กล่าวว่า เราขอโอกาส เพราะนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น และเราอยากจะเห็นว่ามีการใช้เงินที่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ ซึ่งมีความต่อเนื่องนักลงทุนก็จะรู้ว่ารัฐบาลนี้เป็นผู้เริ่มต้น และเมื่อผ่านไปแล้วโครงการเข้าที่เข้าทางก็คงพอดีกับช่วงเลือกตั้ง ก็ต้องเป็นการตัดสินใจของประชาชน ทั้งนี้เราเพียงหวังว่าจะทำงานตรงนี้ต่อให้สำเร็จ อย่างไรก็ตามวันนี้ไม่มีใครเชื่อมั่นว่าจะอยู่ครบเทอมหรือไม่อย่างไร แต่นายกฯ เองมีความตั้งใจให้ทำงานครบตามระยะเวลาที่ประชาชนมอบหมายมาให้ และเชื่อว่าเสียงในสภาเราเพียงพอในการทำความเข้าใจเป็นตัวแทนประชาชน และทำหน้าที่ให้กฎหมายต่างๆผ่านไปได้ด้วยดี
เตรียมทำรูปเล่มแจงผลงาน'นายกฯ'เดินทางต่างประเทศ
นายสุรนันทน์ กล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์ภารกิจเดินทางไปต่างประเทศของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า การเดินทางไปต่างประเทศมีความจำเป็นมาก หลายเรื่องแม้จะมีค่าใช้จ่ายอยู่แล้วในการเดินทางทุกรัฐบาล และไม่ได้แพ้กัน ในขณะเดียวกันการเดินทางมีความสำคัญคือ 1.มีการนำนักธุรกิจไป และมีโอกาสในการค้าการลงทุนอย่างมหาศาล 2.เป็นการสร้างเครดิตให้กับประเทศหลังถูกทำลายไปเมื่อรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ซึ่งในหลายประเทศที่เราไปไม่ได้มีการคบค้าสมาคมกันตั้งแต่รัฐประหาร แต่วันนี้กับมาคบหากับเรา ฉะนั้นก็เกิดโอกาสที่หลากหลาย และต้องแยกแยะจากประเทศที่พัฒนาแล้ว กับด้อยพัฒนา ซึ่งตนจะจัดทำรายละเอียดการเดินทางไปต่างประเทศของนายกฯ เป็นรูปเล่มพร้อมเปิดเผย ซึ่งจะขอเวลาในการรวบรวมข้อมูลประเมินผลทั้งที่วัดได้ทันที และที่เป็นมูลค่าเพิ่ม โดยคาดว่าในช่วงปลายเดือนหน้าที่มีการแถลงนโยบาย 1 ปี หรือแถลงผลงาน 2 ปีที่คงจะตามมาติดๆ สิ่งเหล่านี้จะเผยแพร่ต่อสาธารณะให้เห็นชัด
ส่วนที่มีการระบุว่าตัวเลขของการเดินทางแต่ละครั้งอยู่ที่ 40-50 ล้าน นายสุรนันทน์ ปฏิเสธว่า ไม่จริง เพราะการเดินทางใกล้ไกลนั้นแตกต่างกัน ซึ่งตนในทริปที่ผ่านมาตนยังไม่เห็นตัวเลขทั้งหมด แต่ถ้าเราเน้นในเรื่องค่าใช้จ่ายโดยไม่เปรียบกับผลที่ได้ตนคิดว่าตรงนี้ไม่ยุติธรรม ไม่ว่าจะเกิดกับนายกฯคนไหน จากการที่ประเทศไทยได้ยืนอยู่ในสายตาของชาวโลกด้วยความภาคภูมิใน ความมั่นคง ตนคิดว่าสิ่งนี้เป็นอะไรที่วัดมูลค่าไม่ได้ ส่วนการที่นายกฯ เดินทางไปหลาย ๆ ประเทศนั้น ในสายตานานาประเทศมองว่าเป็นความมั่นใจ ซึ่งหลายประเทศในยุโรปไม่ได้เชิญรัฐบาลไทยเดินทางมานานแล้ว หรือไปก็ไม่ได้พบผู้ใหญ่ แต่วันนี้เขาพร้อมหารือ



