ข่าว

แบ่งฝ่ายในสนามข่าว!มิตรถูกผลักเป็นศัตรู

แบ่งฝ่ายในสนามข่าว!มิตรถูกผลักเป็นศัตรู

19 ก.ย. 2556

แบ่งฝ่ายในสนามข่าว! มิตรถูกผลักเป็นศัตรู : กฤษณะ ทิวัตถ์สิริกุล / สุวรรณี บัณฑิศักดิ์รายงาน

               นับจากการปิดถนนที่แยกควนหนองหงษ์ ต.ควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช   ในเย็นวันเสาร์ที่ 14 กันยายน ต่อเนื่องมาจนถึงวันอังคารที่ 17 กันยายน นี่คือ 4 วัน ของการปิดพื้นที่ของกลุ่มผู้ชุมนุมชาวสวนยางพารา อ.ชะอวด ที่ปฏิเสธในการที่จะให้สื่อมวลชนเข้าไปในพื้นที่ของการชุมนุม เว้นแต่เพียงการถ่ายภาพของกลุ่มช่างภาพเท่านั้น ที่เข้าไปบันทึกภาพระหว่างการปะทะกับชุดควบคุมฝูงชนเมื่อเที่ยงวันจันทร์ที่ 16 กันยายน ก่อนที่จะถูกขับไล่ออกมาจากพื้นที่ในช่วงเย็นวันเดียวกัน กระทั่งวันนี้ (18 ก.ย.) สถานการณ์โดยทั่วไปที่ผ่อนคลายลง ทำให้สื่อมวลชนสามารถเข้าไปในพื้นที่ได้อีกครั้ง ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า นับจากเหตุการณ์ปะทะกันในวันที่ 23 สิงหาคม ที่เป็นครั้งแรกของการเผชิญหน้า ระหว่างผู้ชุมนุมชาวสวนยางพารา ที่เลือกใช้วิธีการปิดถนน เพื่อตอบโต้กับการละเลยของฝ่ายรัฐกับการแก้ไขปัญหาผลผลิตยางพาราตกต่ำ หลังจากที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้หลายครั้ง ในรูปของการนำมวลชนไปชุมนุมยังหน่วยงานของรัฐ และยื่นข้อเรียกร้อง
              
               การสลายตัวของกลุ่มผู้ชุมนุมในวันที่ 23 สิงหาคม เนื่องจากไม่สามารถต้านทานแรงกดดันจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีความพร้อมมากกว่าในการยึดคืนพื้นที่ ได้กลายเป็นการนับหนึ่งให้เกิดการชุมนุมที่ยืดเยื้อมาพอสมควร ในเขตของ อ.ชะอวด ขณะที่รูปแบบการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุม ก็ขยายจากการปิดถนน ไปสู่การปิดเส้นทางรถไฟ และน่าสนใจอย่างยิ่งว่า การทำงานของสื่อมวลชนในขณะนั้น ต้องเผชิญกับท่าทีของความรู้สึกไม่ไว้วางใจจากฝ่ายผู้ชุมนุมมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งด่านตรวจบัตรสื่อมวลชน การถ่ายรูปสื่อมวลชน หรือการปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล รวมไปถึงการห้ามเข้าไปในพื้นที่ นี่คือบรรยากาศที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชุมนุมควนหนองหงษ์ และเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด
 
                ข้อมูลด้านหนึ่งที่รับรู้จากปรากฏการณ์ชุมนุมที่ชะอวดก็คือ การให้ข้อมูลของสื่อรายหนึ่งแก่ผู้ชุมนุม เพื่อให้เกิดความแคลงใจต่อการทำหน้าที่รายงานข่าวของสื่อมวลชนอีกฝ่าย ที่สุดแล้วจึงเป็นการเลือกปฏิบัติหรือให้การยอมรับสื่อบางรายเท่านั้น ว่ารายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมา รับฟังเสียงจากผู้ชุมนุมมากกว่าที่จะรายงานข่าวเข้าข้างรัฐ หรือบั่นทอนเนื้อหาการชุมนุมที่เกิดขึ้น และสื่อที่ได้รับความไว้วางใจจากเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คือ สื่อทีวีที่แพร่ภาพผ่านระบบดาวเทียม 2 รายด้วยกัน ที่ได้รับความไว้วางใจมากกว่า ด้วยท่าทีของการเป็นมิตร ต่างไปจากสื่อสิ่งพิมพ์ หรือโทรทัศน์ในช่องกระแสหลัก
 
