ข่าว

คุก2ปี8เดือน!'ฮุสเซน'ซุกสารผลิตบึ้ม

คุก2ปี8เดือน!'ฮุสเซน'ซุกสารผลิตบึ้ม

18 ก.ย. 2556

ศาลอาญาสั่งจำคุก 4 ปี 'ฮุสเซน' สมาชิกฮิสบอลเลาะห์ซุกสารประกอบบึ้ม ที่สมุทรสาคร แต่ให้การเป็นประโยชน์ลดโทษเหลือ 2 ปี 8 เดือน

                      18 ก.ย.56 วันที่ 18 ก.ย.56 เวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีดำ อ.565/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายอาทริส หรือแอทรีส ฮุสเซ็น ( Mr.Atris Hussein)  อายุ 49 ปี ชาวเลบานอน สัญชาติเลบานอน-สวีเดน ซึ่งถูกกล่าวหาเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้าย ฮิสบอลเลาะห์ ( Hezbollah) เป็นจำเลยฐาน กระทำผิด พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์พ.ศ.2530 มาตรา  4,15,42

                      คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 29 ก.พ.55 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 ม.ค.53-16 ม.ค.55 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกได้มีแอมโมเนียมไนเตรทจำนวน  482 ถุง น้ำหนัก 2,410 กก. แอมโมเนียมไนเตรทบรรจุแกลลอน จำนวน 11 แกลอน น้ำหนักรวม 345.7 กก. แอมโมเนียมไนเตรทบรรจุถังพลาสติกสีเหลี่ยม จำนวน 1 ถัง น้ำหนัก 30.8 กก. แอมโมเนียมไนเตรท ซึ่งติดอยู่ที่ถุงพลาสติกจำนวน 680 ถุงน้ำหนักรวม 152.10 กรัม ซึ่งสามารถใช้เป็นส่วนผสมของระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่แขวงใดไม่ปรากฏชัด เขตราชเทวี เขตสาทร และเขตสัมพันธ์วงศ์ กทม. และ ต.กาหลง อ.เมืองสมุทรสาคร แขวงและเขตใดไม่ปรากฏชัดทั่วราชอาณาจักรเกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์พ.ศ.2530 ด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ

                     ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่ 2 ฝ่ายนำสืบแล้ว เห็นว่า โจทก์ มีพ.ต.อ.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบก.น.5 , เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข่าวตม. , เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เข้าตรวจค้นอาคารพาณิชย์เลขที่ 52/15 ม.1 ต.กาหลง อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ที่จำเลยได้ทำสัญญาเช่าไว้ , เจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์ระเบิด และพนักงานสอบสวน เป็นพยาน เบิกความสอดคล้องกันว่า ได้รับแจ้งจากหัวหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอลประสานว่า จะมีสมาชิกอิสบอลเลาะห์ กลุ่มก่อการร้ายเข้ามาในประเทศไทยเพื่อวางระเบิดในสถานที่สำคัญหลายจุดในเดือน ธ.ค.54 - ม.ค.55 จึงได้ประสานให้พื้นที่ดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญ ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ม.ค.55 ได้รับแจ้งว่ามีชาวเลบานอน เข้ามาในประเทศไทยแล้ว เมื่อไปตรวจสอบข้อมูล พบว่า เป็นจำเลยซึ่งถือพาสปอร์ตประเทศสวีเดน จึงเข้าจับกุมตัว พร้อมตรวจยึดกุญแจ 3 ดอก เมื่อเค้นถามจำเลยจึงได้ยอมรับว่าเป็นกุญแจบ้านเช่าที่สมุทรสาคร ซึ่งจำเลยใช้เก็บสินค้า เมื่อไปตรวจสอบพบโดยจำเลยเป็นผู้ชี้จุด พบสารแอมโมเนียไนเตรท และยูเรีย ตามฟ้อง โดยพยานดังกล่าวไม่เคยรู้จักและมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงน่าเชื่อว่าเบิกความตามหน้าที่ได้รับมอบหมาย และปฏิบัติหน้าที่เพื่อตรวจสอบกลุ่มก่อการร้ายที่เข้ามาในประเทศไทยตามข้อมูลที่ได้รับแจ้ง ซึ่งเป็นการเบิกความอย่างตรงไปตรงมา ขณะที่ไทยเป็นประเทศที่เป็นกลางไม่สนับสนุนฝ่ายใด และไม่ยินยอมให้ใช้ประเทศไทยมาเป็นฐานก่อการร้าย
 
