
'มาร์ค'แนะส่ง'ยุคล'เจรจา'ม็อบยาง'
'อภิสิทธิ์' แนะส่ง 'ยุคล' ลงพื้นที่เจรจาม็อบสวนยางที่ควนหนองหงษ์ เตือนใช้ความรุนแรง หวั่นบานปลาย ติง 'รบ.' จำกัดวงเงินจำนำข้าวให้อยู่ในกรอบ 5 แสนล้านบาทไม่ได้
18 ก.ย.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง ที่ต.ควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ว่า แนวทางที่ดีที่สุดรัฐบาลต้องเอาคนที่รับผิดชอบเรื่องยางไปไล่เรียงมาตรการที่ยังไม่ตอบโจทย์ว่าจะปรับปรุงหรือให้ความมั่นใจอย่างไร หากรัฐบาลตั้งธงว่าต้องสลายการชุมนุมก็เกรงว่าเหตุการณ์จะบานปลาย ส่วนท่าทีการยืนกระต่ายขาเดียวไม่เจรจาอีกนั้น ต้องย้อนดูว่าตอนเจรจามีข้อตกลงอยู่ที่ 90 บาท แต่ถ้ามาตรการนี้ยังไม่สามารถช่วยเหลือบางกลุ่มได้ รัฐบาลก็ต้องดูว่าจะช่วยเหลืออย่างไร
สำหรับผู้ชุมนุมที่ถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายนั้นก็น่าเป็นห่วง เพราะจะทำให้เกิดความตึงเครียดมากขึ้น ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องหาข้อเท็จจริงแบบตรงไปตรงมาให้ชัดเจน รัฐบาลต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง หากจะใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อจนนำไปสู่ความรุนแรงอาจจะไม่เป็นผลดี และคนที่พยายามให้ข่าวว่ามีเบื้องหลังก็ขอให้หยุดใส่ร้ายป้ายสีด้วย ตนคิดว่าหากมีเหตุการณ์ตามที่รัฐบาลบอกจริงก็ให้ดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้คิดว่าการลงไปพูดคุยจะสามารถแก้ปัญหาได้ เพราะหากยังลากไปอย่างนี้จะตึงเครียดมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า ใครควรเป็นผู้ลงไปเจรจา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า น่าจะเป็นนายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ เพราะเป็นผู้ที่รับผิดชอบโดยตรง ส่วนพล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เคยให้ข่าวที่เกิดความตึงเครียดขึ้นหลายครั้ง
สำหรับนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ รมช.มหาดไทย ที่จะเข้าพบส.ส.ภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์นั้น เข้าใจว่านายกฯ คงไม่เห็นด้วย และหากนายวิสารเชื่อตามที่พล.ต.ต.ธวัช พูดว่ามีส.ส.อยู่เบื้องหลังก็ไม่ต้องมาพบ เพราะไม่มีมูลความจริง แต่ถ้าอยากมาขอคำแนะนำเรายินดีให้ข้อมูล
'อภิสิทธิ์' ติงรัฐจำกัดวงเงินจำนำข้าวให้อยู่ในกรอบ 5 แสนล้านไม่ได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้ข้อมูลการขายข้าวให้กับจีนตามโครงการรับจำนำข้าวไม่ตรงกับนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พานิชย์ว่า หากมีสัญญาก็เปิดเผยได้อยู่แล้ว และจะเป็นตัวพิสูจน์ที่ง่ายที่สุด แต่ขณะนี้ปัญหาการจำนำข้าวลุกลามบานปลายเป็นเรื่องการคลังของประเทศระยะหนึ่งแล้ว ทำให้รัฐบาลมีปัญหาเรื่องหมุนเงินและฐานะการเงินการคลังอย่างแน่นอน เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีความเป็นไปได้ที่กรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ 2.7 แสนล้านบาท เพื่อรับจำนำข้าวรอบใหม่จะอยู่ในกรอบวงเงิน 5 แสนล้านบาท เดิมตามที่นายกฯ ระบุ เพราะขณะนี้มีคนเริ่มพูดแล้วว่า 5 แสนล้านบาทหมายถึงต่อรอบหรือต่อปี แสดงให้เห็นว่าไม่สามารถคุมให้อยู่ใน 5 แสนล้านบาทตามเดิมได้แล้ว