                "มันเป็นปัจจัยแทรกซ้อนที่ทำให้ผู้สื่อข่าวหลายสำนักถูกคุกคาม มีการเข้าไปปั่นกระแสให้การ์ดเกิดความระแวงผู้สื่อข่าว/ช่างภาพ มีการบันทึกภาพพวกเรา แล้วนำไปแจกจ่ายกัน ทั้งที่เราเป็นคนในพื้นที่ นี่เป็นฝีมือของสื่อด้วยกันเอง กรณีผมใช้ทวิตเตอร์รายงานข่าว ปรากฏว่าถูกบันทึกภาพแล้วนำไปแจกจ่ายบอกว่าผมเป็นสันติบาลคอยเข้ามาสืบข่าวในม็อบ กล้องที่บันทึกวิดีโอ ถูกเรียกไปดูภาพแล้วสั่งลบ" สื่อมวลชนในพื้นที่ กล่าวและว่า เข้าใจได้ในความรู้สึกของผู้ชุมนุมที่ผ่านเหตุการณ์ปะทะกับเจ้าหน้าที่ ทำให้ต้องระแวงคนแปลกหน้าที่ถือกล้องคอยบันทึกภาพ แต่ที่ไม่ควรเกิดขึ้นก็คือ สื่อด้วยกันเองไปชี้นำให้เกิดความตึงเครียดเสียเอง
 
                พรพิมล ไชยนุรัตน์ ผู้สื่อข่าวมติชน แสดงความเห็นว่า กรณีที่เกิดขึ้น เป็นความต้องการที่จะแบ่งฝ่าย "ผมถือว่าเป็นคนบางพวกที่หลอกชาวบ้านเพื่อแย่งชิงความได้เปรียบให้ชาวบ้านมาเป็นเครื่องมือของตัวเอง ชาวบ้านมีความกลัวอยู่แล้วจึงคิดว่าสื่อใกล้มือที่รายงานได้โดนใจคือพวกตัวเอง ทำให้สื่ออื่นๆ ถูกมองว่าเป็นศัตรู ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น ทำให้การทำงานของสื่อภายใต้สถานการณ์นี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก" พรพิมล กล่าว
 
                ธนัช ก๋งเกิด ช่างภาพสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.11) กล่าวว่า ตลอดการชุมนุมสิ่งที่สัมผัสได้คือความไม่พอใจของชาวบ้าน บอกว่าภาพไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เข้าใจว่าไม่พอใจเพราะภาพไม่ได้ตามที่ต้องการ ถูกถามเสมอว่าทำไมเวลาชาวบ้านเดือดร้อนไม่ไปถ่าย ถ่ายแต่ภาพตำรวจเป็นพวกตำรวจไม่ใช่พวกชาวบ้าน ทำงานลำบากเช่นเดียวกัน
 
                ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ต่างไปจากการคุกคามการทำหน้าที่ และผลที่ตามมาคือ รถข่าว รถโอบี (ถ่ายทอดสด) และกล้องบันทึกภาพของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสถูกทำลายเสียหายไปบางส่วน พนักงานของรถโอบีถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บ ด้วยเหตุที่ว่าไปตั้งจุดอยู่ในแนวที่ตำรวจถอยร่นเข้าไปหาพอดี จึงถูกมองว่าถ่ายเฉพาะเวลาที่ผู้ชุมนุมกดดันตำรวจ แต่เวลาที่ตำรวจเข้าปะทะผู้ชุมนุมกลับไม่บันทึกภาพ
 
