ข่าว

ชงรัฐปั้น'น้ำพุร้อน'ไทยเทียบออนเซน

ชงรัฐปั้น'น้ำพุร้อน'ไทยเทียบออนเซน

19 ก.ย. 2556

เอกชนชงรัฐยกระดับแหล่งน้ำพุร้อน โกยเงินรายได้จากนักท่องเที่ยว เทียบชั้นออนเซนของญี่ปุ่น เสนอพัฒนาครบวงจรมีทั้งห้องน้ำ สปา ที่พัก เชื่อสร้างรายได้เข้าชุมชน

 

                                 19 ก.ย. 56  นายปรีชา พูนโภคผล ผู้ประสานงานสโมสรน้ำพุร้อน กล่าวว่า ปัจจุบันรายได้จากการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวจากน้ำพุร้อนยังมีน้อย ซึ่งหากมีการพัฒนาให้ครบวงจรคือ มีห้องอาบน้ำสาธารณะ มีสปา ที่พัก และห้องอาหาร รวมทั้งแหล่งขายสินค้าโอท็อป หรือมีการพัฒนาเป็นจุดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จะสามารถเพิ่มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น ดังนั้น ภาคเอกชนที่เป็นผู้ประกอบการน้ำพุร้อนจึงได้รวมตัวกัน เพื่อเสนอแผนการพัฒนาศักยภาพแหล่งน้ำพุร้อนในประเทศไทย ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ได้มาตรฐาน

                                 ทั้งนี้ ทางกลุ่มมีข้อเสนอให้รัฐบาลกำหนดบริเวณที่มีน้ำพุร้อนเป็นเขตส่งเสริมพิเศษ เพื่อส่งเสริมการลงทุนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลในการส่งเสริมทั้งในพื้นที่ และพื้นที่ที่บริเวณรอบนอก ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม การพัฒนาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ประกอบด้วยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

                                 "ในประเทศญี่ปุ่น หรือในยุโรปมีการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนอย่างเป็นระบบ สามารถสร้างรายได้จำนวนมากเข้าสู่ชุมชน และประเทศ ขณะที่ประเทศไทยมีศักยภาพของแหล่งน้ำพุร้อนทั่วประเทศจำนวน 120 แห่ง แต่มีการพัฒนาในเชิงพาณิชย์น้อยมาก ถ้าเป็นไปได้เอกชนอยากจะให้มีการพัฒนาไปถึงระดับที่มีเส้นทางท่องเที่ยวของน้ำพุร้อน เหมือนเส้นทางท่องเที่ยวออนเซน ของญี่ปุ่น" นายปรีชากล่าว

                                 นายปรีชากล่าวด้วยว่า ทางเจโทรได้แจ้งว่ามีความพร้อมที่จะช่วยพัฒนาองค์ความรู้ ของการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนของไทย โดยการนำแนวทางการพัฒนาและใช้ประโยชน์ของน้ำพุร้อน ญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา จากการศึกษาในเบื้องต้น แหล่งน้ำพุร้อนที่มีศักยภาพในการพัฒนา เนื่องจากมีฐานการท่องเที่ยวอยู่แล้ว คือ ที่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ แหล่งน้ำพุร้อน อ.ปาย แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี ระนอง กระบี่

                                 ขณะที่ระหว่างวันที่ 18-21 กันยายนนี้ มีการประชุมเวิร์กช็อประหว่างหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาเอสเอ็มอีรวมทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนด้วย เพื่อทำแผนสรุปเสนอรัฐบาล เพื่อการพัฒนาในระยะต่อไป