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องยอมรับว่าขณะนี้วงเงินที่จะจำกัดได้มันจำกัดไม่ได้ จะขยายไปสู่หนี้สาธารณะที่ขยับขึ้น และอาจกระทบถึงเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทด้วย
'ปชป.' รู้ทัน! รัฐขึ้นภาษีสุรา แนะออกกม.ภาษีที่ดิน-มรดก-สิ่งแวดล้อม
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการพิจารณาพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2556 หรือ พ.ร.ก.ขึ้นภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ว่า แม้พรรคจะเห็นด้วยกับแนวทางขึ้นภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย หรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นการทำลายสังคมไทยในภาพรวม แต่การขึ้นภาษีในครั้งนี้ที่อ้างว่าเพื่อลดปริมาณการบริโภคและสกัดไม่ให้บริโภคมากเกินไปนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะราคาสุราที่ขึ้น ผู้บริโภคก็มีกำลังเพียงพอที่จะซื้อหรือบริโภคได้อย่างต่อเนื่อง และไม่ทำให้ลดการบริโภคลง แต่เป็นเพราะรัฐบาลมีปัญหาเรื่องรายได้ โดยมีข่าวมาตลอดเรื่องการขึ้นภาษีต่างๆ แม้กระทั่งความคิดเก็บภาษีคนโสด
ทั้งนี้ จากตัวเลขที่ศึกษาพบว่าเงินที่จะได้จากการขึ้นภาษีครั้งนี้จะอยู่ที่ 16,000 ล้านบาท ซึ่งการเก็บภาษีสุรานี้ก็เพื่อชดเชยรายได้จากภาษีที่หายไปจากนโยบายลดภาษีนิติบุคคล 30% เหลือ 20% ที่กรมสรรพากรประเมินว่ารัฐบาลจะขาดรายได้ 82,000 ล้านบาท เพื่อนำไปรองรับนโยบายประชานิยม ทั้งนี้การศึกษาของสภาพัฒน์ฯระบุว่าการลดภาษีนิติบุคคลในประเทศไทยทำให้บริษัทข้ามชาติได้ผลประโยชน์มากที่สุด แต่คนรายได้น้อยได้รับผลกระทบ และโดนขูดรีดจากการเก็บภาษีของรัฐบาล ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างขึ้นจนเกิดความเหลื่อมล้ำ จึงควรมีการปฏิรูปโครงสร้างระบบภาษี ด้วยการออกกฏหมายภาษีที่ดิน มรดก สิ่งแวดล้อม มากกว่าที่จะไปเก็บภาษีจากผู้มีรายได้น้อย ดังนั้นขอเรียกร้องให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ มีนโยบายที่ชัดเจนในการดูแลประชาชนให้ทั่วถึง
'ชวนนท์' เย้ย 'พท.' ปราศรัยทับที่ 'ปชป.'
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย จะไปเปิดเวทีปราศรัยที่วัดดอกไม้ เขตยานนาวา ว่า ถือว่าเป็นการไปทับที่การปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งการปราศรัยของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ ซึ่งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ แกนนำคนเสื้อแดง ระบุว่าพรรคเพื่อไทยจะเปิดปราศรัยยจะใช้ถ้อยคำสุภาพ ตนเห็นว่า ความสำคัญของการปราศรัยอยู่ที่เนื้อหาสาระมากกว่า เพราะที่ผ่านมาพฤติกรรมการปราศรัยของนายณัฐวุฒิ คือ เชิญชวนให้คนเผาบ้าน เผาเมือง จึงขอเตือนนายณัฐวุฒิว่าอย่าไปปลุกระดมมวลชนให้ไปขโมยข้าวของของคนแถวนั้น หรืออย่าปลุกระดมมวลชนให้ไปเผาสถานีรถไฟฟ้าบีอาร์ที
อีกทั้งเวทีปราศรัยอยู่ในโรงเรียนมัธยมวัดดอกไม้ ก็อย่าไปเชิญชวนให้ขโมยสมุด ดินสอ และหนังสือของนักเรียน ซึ่งขณะนี้ทราบว่า นักเรียนในโรงเรียนวัดดอกไม้ก็เก็บข้าวของในลิ้นชักออกหมดแล้ว เพราะกลัวว่าของจะหาย เนื่องจากไม่มั่นใจว่าจะถูกขโมยหรือไม่
'ส.ส.ปชป.' ซัดรัฐขึ้นภาษีน้ำเมาเอื้อพ่อค้า-นายทุน
นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สุรา พ.ศ.2493 (ฉบับที่7) พ.ศ.2556 หรือ พ.ร.ก.ขึ้นภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ว่า ตนมองว่าการออกพ.ร.ก.ขึ้นภาษีสุราของรัฐบาลมีความผิดพลาด คือ 1.เป็นการออกกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้พ่อค้า เนื่องจากก่อนการบังคับใช้รัฐบาลไม่มีการตรวจสอบปริมาณสินค้าที่เสียอัตราภาษีแบบเก่าอยู่ในตลาด ทำให้มีการขายสินค้าในราคาที่แพง แต่ต้นทุนมีราคาถูก ดังนั้นความซวยจึงตกอยู่ที่ประชาชน 2.การออกพ.ร.ก.ขึ้นภาษีฯ ที่ระบุว่าเพื่อความเป็นสากล แต่กฎหมายฉบับนี้มีลักษณะที่เป็นกฎหมายเชิงอำนาจ ไม่มีการถ่วงดุลที่ทำให้เกิดความโปร่งใส โดยเฉพาะกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องของบทลงโทษ หรือการปรับ เพียง 2,000 บาท ไม่มีการแก้ไขให้เหมาะสม
ดังนั้นจึงกลายเป็นช่องว่างที่ทำให้ผู้ประกอบการนำไปหาประโยชน์นับหลายสิบล้านบาทได้ และ 3.การออกพ.ร.ก.นี้ไม่มีมติทางสังคม แม้จะอ้างว่าเพื่อสุขภาพของประชาชน แต่กลับไม่มีการนำผลการศึกษาหรือรายงานที่เกี่ยวข้องมานำเสนอต่อที่ประชุม
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลจะนำเงินภาษีที่ได้ทำประโยชน์กับสังคมแท้จริงควรกำหนดสัดส่วนรายได้จากการเก็บเพิ่มภาษีดังกล่าวไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ด้วย ทั้งนี้จากการศึกษาของทั่วโลก เกี่ยวกับการขึ้นราคาสุรา พบว่าไม่ทำให้การบริโภคลดลง แต่จะทำให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ไปบริโภคสินค้าทดแทนที่มีราคถูก แต่ไม่มีคุณภาพ
ขณะที่นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ อภิปราย ว่า การขึ้นภาษีสุราของรัฐบาลเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการเฉพาะราย หากพิจารณาอัตราราคาที่เพิ่มขึ้นของเบียร์ยี่ห้อสิงห์และยี่ห้อช้างที่เผยแพร่ในสื่อมวลชน ที่ราคาต่อขวดใหญ่ เบียร์ช้าง จากเดิมที่ขายขวดละ 42 บาท ปรับเพิ่มเป็น 46.19 บาท เพิ่มขึ้น 4.19บาท ส่วนเบียร์สิงห์ เดิมขายขวดละ 56 บาท ปรับเพิ่มเป็น 56.06 บาท เพิ่มขึ้น 0.06 บาท ขณะที่ราคาต่อกระป๋อง เบียร์ช้าง เดิมขายที่กระป๋องละ 25 บาท ปรับเพิ่มเป็น 27.96 บาท ถือว่าราคาเพิ่มขึ้น 2.96 บาท ส่วนเบียร์สิงห์ เดิมขายกระป๋องละ 31 บาท ลดลงเป็น 30 บาท ถือว่าราคาลดลง 1 บาท
ดังนั้นเมื่อเทียบการเสียภาษีเบียร์ช้างจะเสียภาษีปีละ 3,000 ล้านบาท ส่วนเบียร์สิงห์จะเสียภาษีปีละ 4,000 ล้านบาท และเมื่อพิจารณากับคำให้สัมภาษณ์ของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ที่ระบุถึงนายทุนที่สนับสนุนกลุ่มหน้ากากขาวว่า หากคนขายน้ำเมา ขายไก่ ขายเป็ดอยู่เฉยๆ ม็อบจะยุติ บ้านเมืองจะสงบ จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลกลั่นแกล้งผู้ประกอบการรายใดอยู่
'ปชป.' จี้ 'นายกฯ' ร่วมประชุมสภาฯร่างพรบ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน
นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน ส.ส.กทม. รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเรียกร้องให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อฟังส.ส.อภิปรายเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ว่า อยากให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ อยู่ฟังการประชุมสภาจนจบ และตอบคำถามส.ส.ด้วยตนเอง ไม่ควรอ้างว่าเป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการฯ เพราะนายกฯ เป็นคนเอาเงินกู้ไปใช้ตามโครงการต่างๆที่วางแผนไว้ ทั้งนี้หากนายกฯกลัวในการชี้แจงในสภา ฝ่ายค้านก็จะบอกข้อสอบให้นายกฯเตรียมตอบคำถามเอาไว้ก่อน นายกฯจะได้อยู่ในห้องสอบให้ครบ 2 วัน และตอบคำถามให้กระจ่าง
นายณัฏฐ์ กล่าวอีกว่า ข้อสอบที่ฝ่ายค้านต้องการคำตอบมี 4 ข้อ คือ 1. ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในร่างพ.ร.บ.กู้เงิน เช่นค่าที่ปรึกษาในทุกโครงการ 2. โครงการที่ซ้ำซ้อนกับโครงการที่วางแผนระยะยาวไว้แล้วซึ่งมีการบรรจุเอาในงบประมาณประจำปี เช่นการก่อสร้างรถไฟฟ้าที่มีแผนแม่บท กำหนดเวลาการก่อสร้างเสร็จสิ้นไว้แล้ว แต่กลับถูกนำไปใส่ในโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทด้วย 3. การปรับเปลี่ยนรายละเอียดของโครงการ เช่นกรมทางหลวง ในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า หรือกรมการขนส่งทางน้ำในโครงการท่าเทียบเรือ ซึ่งมีแผนแม่บทเอาไว้แล้ว แต่คณะกรรมาธิการฯกลับนำไปใส่ไว้ในงบกู้เงิน และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ และ4. การใช้เงินงบประมาณทั้งหมด คุ้มค่ากับเศรษฐกิจ สังคมหรือไม่
'ปชป.' เดินสายปฏิรูปปท. วางกรอบ 5 ด้าน จ่อพบ 'วสิษฐ์'
นายภูมิสรรค์ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคฝ่าการเมืองมวลชนในฐานะผู้ประสานงานและเลขานุการทีมคณะประสานงานมวลชนพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงกรณีที่คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะเข้าพบนพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เพื่อหารือแนวทางปฏิรูปประเทศว่า คณะทำงานฯ จะยึดกรอบ 5 ด้านของนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และนพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ที่มั่นใจว่าเป็นประเด็นร่วมของทุกกลุ่ม ทุกชนชั้นของสังคมไทย ซึ่งนำไปสู่ความไว้เนื้อเชื่อใจของสังคมได้แก่เรื่อง 1.ความยากจน 2.การศึกษา 3.คืนอำนาจ 4.สุขอนามัย และ 5.ศีลธรรม โดยทั้ง 5 ด้านนี้จะตอบโจทย์ความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน
นายภูมิสรรค์ กล่าวอีกว่า อีกประเด็นหนึ่งในการปฏิรูปประเทศที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การปฎิรูปรัฐตำรวจภายใต้เผด็จการทุนนิยมสามานย์โดยเร็ว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญลำดับต้นๆ ของการนำไปสู่แผนการปรองดองที่เริ่มต้นไว้ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยขณะนั้นได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบงานตำรวจ ที่มี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธาน ซึ่งทีมคณะประสานงานมวลชนพรรคฯ จะเข้าพบพล.ต.อ.วสิษฐ์ เพื่อหารือเรื่องการปฏิรูประบบตำรวจ ในวันที่ศุกร์ที่ 20 ก.ย. เวลา 13.00 น.ที่อาคารมติชน นอกจากนี้จะเข้าพบนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งได้ศึกษาเกี่ยวกับการปฏิรูประบบตำรวจมาโดยตลอดในโอกาสต่อไปด้วย เพื่อรวบรวมสรุปเป็นข้อมูลเสนอพรรคต่อไป