                “นักข่าวไม่ทำข่าวให้ชาวบ้านเลย ทำข่าวบิดเบือนไม่ตรงกับความเป็นจริง ชาวบ้านถูกนายทืบนายทุบ นายยิง ไม่เห็นออก บิดเบือนทั้งเพอย่ามาแหลงว่า” นี่คือถ้อยคำที่สื่อมวลชน  ต้องรับฟัง ยังปฏิเสธไม่ได้ เมื่อเข้าไปในพื้นที่
 
                "ทางออกขณะนี้ ผู้สื่อข่าวที่เข้าไปทำข่าวต้องมีบัตรประจำตัว พร้อมกับบัตรประชาชน  เพราะนี่คือสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะพิสูจน์การทำหน้าที่ได้ บรรยากาศแบบนี้ ในแง่ของความไม่ไว้วางใจคือสิ่งที่ต้องยอมรับจริง" วิทยา แก้วภราดัย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็น
 
                กิตติศักดิ์ วิโรจน์ แกนนำเกษตรกรชาวสวนยาง จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า การรายงานข่าวการชุมนุมของเกษตรกรชาวสวนยางตลอดที่ผ่านมา สื่อบางสำนักมีการรายงานไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยบางสื่อใช้ข้อมูลด้านเดียวนำเสนอ ไม่นำเสนอให้ครอบคลุมทุกด้าน ไม่มีความเป็นกลางเท่าที่ควร ขณะที่สื่อโทรทัศน์ฟรีทีวีบางช่องรายงานข่าวตามที่เจ้าหน้าที่รัฐพูดเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่นำข้อมูลของอีกฝ่ายนำเสนอ นี่คือความรู้สึกที่เป็นลบจากผู้ชุมนุม
 
                การทำงานของสื่อในบรรยากาศขณะนี้จึงอยู่บนพื้นฐานของความหวาดระแวงในการทำหน้าที่


เมื่อ'ภาพข่าว'ต้องตกเป็นจำเลย


                บล็อกเกอร์ "เณรรูน" สะท้อนการทำหน้าที่สื่อมวลชนในสนามข่าวการชุมนุมของชาวสวนยางที่ จ.นครศรีธรรมราช ผ่านบล็อกโอเคเนชั่น ในหัวเรื่อง "เมื่อภาพข่าวต้องตกเป็นจำเลย กรณีควนหนองหงษ์.."
 
                ผมเริ่มมีความสับสนในความเป็นสื่อมวลชนของตนเองที่ทำมากว่า 20 ปี หลังจากผ่านเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมชาวสวนยางและสวนปาล์ม กับตำรวจปราบจลาจล อย่างรุนแรงบนถนนสายเอเชีย (A 41) บริเวณบ้านควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา ว่า การเป็นสื่อที่ดีมีคุณภาพนั้น ต้องนำเสนอภาพ-ข่าว ในขณะนั้นอย่างเลือกข้างแบ่งฝ่ายชัดเจน หรือ เป็นกลางแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น หรือนำต้องนำเสนอ "ความจริง" เป็นหลัก เพื่อเป็นแนวทางให้สื่อรุ่นหลังที่ก้าวตามมาได้ยึด มีที่ยืนอย่างมีเกียรติและภาคภูมิใจในวิชาชีพที่เขาเลือกแล้ว..
 
                หลังจากต้องอเปหิตัวเองออกมา ด้วยความช้ำใจ เนื่องจากมีความคิดสับสนต่างๆ นานา ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเรื่องความปลอดภัย จากภาพข่าวสะท้านม็อบที่บันทึกได้ในขณะนั้น..
 