                     นอกจากนี้โจทก์ ยังมีเจ้าของบ้านเช่า และผู้ที่ติดต่อหาบ้านเช่าในประเทศไทยให้จำเลย รวมทั้งเจ้าบ้านที่อยู่ใกล้เคียง และพยานจ้างขนย้ายสิ่งของ ที่เป็นประจักษ์พยาน เบิกความว่า เมื่อปี 2552 จำเลยเข้ามาในประเทศไทยและได้ขอให้ติดต่อหาบ้านเช่าโดยให้ค่านายหน้า 3,000 บาทและได้วานให้ช่วยดูแลบ้าน เมื่อจำเลยกลับมาประเทศไทยอีกครั้งได้ย้ายของกลางไปในอาคารพาณิชย์ที่จำเลยทำสัญญาเช่าไว้ 2 ปี ระหว่างเคลื่อนย้ายสิ่งของ พยานเห็นสิ่งของหล่นมาจากล่อง มีลักษณะเป็นเม็ดใสๆ คล้ายน้ำตาล ซึ่งลักษณะดังกล่าวตรงกับภาพถ่ายโจทก์ เมื่อนำสิ่งของดังกล่าวไปตรวจที่กองพิสูจน์หลักฐาน พบว่าเป็นสารแอมโมเนียไนเตรท ที่ใช้เป็นสารประกอบระเบิดได้ และจากการทดสอบสารดังกล่าวพบว่า มีลักษณะ 4 ประการ คือ 1.สารดังกล่าวไม่สามารถระเบิดเองได้ 2.เมื่อนำสารดังกล่าวมาผสมกันเองก็ไม่สามารถเกิดการระเบิดได้ 3. ต้องมีตัวช่วยให้เกิดระเบิด และ 4.ต้องมีส่วนผสมอย่างอื่นก็อาจจะเกิดระเบิดได้ แต่ต้องมีตัวขยายการระเบิด
 
                     ส่วนที่จำเลย นำสืบอ้างว่า สารนี้เป็นของนายเจมมี่ หรือ แซมมี่ เปาโล เพื่อนชาวต่างชาติ และจำเลยเป็นพ่อค้าเก็บสารดังกล่าวเพื่อเตรียมส่งออกไปต่างประเทศ แต่ข้อเท็จจริงพบว่าระหว่างที่จำเลยทำสัญญาเช่าบ้านไว้ 2 ปี ได้เข้าไปตรวจสอบของกลางหลายครั้ง แต่ไม่เคยส่งออกต่างประเทศเพื่อนำไปขายต่อตามที่จำเลยกล่าวอ้าง พฤติการณ์ผิดวิสัยของพ่อค้า ซึ่งจำเลยได้เก็บของกลางไว้เป็นเวลานานมีลักษณะเป็นพิรุธ และจำเลยมีเพียงตัวเองมาเบิกความอย่างลอยๆ ฟังยาก จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ อีกทั้งพยานโจทก์ที่นำสืบมา ยังชี้ให้เป็นว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองและพฤติกรรมมีส่วนร่วมในการจัดเก็บดูแลรักษาและเช่าสถานที่
 
                     จำเลยจึงมีความผิดตามพ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 มาตรา 15 วรรคแรก ,42 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ที่ครอบครองสารแอมโมเนียไนเตรทโดยไม่ได้รับอนุญาตจากปลัดกระทรวงกลาโหม พิพากษาให้จำคุก 4 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเหลือจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 2 ปี 8 เดือน และให้ริบของกลาง
               
                     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังมีคำพิพากษา ภรรยาและลูกสาวจำเลยที่เดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วยได้สวมกอดกันด้วยความดีใจ ขณะที่นายอาทริส ระบุว่าพอใจกับคำพิพากษา
               
                     ด้านนายวิทยา บูรณศีล ทนายความ ระบุว่า แม้ขณะนี้นายอาทริส ถูกคุมขังมาแล้วนานกว่า 1 ปี 8 เดือน และใกล้จะครบกำหนดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่จะยื่นอุทธรณ์คดีอย่างแน่นอน ซึ่งได้พูดคุยกับตัวจำเลยแล้วก็พร้อมที่จะให้ยื่นอุทธรณ์ โดยขอให้ศาลยกฟ้องเนื่องจากยืนยันความบริสุทธิ์ในการครอบครองสารเคมีที่ถูกฟ้อง และจะต่อสู้ประเด็นข้อกฎหมายในเรื่องการสอบสวนคดีนี้ที่เห็นว่าน่าจะดำเนินการโดยมิชอบด้วย