
'กรณ์'ขอปรับลดเงินกู้-'โต้ง'ย้ำกู้2ลล.เหมาะสม
'กรณ์'ขอปรับลดวงเงินกู้ ให้เฉพาะโครงการที่พร้อม ด้าน 'โต้ง'แจงรบ.ชุดก่อนเคยกู้เงินใช้จ่ายโครงการที่เกินกว่ากรอบวงเงินงบประมาณ ย้ำไม่มีอะไรขัดเจตนารมณ์ของกม.
เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ (พ.ร.บ.กู้เงินฯ) วงเงิน 2 ล้านล้านบาท หลังจากที่กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กู้เงินฯ แล้วเสร็จ ได้เข้าสู่การพิจารณาในส่วนของคำปรารถ ที่ระบุว่า “โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ มีมูลค่ารวมกันไม่เกินสองล้านล้านบาท” ทั้งนี้ มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ขอสงวนความเห็นไว้ทั้งหมด 14 คน
โดยนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเพื่อขอปรับลดวงเงินเงินกู้เหลือ 4 แสนล้านบาท ว่า เนื่องจากในชั้นกรรมาธิการฯ ที่ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการมาชี้แจงแล้วพบว่า โครงการที่ผ่านการประเมินความคุ้มค่า และมีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับฟังความเห็น ประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีมูลค่าเพียง 4 แสนล้านบาทเท่านั้น ส่วนโครงการที่เหลือและมีมูลค่ารวม 1.6 ล้านล้านบาทนั้น สามารถดำเนินการกู้เงินและเบิกจ่ายได้ตามกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณได้ โดยในปีงบประมาณ 2557 ที่รัฐบาลตั้งงบประมาณแบบขาดดุล ดังนั้น ตามสูตรจึงจะต้องกู้เงินเพื่อมาชดเชยงบขาดดุล โดยมีกรอบวงเงินกู้ได้ถึง 5.5 แสนล้านบาท และในปี 2557 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุถึงแผนการกู้เงินตามร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทว่า จะมีระยะเวลาการกู้ถึง 7 ปี และในปีแรกของการกู้เงินจะใช้วงเงินกู้ 1.3 แสนล้านบาท ดังนั้นเมื่อคำนวณจากกรอบวงเงินกู้ของปี 2557 จึงถือว่าไม่เกินเพดานกู้เงินของรัฐบาล
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า สำหรับปี 2558 กระทรวงการคลังได้ตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณ ลงเหลือ 1.5 แสนล้านบาท ทำให้รัฐบาลมีเพดานกู้เงินถึง 3.9 แสนล้านบาท และเมื่อพิจารณาแผนการกู้เงินตามโครงการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จะมีแผนกู้เงิน จำนวน 2.4 แสนล้านบาท ดังนั้นจึงมีกรอบกู้เงินเหลืออยู่อีก 6 แสนล้านบาท ทั้งนี้รัฐบาลระบุว่า จะมีการกู้เงินตามร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท มากที่สุดในปี 2560 รวมวงเงินที่จะใช้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งปีดังกล่าวเชื่อว่า เพดานเงินกู้ของรัฐบาลจะอยู่ที่ 7 แสนล้านบาท ดังนั้น เมื่อพิจารณาตัวเลขดังกล่าวแล้ว ทำให้เห็นชัดเจนว่าไม่มีปีไหนที่รัฐบาลจะมีปัญหาในการกู้เงินนอกงบประมาณเพื่อจะใช้ในโครงการเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ
“ผมขอถามประธานกรรมาธิการฯ ว่า หากไม่มีกฎหมายฉบับนี้ รัฐบาลจะสามารถเดินหน้าโครงการในร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทได้หรือไม่ หากตอบไม่ได้ ผมจะขอใช้สิทธิ์กรรมาธิการฯ เสียงข้างน้อยตอบแทน เพราะผมมีช่องทางที่ชัดเจนว่าโครงการทุกโครงการเดินหน้าต่อไปได้แม้ไม่มีร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท” นายกรณ์ อภิปราย
ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการฯ ชี้แจงว่า เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลเสนอร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท แทนที่จะเป็นการออกตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ทั้งนี้ ยืนยันว่า การออกเป็น พ.ร.บ.กู้เงิน และนำเสนอผ่านสภาฯ ถือเป็นการปฏิบัติในระบบ อย่างไรก็ตาม การเสนอร่างกฎหมาย ไม่ได้มีเจตนาเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ การควบคุม ทั้งนี้ รัฐบาลก่อนหน้านี้เคยมีการออกกฎหมายเพื่อใช้เงินลักษณะเดียวกัน เนื่องจากวงเงินที่ใช้จ่ายเกินกว่ากรอบวงเงินงบประมาณประจำปี
มติสภา 289:123 เสียงคงคำปรารถร่างพรบ.กู้เงิน 2 ลล.บาท
มติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ (พ.ร.บ.กู้เงินฯ) วงเงิน 2 ล้านล้านบาท จำนวน 289 เสียง ต่อ 123 เสียง ให้คงคำปรารถ ที่ระบุว่า “โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ มีมูลค่ารวมกันไม่เกินสองล้านล้านบาท” ไว้ตามร่างพ.ร.บ.กู้เงิน ที่ผ่านวาระแรกของการพิจารณา หลังจากที่ใช้เวลาพิจารณา กว่า 2 ชั่วโมง 30 นาที
จากที่ที่ประชุมได้เข้าสู่การพิจารณา ในมาตรา 1 ว่าด้วยชื่อร่าง ทั้งนี้ มีผู้สงวนคำแปรญัตติไว้ทั้งสิ้น 12 คน แต่เมื่อเริ่มต้นการอภิปราย นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ประท้วงว่า การอภิปรายมาตราดังกล่าวไม่สามารถทำได้อีก เนื่องจากมีสมาชิกได้อภิปรายไว้ตั้งแต่ตอนต้นแล้ว ทั้งนี้นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ฐานะประธานที่ประชุมระบุว่าได้หารือกับฝ่ายกฎหมายแล้ว เห็นว่าสามารถอภิปรายได้ตามที่มีการสงวนคำแปรญัตติไว้