                ไม่น่าเชื่อว่าภาพข่าวภาพนั้นมันจะสร้างพลวัตขึ้นอย่างมหาศาล จนคนสองกลุ่มที่มีความเห็นต่างและขัดแย้งกันตั้งแต่แรกและยาวนาน จะหยิบยกมาปั่นกระแสในสังคมโซเชียลมีเดีย รวมทั้งสื่อหลัก สื่อรอง เลือกข้างและไม่เลือกข้าง จนสับสนวุ่นวายหาข้อสรุปไม่ได้จนถึงขณะนี้ ว่า ผู้ชายที่แต่งชุดปราบจลาจลครึ่งท่อน ถือไม้กระบองฟาดรถบรรทุกขนผู้ต้องหาของตำรวจตามที่เห็นนี้ สรุปแล้วว่าเป็นใครกันแน่ เป็นตำรวจที่ปลอมตัวมาปะปนเพื่อสร้างสถานการณ์ หรือ เป็นชุดที่พวก "ลูกขวาน" ยึดมาได้สวมใส่เพื่อเบี่ยงกระแส โยนบาปให้ตำรวจว่าทุบรถของตัวเอง..
 
                แต่ที่แน่ๆ คนที่ถ่ายภาพนี้ได้ "ไม่รู้จัก" หรอกว่าเขาคือใคร
 
                ความจริงแล้ว สามารถตรวจสอบได้ไม่ยาก หากยอมรับความจริงกันตั้งแต่ต้น เพราะมีการนำเสนอภาพถ่ายอื่นอีกที่มีบริบทใกล้เคียง และผู้ที่รู้จริงว่า เขาคือใคร ก็คือผู้ชายคนนั้นที่ปรากฏอยู่ในภาพถ่าย นับตั้งแต่มีการนำภาพถ่ายภาพนี้ขึ้นมาโพสต์ ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทราบความจริงหลงเชื่อไปตามสื่อที่ตนเองเสพ แม้เจ้าตัวผู้เป็นเจ้าของภาพจะยืนยันไปตั้งแต่แรกแล้วว่า ภาพถ่ายมีที่มาที่ไปอย่างไร แต่เรื่องก็ยังไม่จบเสียที..
 
                หรือคนสมัยนี้ ยอมรับความจริงไม่ได้ หากมีผลกระทบเกิดขึ้นกับตัวเองในทางลบ โดยเฉพาะพวกสื่อเลือกข้างทั้งหลาย ที่ชอบอ้างว่าอยู่เคียงข้างประชาชน คำก็ประชาชน สองคำก็ประชาชน เอาประชาชนมาเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหว เพื่อผลประโยชน์อันใด ทำไมสังคมบ้านเราปัจจุบันมันถึงแตกแยก แตกหักกันถึงขนาดนี้..
 
                ผมยอมที่จะนอนให้ผู้ชุมนุมชาวสวนยางกระทืบ และยอมที่จะตกเป็นจำเลยของเจ้าหน้าที่ หากพิสูจน์ได้ว่าถ่ายภาพนี้ บิดเบือนไปจากความเป็นจริง !!!!
 
                แต่ผมไม่ยอมตกเป็นจำเลยของสื่อโซเชียลมีเดีย ที่คัดลอกภาพถ่ายไปแปลงสาร เพียงเพื่อหวังแย่งชิงความเป็นผู้นำในการเสนอข่าว โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง อย่างไร้สิ้นซึ่งจรรยาบรรณ แม้จะทำอะไรไม่ได้ แต่ก็ขอสาปแช่งให้ตายด้วย "คมมีดกรีดยาง" เพราะแม้ในอีกบทบาทจะทำหน้าที่สื่อ แต่ก็เติบโตมาจากก้อนขี้ยางของพ่อแม่เหมือนกัน
 
                หากไม่มีวันนั้น ก็คงไม่มีโอกาสถือกล้องถ่ายรูป เดินผ่าความจริงอยู่ในขณะนี้...

..................................

(หมายเหตุ : แบ่งฝ่ายในสนามข่าว! มิตรถูกผลักเป็นศัตรู : กฤษณะ ทิวัตถ์สิริกุล / สุวรรณี บัณฑิศักดิ์รายงาน)